image

Design & Creativity

ใช้ภาษาหากินกับ ‘ครูทอม คำไทย’ ผู้ที่เชื่อมั่นว่าตราบใดที่มนุษย์คิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีก็แทนกันไม่ได้

Published Date : 1 ส.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

2,652

“ตอนนี้ทำหลายอย่างเลยครับ เป็นครู วิทยากร นักเขียน นักแสดง พิธีกร นักพิสูจน์อักษร อยากให้ทำอะไรเพิ่มไหมครับ จ้างได้ครับ รับทุกงาน ไปทันทุกที่ ไม่มีสังกัด จัดผมได้ทุกสไตล์ หารายได้ทำวิทยานิพนธ์” ทอม-จักรกฤต โยมพยอม ตอบทันควัน เมื่อเราถามไปว่าตอนนี้ทำอะไรบ้าง โดยไม่ลืมพ่วงวลีเด็ดที่เขาชอบติดแฮชแท็กบ่อยๆ ในช่วงนี้ 

ก่อนจะเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ครูทอม คำไทย’ เขาเลือกเรียนปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกวิชาภาษาไทย ด้วยความชอบภาษาไทยล้วน ๆ ซึ่งมักจะถูกตั้งคำถามว่าจบมาแล้วจะทำงานอะไร หลังแจ้งเกิดในฐานะสุดยอดแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ เขาตระเวนไปติวหนังสือตามโรงเรียนต่างจังหวัด คอยตอบคำถามการใช้ภาษาไทยบนโลกออนไลน์ และยังทำสารพัดสิ่งที่กล่าวไปข้างต้น ควบคู่กับการเรียนปริญญาโทด้าน Speech Communication ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ไปด้วย

หากมองในบทบาทของ ‘ครู’ เขาเป็นอาจารย์พิเศษที่ไม่ยึดติดกับกรอบของระบบการศึกษาและหลักเกณฑ์การใช้ภาษาไทยที่ค่อนข้างละเอียดยุ่บยั่บ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ครูทอมก็เป็นคนช่างคิด และขยันหยิบต้นทุนทางภาษาที่ตัวเองมี มาขยายเส้นทางอาชีพออกไปได้เรื่อย ๆ รวมไปถึงการจัดทอล์กโชว์ของตัวเองที่ได้รับเสียงตอบรับดีไม่น้อยไปเมื่อปีที่แล้ว

‘ภาษาดิ้นได้’ หมายความว่าอะไรในความคิดของครูทอม
ภาษาดิ้นได้นี่มันก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของทุกภาษาบนโลกนี้นะครับ ตอนเราเรียนคณะอักษรฯ จะมีสอนวิชาภาษาศาสตร์ สมัยมัธยม วิชาภาษาไทยก็ไม่ได้มีแค่เรื่องภาษาไทยเท่านั้น แต่จะมีหัวข้อธรรมชาติของภาษาด้วย หนึ่งในนั้นคือ ทุกภาษาต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมีคำแปลก ๆ เกิดขึ้นมาใหม่ มีคำที่หายไป บางคำเปลี่ยนการออกเสียง เปลี่ยนตัวสะกด เปลี่ยนความหมาย มีความหมายใหม่เพิ่มมาหรือหายไป นี่คือธรรมชาติของมัน เพราะเราใช้ภาษากันเรื่อย ๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงคือเรื่องปกติ ทุกภาษาเป็นแบบนี้ ไม่ใช่แค่ภาษาไทย

ขณะที่คนอื่นมองว่าการใช้คำแปลกๆ ทำให้ภาษาไทยวิบัติ แต่จริงๆ มันคือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหนึ่ง
ผมไม่เคยมองว่าภาษามันวิบัติเลย เวลาเห็นคำแปลกใหม่ที่บางคนเรียกกันว่าภาษาสก๊อย หรือเมื่อ 4-5 ปีก่อนที่มีเพจ “สมาคมนิยมภาษาสก๊อย” ที่ใช้ภาษาแบบนี้เยอะ ผมกลับชอบนะ ตรงที่เขาเลือกหยิบตัวอักษรที่เราไม่ค่อยใช้ ในคำไทยไม่ค่อยมี เป็นพวกพยัญชนะหัวหยักที่ต้องกด shift ค้างไว้ตอนพิมพ์ แล้วเอามาผสมกัน แต่หลายคนจะบ่นว่าอ่านไม่ออก เราก็สงสัยว่ามันยากตรงไหน เช่น ตัวอักษร ศ ษ มันก็ออกเสียง /ส/ เหมือนกัน หรือเวลาเอาตัวอักษร ฑ ท ฒ มาใช้ในภาษาสก๊อย ก็ออกเสียง /ท/ เหมือนเดิม แต่เพราะคุณไม่คุ้นเคยกับตัวอักษรแบบนี้ เลยต้องตั้งสติเวลาจะอ่านแต่ละครั้งเท่านั้นเอง

เห็นได้ชัดว่าคนไทยมีความคิดสร้างสรรค์สูงในแง่การคิดคำ ทำให้เกิดภาษาใหม่ ๆ เช่น ‘พาสาทิพย์’ ของเพจน้องง
เราชอบความสร้างสรรค์ของคนไทยในการคิดสร้างคำใหม่ ๆ ทั้งเรื่องการเรียงประโยค การคิดคำใหม่ขึ้นมา ชอบเวลาที่ได้เห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ในแวดวงภาษา เพราะสิ่งนี้ทำให้ภาษาไทยไม่มีวันตาย คนที่บอกว่าคำเหล่านี้คือภาษาวิบัติ มักจะมองว่าภาษาไทยนั้นสวยงามอยู่แล้ว ควรคงรูปแบบเดิมไว้ แล้วคำว่า ‘คงแบบเดิม’ คืออะไร ย้อนกลับไปสิบปีหรือร้อยปีก่อน ภาษาที่ใช้ มันก็ไม่เหมือนเดิม นั่นแปลว่าภาษาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ คุณยังไม่คงการใช้ภาษาเมื่อร้อยปีก่อนไว้เลย แล้วจะมาบ่นมาโวยวายอะไร ถ้าคนรุ่นใหม่จะเลือกใช้คำแปลกใหม่แบบนี้

แต่เมื่อนำไปสอนไปใช้ เรารู้อยู่แล้วว่า ภาษาไทยมีเรื่องระดับภาษา มีกาลเทศะ เราก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม เคยรู้มาจากเพื่อนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ว่าเด็กหลายคนมีปัญหาการเลือกใช้คำไม่เหมาะสมในการสอบ เช่น ใช้คำว่า “วันหนึ่งเนี่ยนะ” หรือ “เวอร์วังอลังการ” หรืออย่างข้อสอบวิชารัฐศาสตร์ที่ให้วิเคราะห์ประเด็นเรื่องการปาหินกลุ่ม LGBT แล้วเด็กใช้คำว่า “แม่งน่าหงุดหงิด” แสดงว่าเขาแยกไม่ออกว่าเมื่อไหร่ควรใช้ภาษาแบบไหน เมื่อไหร่ไม่ควรใช้

พวกคำแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย เราก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม ถ้าคุยกับกลุ่มเพื่อนแล้วเข้าใจกัน ก็ไม่มีปัญหาอะไร จำได้ว่าปีที่แล้วมีโพสต์หนึ่งในเฟซบุ๊กเป็นเรื่องคนทะเลาะกันด้วยภาษาสก๊อยที่ผสมกับภาษายาวีด้วย เพราะเขาอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรากฏว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่แชร์ไปด่าว่า “ใช้ภาษาอะไร ไม่เห็นรู้เรื่อง” แต่เรากลับมองว่าเขาไม่ได้คุยกับคุณ คุณจะไปด่าเขาไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้อยากให้คุณเข้าใจ ถ้าคุณคือคนนอกและอยากรู้ว่าเขาคุยอะไรกัน คุณก็ต้องไปศึกษาภาษาเขาให้เข้าใจ ไม่ใช่แชร์ไปด่า มันจะมีอะไรแบบนี้ให้เห็นในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะเด็กรุ่นใหม่โตมากับสังคมออนไลน์ด้วยหรือเปล่า เลยคุ้นเคยกับการใช้ภาษาแบบนั้นแล้วนำไปตอบข้อสอบ เผลอๆ อาจจะคุ้นเคยมากกว่าภาษาเขียนหรือภาษาทางการซึ่งไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวัน
สื่อออนไลน์ในปัจจุบันมีผลมากเหมือนกัน แต่เราต้องเข้าใจก่อนว่า การเรียนรู้ภาษาคือการเลียนแบบ เราเกิดมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน ในประเทศไหน คุ้นเคยกับภาษาแบบไหน เราก็จะใช้ภาษาแบบนั้น เช่น เราเกิดในประเทศไทย ได้ยินพ่อแม่พูดภาษาไทยมาตลอด เราก็พูดไทยได้โดยไม่ต้องไปเรียนที่ไหน หรือถ้ามองภาษาในแต่ละท้องถิ่น เราเกิดมาได้ยินสำเนียงแบบไหน ก็จะคุ้นเคยกับการพูดสำเนียงแบบนั้น เราอยู่ในสังคมแบบไหน เห็นภาษาแบบไหนซ้ำๆ เราก็จะใช้แบบนั้น 

เราเคยเจอคนส่งข้อความมาถามหลายครั้ง เช่น “งอน” กับ “เขิน” ก่อนหน้านี้เขาเชื่อมั่นว่าใช้ น สะกด ถูกมาตลอด แต่พอเห็นคนใช้ ล สะกดมากขึ้นในโลกออนไลน์ ซึ่งเดิมทีใช้เป็นลูกเล่นทางภาษาให้ได้อรรถรสมากขึ้นแบบ “งอล” “เขิล” (ออกเสียงม้วนลิ้น) มันก็ไปสั่นคลอนความมั่นใจของเขา แปลว่าการเห็นอะไรซ้ำ ๆ ส่งผลต่อการับรู้ของคนเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนที่เราจะมั่นใจว่าคำไหนเขียนอย่างไร เราสามารถตรวจสอบกับทางราชบัณฑิตยสภาที่ดูแลเรื่องนี้ได้ ที่ต้องตรวจสอบ เพราะเขาก็เปลี่ยนเรื่อย ๆ เหมือนกัน เปลี่ยนเก่ง (หัวเราะ)

แม้แต่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาก็ยังปรับเปลี่ยนแก้ไขคำในพจนานุกรมบ่อยๆ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้
บางอย่างเปลี่ยนก็ดี แต่บางอย่างจะเปลี่ยนทำไม เช่น คำว่า “แซ่บ” ซึ่งแปลว่า อร่อย พจนานุกรมตั้งแต่ฉบับปี 2542 ก็บัญญัติให้สะกดว่า “แซบ” ซึ่งส่วนตัวมองว่าเหมาะสมแล้ว เพราะคนอีสานออกเสียงยาว และในพจนานุกรมก็วงเล็บว่าเป็นภาษาถิ่นอีสาน แต่พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554 ราชบัณฑิตยฯ ให้เติมไม้เอกเข้าไป จะตามความนิยมหรืออะไรก็ตามซึ่งเขาไม่ได้ให้เหตุผลไว้ จริงๆ แล้วอยากบอกราชบัณฑิตยฯ มากว่า เมื่อมีพจนานุกรมฉบับใหม่ออกมา ช่วยทำเพิ่มอีกเล่มหนึ่งเป็น ‘พจนานุกรมคำเปลี่ยน’ ให้ด้วยได้ไหม เปลี่ยนคำไหนช่วยบอกกันด้วย เพราะบางทีเราก็ไม่รู้

แล้วในฐานะครู หลักเกณฑ์ที่คุณใช้สอนนักเรียนคืออะไร
ปกติเราจะสอนให้เขาเห็นความสำคัญของภาษาก่อน ว่าเราใช้ภาษาเพื่ออะไร เราใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ถ้าเราอยากให้การสื่อสารเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เราต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสม ไม่ใช่ถูกต้องตามหลักราชบัณฑิตยสภา แต่ถูกต้องเหมาะสมตามกาลเทศะ ถ้าเราใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสมกับบริบทตรงนั้น การสื่อสารก็เกิดประสิทธิภาพแล้ว

มีคำไหนบ้างไหมที่รู้สึกว่ารับไม่ได้มากที่สุด เช่น “นะค่ะ” ถือว่าโอเคไหม
(คิด) อันที่รู้สึกว่ารับไม่ได้ที่สุดก็จะเป็นเรื่องการใช้คำผิด แล้วทำให้ความหมายเปลี่ยน และส่งผลต่อการสื่อสาร ต้องเข้าใจก่อนว่าเราใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร บางคำเขียนผิดนิดหน่อย แต่การสื่อสารยังชัดเจน ก็ไม่มีปัญหา แต่บางครั้งการใช้คำผิดมันส่งผลต่อการสื่อสาร ทำให้เข้าใจความหมายเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น คะ-ค่ะ สมมติว่าเจ้านายส่งข้อความให้เลขาฯ เอาเอกสารเข้าไปในห้อง แล้วเลขาฯ พิมพ์ตอบกลับมาว่า “ค่ะ” แปลว่า รับทราบ เข้าใจ แต่ถ้าพิมพ์ว่า “คะ” ความหมายจะเป็นอีกอย่าง แปลว่าเลขาฯ ไม่เข้าใจ เลยถามด้วยคำว่า “คะ” ทำให้การสื่อสารไม่สัมฤทธิ์ผล

หรือบางครั้งความหมายอาจจะไม่เปลี่ยน แต่มันส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กร เช่น ถ้าสื่อมวลชนสะกดคำผิด ความหมายอาจไม่เปลี่ยน แต่ผู้เสพข่าวจะรู้สึกว่าสื่อนี้ไม่รอบคอบ ไม่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่หนังสือพิมพ์หรือเว็บไซต์ต่างๆ แต่รวมไปถึงซับไตเติลภาพยนตร์ หรืองานหลาย ๆ อย่างที่ใช้ภาษา ถ้าใช้ผิด ก็เห็นชัดว่าสิ่งนั้นไม่มีคุณภาพ หนังสือเรียนบางเล่มของกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากจะมีคำผิดแล้ว ยังใช้แหล่งอ้างอิงว่ามาจากวิกิพีเดีย หรือกูเกิล ซึ่งแบบเรียนของกระทรวงฯ จะอ้างอิงแบบนี้ไม่ได้ (เสียงสูง) เด็กที่ต้องทำรายงานและหาแหล่งอ้างอิงต่าง ๆ ก็เห็นแบบอย่างมาจากตรงนี้ และทำผิด ๆ ตามกันไปอีก

รู้สึกอย่างไรเวลาเห็นคนเหยียดกันเรื่องการใช้ภาษาบนโซเชียลมีเดีย เช่น คนที่ใช้ภาษาสก๊อย ใช้ไทยคำอังกฤษคำหรือแม้แต่ใช้ภาษาถิ่น
กรณีการเหยียดภาษาก็เจอเยอะนะครับ ถ้ามีใครใช้ภาษาสก๊อย ก็จะโดนแชร์มาด่า หรือบางคนไปเหยียดภาษาถิ่น ไปหัวเราะขบขันภาษาถิ่นบางคำ บางสำเนียง บางคนก็ไม่ชอบการใช้ไทยคำอังกฤษคำอีก สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกเหยียดเป็นสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่เราใช้กันเป็นปกติ แตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐาน เราจึงพยายามผลักออกไป 

แต่ส่วนตัวเรามองว่าภาษาถิ่นเท่มาก พอเราบัญญัติไปว่าภาษาไทยกลางคือภาษามาตรฐาน มันก็เหมือนไปบังคับคนไทยทั้งประเทศ ว่าคนทั้งประเทศต้องใช้ภาษามาตรฐานนี้ด้วย ทั้งที่ภาษาไทยไม่ได้มีแค่ภาษาไทยภาคกลาง หรือภาษาไทยกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังแยกย่อยลงไปอีกว่าภาคกลางแถบไหน คนก็ใช้ภาษาไม่เหมือนกัน ภาษาถิ่นเหนือของเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แพร่ น่าน พะเยา สำเนียงก็ไม่เหมือนกัน เลยรู้สึกว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง แต่บางคนไม่คุ้นเคยก็เลยไปล้อเลียนสิ่งเหล่านั้น หรือการใช้ไทยคำอังกฤษคำเรารู้สึกว่าไม่แปลกอะไร ถ้ามันทำให้การสื่อสารลื่นไหลกว่า อย่าลืมว่าเราใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ถ้าใครใช้แล้วคนฟังไม่เข้าใจก็เป็นปัญหา แต่ถ้าเข้าใจทั้งสองฝั่งก็ไม่เป็นปัญหา

คิดว่าตัวเองเป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านภาษาไทยไหม

การจะบอกว่าเราเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือไม่นั้น น่าจะต้องให้คนอื่นมองเข้ามามากกว่า แต่ถ้าถามว่าเราทำรายได้จากตรงนี้ไหม ใช่ เราเอาภาษามาหากิน (หัวเราะ) เพราะการทำงานต่าง ๆ เราใช้ภาษามาโดยตลอด แต่ก็ไม่ใช่แค่เรา ทุกคนบนโลกนี้ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ต้องใช้ทักษะทางภาษากันหมด เพียงแต่ว่าเรานำมาใช้ในรูปแบบที่ต่างกัน

ทำไมถึงคิดว่าการสอนภาษาไทยจะสร้างรายได้และทำเป็นอาชีพได้ในชีวิตจริง

ตอนแรกไม่ได้คิดเลยว่าจะใช้ภาษาไทยในการทำงาน เราเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาไทย เพราะชอบภาษาไทยมาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านอยากให้เรียนนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ เพราะดูมั่นคง แต่เราไม่ชอบ ภาษาไทยคือสิ่งที่เราชอบและทำได้ดี ไม่เคยคิดเลยว่าเรียนไปแล้วจะไปทำอะไรกิน ตอนปี 1-2 เราได้สอนเด็กมัธยมปลาย ด้วยวัยที่ไม่ห่างกันมาก เรารู้ว่าเขาเข้าใจอะไร ไม่เข้าใจอะไร ไม่กล้าถามตรงไหน เพราะเราเพิ่งผ่านช่วงนั้นมา แล้วเรารู้ด้วยว่าเด็กสนใจอะไร เราหยิบทุกอย่างมาเป็นสื่อการสอน ที่สำคัญการสอนในค่าย เราไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ เพราะเราไม่ใช่ครู เลยสนุกกับการสอนหนังสือ

พอปี 3 เราเป็นตัวแทนไปแข่งอ่านออกเสียงภาษาไทยมาตรฐานระดับประเทศ แล้วได้รับรางวัลชนะเลิศ ตอนนั้นนิตยสารสกุลไทยมาสัมภาษณ์ เขาถามว่า “คิดว่าเรียนภาษาจะไปประกอบอาชีพอะไร” จำได้ว่าตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่บอกไปว่าเราสนใจงานพิธีกร งานสอนภาษา ถ้าเป็นไปได้อยากทำรายการเกี่ยวกับการสอนภาษาไทย นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่ามีอาชีพที่เราอยากทำ ซึ่งมาจากสิ่งที่เราชอบและการได้ลองทำในที่ต่าง ๆ ทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

คุณได้ลองทำหลายมากอย่างที่เล่ามา แสดงว่าคนเรียนจบสายภาษาก็ยังมีหนทางไปต่อในอนาคต แม้ว่าผลสำรวจจากหลายสำนักจะชี้ว่าคนเรียนจบสาขานี้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน
มันเป็นไปไม่ได้ที่การเรียนสายภาษาจะไม่มีอนาคต เพราะไม่ว่าคุณจะไปทำงานอะไร คุณก็ต้องใช้ความรู้ทางภาษา ถ้าคุณไม่มี คุณก็สื่อสารกับใครไม่ได้ แล้วจะทำงานได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ภาษาไทย ภาษาอื่น ๆ ก็สำคัญ เพราะในโลกนี้มีบทความ มีองค์ความรู้ที่เป็นภาษาอื่น ถ้าเราไม่รู้ภาษาอื่น ไม่รู้จักบริบทอื่นในสังคม เราจะได้ความรู้นั้นจากที่ไหน เราเลยรู้สึกว่าทุกภาษาสำคัญหมดเลย

ปัจจุบันเรามี Google Translate มี AI ที่แปลภาษาได้แม่นยำ จนคนกังวลว่านักแปลจะตกงานไหม แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคนรุ่นใหม่ที่สนใจภาษาเยอะขึ้น มีการแข่งขันเพลงแร็ปที่สร้างคำแปลกๆ ขึ้นมา แสดงว่าภาษายังมีที่ทางไปต่อ และจะไม่ถูกแทนที่ ถ้าคนยังมีความคิดสร้างสรรค์ใช่ไหม
โดยส่วนตัวแล้วเรามองว่ายากมากที่เทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่มนุษย์เรื่องภาษา การแปลหรือใช้ภาษาใด ๆ ได้ดี เราต้องเข้าใจมนุษย์ เข้าใจบริบททางวัฒนธรรม ซึ่งเทคโนโลยียังไปไม่ถึงตรงนั้น เช่น คำว่า “นก” Google Translate ก็แปลได้แค่ว่า bird แต่ถ้าเราใช้ในความหมายอื่น มันก็แปลไม่ได้ คำว่า “ยิ้ม” ก็จะแปลได้แค่ smile (หัวเราะ) ที่ผ่านมามนุษย์สร้างสรรค์ภาษาให้แปลกใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ เอาไปดัดแปลงนั่นนี่ ทำเพลงแร็ป เพลงลูกทุ่ง ประยุกต์ใช้ได้หมด แปลว่าตราบใดที่มนุษย์ยังมีความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่ ซึ่งเราก็เชื่อว่ามนุษย์ยังสามารถพัฒนาการใช้ภาษาได้อีก เพราะธรรมชาติของภาษาต้องมีการเปลี่ยนแปลง ก็อยากให้ทุกคนติดตามดูว่าภาษาจะเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบทิศทางไหนได้บ้าง เวลาเราเห็นภาษาแปลกใหม่ อย่าเพิ่งตัดสินว่ามันเป็นสิ่งไม่สมควร เพราะมันคือธรรมชาติภาษา ในแต่ละยุคสมัยก็มีคำใหม่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละคำก็จะมีอายุของมัน เช่น คำว่า “จ๊าบ” “เปิ๊ดสะก๊าด” ก็ใช้กันแค่ช่วงหนึ่ง เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมีใครใช้แล้ว

เคยคิดว่าจะเป็นครูภาษาไทยที่สอนประจำในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยบ้างไหม
ไม่ครับ ไม่สอนประจำ ไม่เปิดโรงเรียนกวดวิชาใดๆ เพราะเด็กที่มาเรียนแบบนั้นต้องมีสตางค์ พอเรียนก็ได้ความรู้ต่างๆ เพิ่ม คะแนนสอบดี ชีวิตก็ยิ่งดี แต่คนไม่มีเงินยังอยู่ที่เดิม หรือถ้าจะขึ้นมาเทียบเท่ากับคนมีเงิน ก็ต้องใช้พลังเยอะกว่าปกติ โดยส่วนตัวผมเลยไม่ค่อยเห็นด้วยกับการมีอยู่ของโรงเรียนกวดวิชา เวลาผมไปจัดติวกวดวิชา จะเป็นโครงการฟรีเท่านั้นที่เด็กมาเรียนฟรี มีสปอนเซอร์มาจ้างให้ผมไปตามชนบทต่าง ๆ เพราะรู้สึกว่าไม่อยากให้เด็กเสียเงิน มันทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น

จากประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา บทเรียนสำคัญในชีวิตของ ‘ครูทอม คำไทย’ คืออะไร
มีช่วงหนึ่งที่เราเด็กกว่านี้มาก ๆ เรารู้สึกว่าทุกคนต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง แล้วก็จะชอบไปแก้คำผิดให้ผู้คนต่าง ๆ โดยส่วนตัวเราชอบมากเวลามีคนมาแก้คำที่เราใช้ผิดให้มันถูกต้อง ไม่ว่าจะเราใช้ภาษาอังกฤษผิด สะกดผิด แกรมมาร์ผิด เพราะมันทำให้เรามีความรู้ และใช้ได้ถูกต้องต่อไป เราก็คิดไปว่าทุกคนคงชอบเหมือนกัน ซึ่งในความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น บางคนไม่ชอบ บางคนไม่ได้เห็นความสำคัญของการใช้ภาษา เราเลยเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดเหมือนเรา หลังจากนั้นเวลาจะแก้คำผิดให้ใคร เราก็ต้องดูก่อนว่าเขายินดีไหม เพื่อนบางคนก็บอกว่าเขายินดีให้เรามาแก้ ดีกว่าเขาเอาไปใช้ผิดในที่อื่นที่สำคัญกว่านี้

Creative Ingredients
คำถามที่แปลกที่สุดที่เคยเจอในทวิตเตอร์

มีคนส่งมาถามคำว่า “เด้าลิ้น” แปลว่าอะไร เราก็ขอบริบทไป เขายกตัวอย่างมาว่า “หม่าล่าร้านนี้เด้าลิ้นมาก” ซึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเราเคยได้ยินรุ่นพี่ชมรมศิลปวัฒนธรรมล้านนาใช้คำนี้เวลากินอะไรอร่อย ๆ บางทีก็เพิ่มระดับเป็น “เด้าส์ลิ้น” เลยเข้าใจว่าในบริบทนี้มันแปลว่าอร่อยมาก ซึ่งใช้ได้กับอาหารทุกประเภท แต่สมัยนี้คนเข้าใจว่าใช้ได้กับอาหารเผ็ดร้อนเท่านั้น จริงๆ ทุกอย่างเด้าลิ้นได้หมดเลยนะ เช่น ชานมไข่มุกร้านนี้เด้าลิ้นมาก

ชอบอ่านพจนานุกรมฉบับไหนมากที่สุด
ตอบยาก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชอบอ่านพจนานุกรมคือเราต้องเอาสองเล่มมาอ่านเปรียบเทียบกัน เช่น คำว่า office ในพจนานุกรมฉบับ 2542 เขียนว่า “ออฟฟิศ (เลิก)” แปลว่าให้เลิกใช้การสะกดแบบนี้ เราก็ไปต้องดูหลักเกณฑ์การทับศัพท์ของราชบัณฑิตยฯ เขาบอกว่าคำที่ลงท้ายด้วย “–ce” ให้ใช้ตัว ซ แต่ฉบับปัจจุบัน 2554 เขาเอา (เลิก) ออกไปแล้ว แปลว่าให้กลับมาใช้แบบ ศ สะกดเหมือนเดิม นี่คือสิ่งที่ทำให้ชอบอ่านพจนานุกรม

เรื่อง : ปิยพร อรุณเกรียงไกร | ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์