image

Business & Industrial

The Market Maker ผู้บริโภคที่สร้างตลาดและความต้องการด้วยสองมือ

Published Date : 12 พ.ย. 2563

Resource : Creative Thailand

899

กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ง้อบริษัทใหญ่ว่าจะอยู่ในสายตาของธุรกิจไหนหรือไม่ แต่เลือกที่จะสร้างตลาดความต้องการขึ้นมาด้วยตัวเอง ขับเคลื่อนด้วยพลังของการสนับสนุนซึ่งกันเเละกัน ทำให้แบรนด์ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจตรงนี้สามารถสื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภคได้ทันที ผ่านการตลาดแบบ Peer-to-Peer อันเป็นการสร้างพื้นที่ที่สาม (Third Space) ในการขายสินค้า

ตัวอย่างเช่นกลุ่ม PWD (People With Disability) หรือกลุ่มผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่ามีคนกลุ่มนี้มากถึง 1.3 พันล้านคน เทียบได้เท่ากับขนาดตลาดผู้ซื้อของจีน ซึ่งนอกจากกลุ่มนี้ยังมีกลุ่มผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มผู้ช่วยหรือผู้ดูเเลอยู่ที่ 2.4 พันล้านคนซึ่งเป็นเพื่อนหรือคนในครอบครัว รวมถึงยังมีความต้องการผู้ดูเเลผู้สูงอายุและผู้พิการในสังคมอันใกล้นี้อีกด้วย ธุรกิจที่เกี่ยวกับอุปกรณ์การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะมีมูลค่ามากถึง 26 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2024 ทั้งธุรกิจเกี่ยวกับหุ่นยนต์ช่วยดูเเล อุปกรณ์สวมใส่บนร่างกาย เส้นใยผ้าอัจฉริยะ ฯลฯ และไม่เพียงกลุ่มผู้บริโภคนี้เท่านั้นที่จะมีตลาดรองรับความต้องการที่เติบโตขึ้น แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มผู้บริโภคที่ถูกละเลย อย่างเช่นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ กลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงวัย และกลุ่มเจเนอเรชั่นอัลฟ่า เป็นต้น

นวัตกรรมการสร้างตลาดหมายความตรงตัวก็คือ การนำเสนอสิ่งที่ผู้คนมีความต้องการอยู่ แต่ยังไม่มีสินค้าหรือบริการนั้นๆ อยู่ในท้องตลาด หรือมี แต่ตลาดไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยข้อจำกัดด้านราคา เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกไม่อาจลงทุนไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มรอง ด้วยข้อจำกัดเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจหรือการต้องใช้นวัตกรรมระดับสูงในการผลิตก็ตาม ดังนั้นกลุ่มผู้บริโภคผู้สร้างตลาดขึ้นเองจึงเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากมีข้อจำกัดที่น้อยกว่า สามารถสร้างและขับเคลื่อนได้โดยความต้องการของตลาดท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะตอบความต้องการอย่างตรงจุดแล้ว พวกเขายังมีส่วนช่วยสร้างงานให้กับท้องถิ่นและสนับสนุนผู้คนในพื้นที่อีกด้วย 

ตอบโจทย์ความต้องการ - โอกาสทางธุรกิจ
ธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ มักปรับใช้วิธีคิด “ห่วงโซ่การผลิตแบบย้อนกลับ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ Re-Commerce ที่เป็นการสร้างคุณค่าจากสิ่งของที่เคยซื้อไปแล้วให้กลับมามีประโยชน์สำหรับผู้บริโภคใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการ Trade in หรือการขายสินค้ารุ่นเก่าเพื่อซื้อของใหม่กับแบรนด์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน วิธีการเช่นนี้สามารถสร้างประโยชน์ในเชิง เศรษฐศาสตร์ (เงินในกระเป๋าที่เพิ่มขึ้น) หรือทางด้านสิ่งแวดล้อม (ลดการผลิต) รวมไปถึงทางด้านจิตใจ (แลกเปลี่ยนของที่อาจจะไม่ได้ใช้แล้วไปให้ผู้ที่ต้องการ) เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการบริโภคอย่างยั่งยืน

อย่างเช่นแอพพลิเคชัน Wardrobe Hub ซึ่งเป็นแอพฯ แฟชั่นที่นำเสื้อผ้ากลับมาเพิ่มมูลค่าใหม่ โดยร่วมมือกับแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้แต่ละพื้นที่ในเมืองนิวยอร์กเป็นศูนย์กลางให้ผู้ใช้กับผู้ซื้อได้เข้ามาเจอกัน พร้อมนำเสื้อผ้าในตู้ของสาวๆ มาเเลกเปลี่ยนกัน แทนที่จะต้องไปซื้อเสื้อผ้าจากอุตสาหกรรม Fast Fashion ตัวใหม่

หรือการเปิดพื้นที่หน้าร้านใหม่ที่ตอบโจทย์กับกลุ่มผู้บริโภค อย่างเช่นที่สตาร์บัคส์เปิดสาขาในเมืองคุนิตะชิของโตเกียว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีคอมมูนิตี้ของผู้อาศัยที่เป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน สาขานี้จึงเป็นสาขาที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้บกพร่องทางการได้ยินโดยเฉพาะ ผ่านการออกแบบในฐานะเครื่องมือการสื่อสาร การจัดจ้างพนักงานที่เป็นผู้พิการทางการได้ยิน 19 คน และเมนูที่ไม่ต้องสื่อสารด้วยการพูด แต่ใช้วิธีการกดแท็บเล็ตหรือเขียนในกระดาษโน้ตแทน

ที่มาภาพเปิด : unsplash/markusspiske

ที่มา :
บทความ “ตามดู 9 เทรนด์ Influencer Economy หมดยุค ‘เนียน มาร์เก็ตติ้ง’ โฆษณาบอกตรงๆ คนรับได้”, เข้าถึงจาก brandbuffet.in.th
บทความ “ “Economy of Trust” กฎของความไว้เนื้อเชื่อใจ เปรียบดังดวงใจ Influencer Marketing”, เข้าถึงจาก www.marketingoops.com
รายงาน Future Consumer 2021 จาก WGSN.com