image

Design & Creativity

Revalue Charoenkrung คุณค่าใหม่ เจริญกรุง

Published Date : 1 เม.ย. 2560

Resource : Creative Thailand

4,754

 
จากการศึกษาถึงกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในทศวรรษที่ผ่านมา เป็นที่น่าจับตามองว่า หลายประเทศทั่วโลกไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การพัฒนาเศรษฐกิจในระดับมหภาคหรือระดับภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงพื้นที่ โดยเน้นความร่วมมือของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ให้ร่วมกันส่งเสริมศักยภาพ สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของย่าน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของย่านให้เป็นศูนย์กลางการรวมตัวของธุรกิจสร้างสรรค์ และกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ เกิดเป็นสินทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ ที่เรียกกันว่า “ย่านสร้างสรรค์ (Creative District)” ซึ่งสามารถผลักดันเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน และเป็นกลไกพื้นฐานในการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับประเทศได้ในที่สุด

ปัจจุบันศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางความคิดสร้างสรรค์ของภาครัฐ ได้ย้ายที่ทำการมายังอาคารไปรษณีย์กลาง ย่านเจริญกรุง และได้จัดทำโครงการศึกษาและวิจัยแนวทางการพัฒนาย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ต่างๆ ในย่านที่อุดมด้วยสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางเชื้อชาติและความเชื่อ ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นย่านสร้างสรรค์ได้ หากได้รับการผลักดันให้ใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ในพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อพัฒนาทั้งในมิติทางกายภาพและภาพลักษณ์ เพื่อตอบสนองต่อธุรกิจและกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์
 
Charoenkrung4.jpg
ภาพจำลองโครงการ “Co-Create Charoenkrung” โดย บริษัท ฉมาโซเอ็น
© timeout.com 

พัฒนาย่าน ให้เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
ย่านเจริญกรุง เป็นพื้นที่ใจกลางเมือง (Urban Area) ที่ครอบคลุม 4 เขต คือ บางรัก สุรวงศ์ สี่พระยา และสีลม โดยมีจุดเด่น คือเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศ จากการสำรวจพบว่า เจริญกรุงมีพื้นที่ว่างมากพอที่จะสามารถพัฒนา ต่อยอด และยกระดับสู่การเป็นย่านสร้างสรรค์ ตลอดถึงการพัฒนาให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษได้ เช่นเดียวกับประเทศผู้นำทางด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์อื่นๆ ของโลกที่มักกำหนดพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวกันของนวัตกรรมและแรงงานฐานความคิด รวมถึงเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศมักถูกขับเคลื่อนผ่านพื้นที่เมืองเป็นหลัก

ดังนั้น การพัฒนาเจริญกรุงให้เป็นย่านสร้างสรรค์ จึงควรเริ่มจากการกำหนดให้เจริญกรุงเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษและกำหนดขอบเขตการพัฒนาย่านให้ชัดเจน ก่อนอื่นควรสร้างความเข้าใจเรื่องประเภทของธุรกิจสร้างสรรค์ ในพื้นที่กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามด้วยการกำหนดขอบเขตในการพัฒนาที่ชัดเจน และให้ข้อมูลประเภทอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการประเมินผลและช่วยให้การคาดการณ์ของภาครัฐมีความเที่ยงตรงมากขึ้น นอกจากนี้ควรวางแผนพัฒนาย่านให้มีความเฉพาะเจาะจงและพัฒนาควบคู่ไปกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ภาครัฐและเอกชนกำลังดำเนินการ เช่น โครงการ The Jam Factory และ Warehouse 30 ของคุณดวงฤทธิ์ บุนนาค ที่ทำการรีโนเวทโกดังเก่าริมแม่น้ำ ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับธุรกิจสร้างสรรค์ ทั้งร้านหนังสือ ร้านกาแฟ แกลเลอรี และร้านอาหารไทย โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านตลาดน้อย โครงการพัฒนาฟื้นฟูพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำยานนาวา พื้นที่อนุรักษ์ย่านคลองสาน การก่อสร้าง ICONSIAM ฝั่งธนบุรี และโครงการ Creative District Foundation ซึ่งเป็นการรวมตัวของศิลปินท้องที่ที่ร่วมมือกันสร้างย่านสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง จะเห็นได้ว่า การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ และกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ จะช่วยเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของเจริญกรุง ให้เป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เป็นย่านที่น่าจดจำ ดึงดูดบุคลากรและธุรกิจสร้างสรรค์ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวอันเป็นการสร้างรายได้ให้กับกรุงเทพมหานคร
 
Charoenkrung3.jpg
พื้นที่สร้างสรรค์เจริญกรุง : The Jam Factory
© travelandleisure.com

Charoenkrung2.jpg
กิจกรรมสร้างสรรค์เจริญกรุง : The Jam Factory
© mazirudoodnepal.strikingly.com

สร้างแนวร่วมในการพัฒนา
เนื่องจากย่านเจริญกรุงเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของชุมชน ศาสนา และวัฒนธรรม ดังนั้น การพัฒนาพื้นที่จึงจำเป็นต้องเกิดจากความร่วมมือกันของทั้ง 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพราะการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีความคุ้นเคยในพื้นที่ และเอกชนที่มีความคล่องตัวในการดำเนินงานสูงเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา จะช่วยให้ภาครัฐสามารถมองเห็นปัญหา และดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด เกิดเป็นการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ทั้งนี้ภาครัฐจำเป็นต้องมีองค์กร หรือหน่วยงานกลาง ในการรับผิดชอบการสร้างปฏิสัมพันธ์กับชุมชน โดยอาจจะอยู่ในรูปแบบของกิจกรรม เช่น การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น การจัดทำประชาพิจารณ์ เพื่อเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน ก่อให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วม ความไว้วางใจ เอื้อต่อความร่วมมือให้การดำเนินแผนพัฒนาเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จในที่สุด
 
Charoenkrung5.jpg
สตรีทอาร์ต จากเทศกาลเมืองศิลปะ “บุกรุก”

Charoenkrung6.jpg
เจริญกรุง จิวเวลรีฮับของกรุงเทพฯ

สร้างสาธารณูปโภคเพื่อสนับสนุนธุรกิจสร้างสรรค์
จากการสำรวจพื้นที่ย่านเจริญกรุง เป็นย่านที่มีอาคารพาณิชย์ที่มีประวัติศาสตร์ และมีเอกลักษณ์จำนวนมาก แต่อาคารเหล่านั้นกลับถูกปล่อยทิ้งร้าง เพราะไม่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานร่วมสมัยได้ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนหน้าที่ใช้สอยอาคารเก่า จึงเป็นการสร้าง Hard Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้) ที่ไม่ได้เป็นเพียงการบูรณะฟื้นฟูอาคารเก่าเพื่อการอนุรักษ์ แต่เป็นการฟื้นฟูเพื่อการใช้งานร่วมสมัย (Adaptive Reuse) โดยคำนึงถึงลักษณะการทำงานของกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเจริญกรุงสู่การเป็นย่านสร้างสรรค์ โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่น สามารถเป็นได้ทั้งพื้นที่จัดแสดงผลงาน แกลเลอรี สตูดิโอ หรือพื้นที่อื่นๆ อันก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ควรเพิ่มการเชื่อมต่อในพื้นที่ด้วยระบบขนส่งมวลชน ลดหรือยกเลิก สิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์บนท้องถนนที่บดบังสายตา ขณะเดียวกันก็กำหนดขอบเขตพื้นที่ พร้อมกับปรับภูมิทัศน์เมืองให้สะอาด ร่มรื่น และร่วมกันกำหนดภาพลักษณ์ภายนอกของอาคารต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับการจัดเตรียม Soft Infrastructure (การบริหารจัดการภายในองค์กร) เพื่อสนับสนุนกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสะดวกรวดเร็วตลอดทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตจนถึงการขาย ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ การอนุญาตให้ใช้พื้นที่ได้อย่างยืดหยุ่นตลอด 24 ชั่วโมง ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฟรีครอบคลุมทั้งย่าน รวมถึงการพัฒนากฎหมาย และการมอบสิทธิประโยชน์ให้กับกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ ทั้งด้านเงินทุนสนับสนุน การเปิดพื้นที่เพื่อจัดกิจกรรม และสิทธิประโยชน์สำหรับเอกชน ผู้ลงทุน ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาย่าน ตลอดจนผู้คนในพื้นที่ ในลักษณะที่เป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในพื้นที่ (Area-based Incentives) อันจะก่อให้เกิดระบบนิเวศสร้างสรรค์ (Creative Ecosystem) เพื่อรองรับการลงทุน การเข้ามาของธุรกิจ และกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์

สนับสนุนเจริญกรุงให้เป็นศูนย์กลางของการคิด - ผลิต - ขาย
การเติบโตของย่านอย่างยั่งยืนนั้น ควรสนับสนุนให้เกิดการสร้างห่วงโซ่การทำงานในพื้นที่เจริญกรุง ที่จะทำให้ย่านสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยวงจรเศรษฐกิจภายในย่านเอง ทั้งนี้เจริญกรุงมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของการผสมผสานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ (Hybrid of Creative Industries) เจริญกรุงควรได้รับการพัฒนาย่านให้เป็นศูนย์กลางของการคิด - ผลิต - ขาย ผ่านการสร้างแพลตฟอร์มของข้อมูล โดยเริ่มต้นจากการจัดทำฐานข้อมูลอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ตลอดห่วงโซ่การทำงาน ตั้งแต่ฐานข้อมูลผู้ผลิต สถานที่ ไปจนถึงผู้จัดจำหน่ายทั้งในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการประเมินผลเชิงพื้นที่ สังคม และเศรษฐกิจ ตลอดจนการคาดการณ์แนวโน้มของสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังต้องมีการวางแผนการพัฒนาระยะยาว ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เจริญกรุงเป็นย่านสร้างสรรค์ จุดหมายปลายทางของทั้งธุรกิจ กลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ และนักท่องเที่ยวในที่สุด

 
 
Charoenkrung8.jpg
ย่านออสเบิร์น วัลเลย์ในปัจจุบัน
© creativeboom.com

ดูโลก ดูเรา เมื่อย่านสร้างสรรค์คือคำตอบของเมืองยุคใหม่ 
การพัฒนาย่านสร้างสรรค์ กำลังเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาเมืองทั่วโลก เช่น ที่ย่านออสเบิร์น วัลเลย์ (Ouseburn Valley) พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญและน่าสนใจสำหรับย่านเจริญกรุงในเรื่องการสร้างแนวร่วมเพื่อการพัฒนา ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ย่านออสเบิร์น วัลเลย์ ได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาจากพื้นที่ว่างเปล่าหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม สู่การเป็นย่านสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ ด้วยความร่วมมือของทั้ง 3 ภาคส่วนสำคัญ คือ ภาครัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน
 
Charoenkrung9.jpg
ภาพของอาคารที่ต่อมาได้รับการพัฒนาเป็น 36 Lime Street และ Seven Stories
© 36limestreet.co.uk

ในทศวรรษ 1960 หลังการเสื่อมลงของอุตสาหกรรมในนิวคาสเซิล สภาเทศบาลเมืองนิวคาสเซิล (Newcastle City Council: NCC) ได้รายงานถึงโกดังและอาคารต่างๆ ที่ถูกทิ้งร้าง และคุณภาพชีวิตของประชาชนเริ่มแย่ลง ในปี 1980 จึงมีการวางแผนเพื่อปรับเปลี่ยนโกดังเก่าและอาคารต่างๆ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมฟาวน์ดรี เลน (Foundry Lane) ให้เป็นพื้นที่สตูดิโอกว่า 20 สตูดิโอ และโกดังของจอห์น ด็อบซัน (John Dobson) เลขที่ 36 ถนนไลม์ (Lime) ก็ได้ถูกปรับให้เป็นพื้นที่ทำงานของศิลปิน เมกเกอร์และดีไซเนอร์กว่า 40 คน กระทั่งต่อมาในปี 1987 ได้มีการจัดตั้ง ไทน์แอนด์เวียร์ ดิเวลอปเมนต์ คอร์ปอเรชั่น (Tyne and Wear Development Corporation: TWDC) เพื่อส่งเสริมการลงทุน และพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำไทน์และเวียร์อย่างจริงจัง ซึ่งการปรับปรุงอาคารเก่าและฟื้นฟูพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง รวมถึงการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งเก่าและใหม่เข้าไว้ด้วยกันนี้ ได้นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่กว่า 990,000 ตารางเมตรให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำงาน และสำหรับอยู่อาศัยอีกกว่า 4,550 ยูนิต ตลอดจนเกิดการจ้างงานใหม่กว่า 33,707 ตำแหน่ง
         
Charoenkrung7.jpg
ภาพ Toffee Factory หลังจากได้รับการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่
© jilltate.com

อย่างไรก็ตาม กระบวนการในขั้นตอนนี้ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ประกอบกับเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงงานทอฟฟี่ (Toffee Factory) ในฤดูร้อนปี 1993 จึงเริ่มมีการต่อต้านแผนพัฒนาโดยนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ และเกิดองค์กรสำคัญขึ้นในชื่อ Ouseburn Trust ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และตัวแทนจากประชาชน ในการวางแผนฟื้นฟูด้านกายภาพของย่าน เพื่อสร้างการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Cluster) และเป็นพี่เลี้ยง (Facilitator) ให้เกิดกิจกรรมสร้างสรรค์ขึ้นในพื้นที่ ต่อมาในปี 1995 Ouseburn Trust ได้เปลี่ยนเป็น Development Trust ซึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดมหาชนในต้นปี 1996 โดยในปีเดียวกันนี้ Development Trust ได้ร่วมมือกับอีก 18 หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และธุรกิจในพื้นที่ เกิดเป็นกลุ่ม Ouseburn Partnership ที่มีบทบาทในการบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐเพื่อการฟื้นฟูย่าน โดยมีเอกชนเป็นผู้ดำเนินงานร่วมกับประชาชน ซึ่งในช่วงนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการสร้างภาพลักษณ์ความเป็นย่านสร้างสรรค์ให้กับย่านออสเบิร์น วัลเลย์ โดยการพัฒนาพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ พื้นที่สาธารณประโยชน์ (Open Space) ที่พักอาศัย และสตูดิโอ เพื่อจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการดำเนินธุรกิจสร้างสรรค์ของทั้งภาคเอกชน และกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ในพื้นที่
 
 
Charoenkrung10.jpg
© chroniclelive.co.uk
 
Charoenkrung11.jpg
© weedonder.wordpress.com

โครงการ The Biscuit Factory
The Biscuit Factory คือโครงการปรับเปลี่ยนคลังสินค้าเก่าให้เป็นพื้นที่แกลเลอรี จัดแสดงผลงานทางศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร โดยภายในอาคารเป็นผังแบบเปิดโล่ง 2 ชั้น ที่จัดให้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย ประติมากรรม ภาพพิมพ์ต้นฉบับ เครื่องประดับ และงานฝีมือต่างๆ โดย The Biscuit Factory จะจัดงานแสดงโชว์ผลงาน 4 ครั้ง/ปี ซึ่งแต่ละครั้งหรือแต่ละฤดูกาล จะมีผลงานจากศิลปินกว่า 250 คนเข้าร่วมจัดแสดง โดยผู้เข้าชมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
 
 

Charoenkrung12.jpg
© chroniclelive.co.uk

โครงการ Seven Stories
มูลนิธิ Seven Stories ก่อตั้งขึ้นโดยเอลิซาเบธ แฮมมิลล์ (Elizabeth Hammill) และแมรี่ บริกก์ส (Mary Briggs) ในปี 1996 เพื่อรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับศิลปะสำหรับเด็ก และวรรณกรรมเด็กในสหราชอาณาจักรไว้อย่างครบถ้วน จนกระทั่งปี 2002 มูลนิธิได้ทำการปรับปรุงโกดังเก็บธัญพืชเก่า 7 ชั้นในย่านออสเบิร์น วัลเลย์ ให้กลายเป็นศูนย์หนังสือสำหรับเด็กอย่างครบวงจร และได้รับรางวัลมากมาย เช่น Eleanor Farjeon Award จาก Children’s Book Circle, Gold in the Best Education Project Category จาก National Lottery Awards และ Gold Award for Large Visitor Attraction of the Year จาก North East England Tourism Awards ฯลฯ
 
 
หลังจากสิ้นสุดการทำงานของ Ouseburn Partnership ในปี 2002 ได้มีการจัดตั้ง Ouseburn Advisory Committee (OAC) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาลย่านออสเบิร์น และย่านไบเกอร์ (Byker) ให้เข้ามาดำเนินการตามแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2006 - 2009 มีการจัดทำ Urban Development Framework ซึ่งเป็นการวางกรอบการพัฒนาย่าน พร้อมมอบเงินทุนสนับสนุนการพัฒนาย่าน การอนุรักษ์อาคาร และพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนติดตามการดำเนินการ ให้ทางภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินงานให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของการพัฒนาย่าน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ ยังคงมุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นย่านสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดกลุ่มเอกชน และกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ให้เข้ามาลงทุนและใช้พื้นที่ และล่าสุดคือ Urban Regeneration Plan 2009 - 2020 ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาจากแผนเดิม เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงานและการจ้างงานในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนในย่านออสเบิร์น วัลเลย์ ต่อไป

เช่นเดียวกันกับย่านเจริญกรุง ที่ควรมีโครงการนำร่องในการพัฒนา ซึ่งสามารถสร้างความร่วมมือของทั้ง 3 ภาคส่วนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อพัฒนาย่านเจริญกรุงให้เป็นย่านสร้างสรรค์ต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทย

เรื่อง: พัณณิตา มิตรภักดี และ ชนกานต์ วงศ์กิตติขจร

ที่มา: ouseburntrust.org.uk, thebiscuitfactory.com และ sevenstories.org.uk