image

Business & Industrial

คืนชีวิตให้งานศิลป์ไทย และความตั้งใจของทีมผู้สร้างแอนิเมชัน “รามาวตาร” (TH/EN)

Published Date : 3 พ.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

3,364

ข่าวการเปิดตัวภาพยนต์แอนิเมชันรามเกียรติ์ ตอน “รามาวตาร” รอบปฐมทัศน์ ที่กระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้ให้ทุนในการชุบชีวิตมรดกศิลป์ของชาติจากจิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้ว มาสู่สื่อภาพยนตร์แอนิเมชันที่สนุกสนานและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดให้ประชาชนจองบัตรเข้าชมฟรีในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมนี้ คือข่าวคราวน่ายินดีของคนที่รักและชื่นชอบในศิลปวัฒนธรรมไทย

ทว่าเบื้องหลังความสำเร็จกว่าที่แอนิเมชันเรื่องดังกล่าวจะได้เข้าโรงฉาย ตัวแทนทีมทำงานที่ประกอบไปด้วยคุณอธิปัตย์ กลมเพ็ชร ผู้กำกับภาพยนตร์ คุณดลยา กมลเพ็ชร ผู้อำนวยการสร้าง และคุณอภิชญ์ บุศยศิริ ผู้เขียนบทภาพยนตร์ ที่เป็นตัวแทนของทีมงานอีกหลากหลายชีวิตได้บอกเล่าถึงความท้าทายมากมายที่เกิดจากการสร้างสรรค์ผลงานที่น่าภาคภูมิใจชิ้นนี้

 “เราทำงานกับโปรเจ็กต์นี้ร่วม 12 ปี ด้วยว่าติดอุปสรรคเรื่องการระดมทุน ซึ่งกว่าจะได้ลงมือทำจริง ก็คือตอนที่ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมอนุมัติเงินลงทุนให้ จากนั้นเราก็มีเวลาแค่ไม่ถึงปีในการทำให้มันเสร็จสมบูรณ์” เพราะความตั้งใจที่อยากถ่ายทอดและสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยสู่คนรุ่นใหม่ ผสานกับความต้องการสร้างแอนิเมเตอร์รุ่นใหม่ๆ ให้มีทั้งฝีไม้ลายมือและพื้นฐานความรู้ในการเล่าเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยได้อย่างแท้จริง ทำให้ทีมงานต้องทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดในการทำงานนี้ให้สำเร็จตามเวลาที่กำหนด “รามาวตารถือเป็นงานแห่งชาติ ฉะนั้นที่ปรึกษาที่รู้จริงจึงมีความสำคัญมาก ทั้งที่ปรึกษาด้านบท และผู้รู้เรื่องโขนที่เป็นการแสดงซึ่งได้รับการจารึกอยู่บนภาพจิตรกรรมฝาผนัง การรู้ความเป็นมาของคาแรกเตอร์แต่ละตัว จะทำให้เราจินตนาการได้ว่าท่าทางนี้ ควรจะแสดงออกอย่างไร หรือแต่ละตัวละครควรจะมีนิสัยยังไง จะลากจูงเรื่องไปทางไหนต่อ นั่นคืองานท้าทายของคนเขียนบท” 

กว่าจะเป็นแอนิเมชันความยาว 60 นาทีนี้ เบื้องหลังเกิดจากการทำงานของเหล่ายอดฝีมือในแต่ละสาขาหลายสิบชีวิต ซึ่งแต่ละทีมที่ตัดสินใจมาร่วมทำงานโปรเจ็กต์นี้ก็ต้องเรียกว่าทำด้วยใจ “งบประมาณมันน้อยอยู่แล้ว และระยะเวลายาวอีก เราจะให้เขาเสียสละทุกอย่างก็เป็นไปไม่ได้ เลยคิดว่าต้องให้ความรู้เขาคืนกลับไปผ่านการจัดเวิร์กช้อป ซึ่งนอกจากจะทำให้ทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้รับความรู้ที่เป็นพื้นฐานไว้ต่อยอดในการทำงานแล้ว เวิร์กช้อปยังทำให้งานไปในทางเดียวกัน เหมือนเป็นการจูนทีม แล้วก็เป็นการตอบแทนอีกรูปแบบหนึ่งที่เราให้กลับไปได้ ว่าเด็กเขาที่มาทำงานในโปรเจ็กต์นี้จะได้สกิลการเล่าเรื่องมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการทำแอนิเมชันให้มีชีวิตขึ้นมาได้อย่างสมจริง”  

“เวิร์กช้อปของเราเริ่มจากการครอบครูเลย ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับคนรุ่นใหม่ เรามีเวิร์กช้อป 3 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมไทยโดยอาจารย์สาคร ซึ่งเป็นหัวหน้าช่างที่ดูแลการซ่อมบำรุงวัดพระแก้ว ท่านก็มาอธิบายให้ฟังว่าตัวละครนี้เป็นเจ้านะ สวมชุดแบบไหน เครื่องประดับตรงนี้เป็นเหล็ก ตรงนี้เป็นผ้า คนทำงานจะได้รู้และพัฒนาต่อในเชิงของภาพเคลื่อนไหว ครั้งที่สองเป็นความลึกของตัวละครโดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นครูโขน เพื่อให้เข้าใจว่าตัวละครมีคาแรกเตอร์แบบไหน ทำไมถึงแสดงออกมาแบบนี้ ส่วนครั้งสุดท้ายคือเวิร์กช้อปแบบที่ได้ลงมือรำโขนกันจริงๆ เพราะแอนิเมเตอร์จะต้องรู้ว่าจะแปลงภาพ 2 มิติบนฝาผนังให้ขยับอย่างไรถึงจะถูกต้อง เช่น เวลาจะเหาะ ต้องเคลื่อนไหวแบบนี้ แล้วขยับแบบนี้ต่อ การเวิร์กช้อปจึงช่วยได้ทั้งทำให้เข้าใจว่าการเคลื่อนไหวให้มีชีวิตเป็นแบบไหน และสองคือต้องทำให้เชื่อได้ว่าตัวละครพวกนี้มีชีวิต มีเรื่องราวจริงๆ”

การซึมซับมรดกทางภูมิปัญญาของไทยนั้นอาจทำได้หลายทาง นับเป็นโชคดีของทีมทำงานที่ได้สัมผัสและลงมือคืนชีวิตให้กับจิตรกรรมฝาผนังที่ทรงคุณค่าให้กลับมาโลดแล่นได้อีกครั้งหนึ่ง และยังเป็นอีกครั้งที่เหล่าแอนิเมเตอร์หรือคนทำงานในแวดวงแอนิเมชันรุ่นใหม่จะได้เข้าถึงแก่นแท้ของศิลปะไทยและลับคมฝีมือผ่านกระบวนการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญตัวจริง 

สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมสัมผัสศิลปวัฒนธรรมไทยที่ถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง สามารถร่วมชมปฐมบทของ “จักรวาลรามเกียรติ์” ที่สนุกไม่แพ้จักรวาลมาร์เวลหรือดีซีได้แล้วที่โรงภาพยนตร์ โดยจะมีการจัดฉายภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องรามาวตารใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี และชลบุรี จากนั้นจะจัดฉายเป็นภาษาอินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา และพม่า เพื่อทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนปี 2562 ต่อไป พร้อมกับที่ทีมงานยังตั้งเป้าจะหาทุนสนับสนุนการจัดฉายให้กับผู้ที่สนใจให้ครบ 100,000 ที่นั่งใน 1 ปี 

“นอกจากจะมาดูให้ได้ความรู้ ความบันเทิง ภูมิใจในรากเหง้าของตัวเองแล้ว เรายังอยากขยายผลในเรื่องของการทำเวิร์กช้อป ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงานและช่วยสร้างโมเดลในการทำงานกับชุมชนหรือในเชิงศิลปวัฒนธรรมต่อไปได้อีก หรือถ้าแค่คนดูได้ดูแล้ว เกิดความสนใจที่จะไปค้นหาเรื่องราวหรือต่อยอดจากตรงนี้ต่อ เราก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว” ทีมงานกล่าวทิ้งท้าย 

ดูรายละเอียดการจัดฉายภาพยนตร์ได้ที่ รามาวตาร จิตรกรรมฝาผนังมีชีวิต และ www.ramavatar.net

เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์ I ภาพ : สรศักดิ์ ชุนหโสภณ


Reviving Traditional Thai Art and the Determination of “Ramavatar” Production Team

For lovers of Thai arts and culture, the premiere of the Ramakien animated film “Ramavatar” is something to celebrate. The animation is funded by the Ministry of Culture with an aim to rejuvenate the national heritage of the murals at the Temple of the Emerald Buddha. Transforming them into an animated movie makes the story more fun and accessible for the new generation. And the public can reserve free tickets to watch Ravavatar from April to May this year.

The representatives of the production team comprising the director Atipat Kamolpet, the producer Kolaya Kamolpet and the screenwriter Apitch Busayasiri talked with us about the numerous challenges behind the creation of this outstanding adaptation.

“We’d worked on this project for 12 years due to the obstacles about raising fund. The actual work started when the Department of Cultural Promotion granted us the investment fund. After that, we only had less than a year to complete the production.” Driven by the determination to pass and carry on Thai art and culture to the new generation as well as the wish to develop new-gen animators with real skills and knowledge to tell the stories about our cultural heritage, the working team had to give their all to finish the animation on deadline. “Ramavatar is considered a national project. Therefore, it’s imperative that we consult with real experts, from the script to Khon, the traditional masked dance as depicted on the murals. Learning about the backstory of each character allows us to imagine how this gesture should be expressed, what should be their personality, or where to take the story next. That’s the challenge of the screenwriter.”

The 60-minute animation film was successfully created thanks to the dedication of dozens of experts from various fields. And all of them decided to participate in this project as a labour of love. “The budget is of course small. And it’s also a lengthy project. We couldn’t ask them to sacrifice too much so we gave back with knowledge through workshops. Besides providing our new-gen team members the knowledge as a foundation to build on in their own career, the workshops also helped set our work in the same direction. It’s like tuning up the team as well as a kind of compensation so that everyone who works on this project will get to improve their story-telling skill. Of course, it also helps bringing the animation to live.”

“Our workshops started from Krob Kru (a traditional sacred ceremony to indoctrinate the art pupils) which is very new to the new generation. We held 3 workshops altogether. The first one was about Thai murals by Ajarn Sakorn, the head craftsman who is in charge of the mural maintenance at the Temple of the Emerald Buddha. Ajarn Sakorn came to explain about the characters. For example, this character is a royalty and wears this kind of attire, and this part of the accessory is steel while this part is fabric. So the team would know how to develop it further in terms of moving images. The second workshop focused on the depth of the characters by an expert who teaches Khon. It helps our team to understand the characters better; why they act that way. In the last workshop, the team got to actually perform Khon because the animators must know how to transform two dimensional paintings on the wall into the right movement. For example, flying must move like this and then make this motion next. The workshops therefore help our team understand how to create lively motion as well as make the audience believe that those characters and stories are alive and real.”

There are many ways to appreciate the legacy of Thai wisdom. The working team is lucky to gain an experience on reviving the precious murals. And it is yet another opportunity for the animators and the people in the animation industry to understand the essence of Thai art and enhance their skills through the learning process with real experts.

For those who would like to experience the rejuvenating of Thai art and culture, you can now see the epilogue of “Ramakien Universe” that is no less fun that the Marvel or DC universe in the cinema. “Ramavatar” will be screened in 5 cities: Bangkok, Chiang Mai, Khon Kaen, Surat Thani and Chonburi. After that, the animation will be screened in Indonesian, Lao, Cambodian and Myanmar versions. It also served as a cultural ambassador to mark the beginning of Thailand's ASEAN Chairmanship terms in 2019. The production team aims to raise funding for the screening to reach 100,000 seats in one year.

“Come see the animation to learn, be entertained and feel a sense of pride in our roots. We also want to develop the workshops further as a body of knowledge that helps inspire the working team and build a model on how to work together with the community as well as the art and cultural production. If the audience is interested to find out more about the story or build on from it, we will consider ourselves successful,” concluded the team.

More details about the screening of the movie at รามาวตาร จิตรกรรมฝาผนังมีชีวิต and www.ramavatar.net

Story : Patcharin Pattanaboonpaiboon I Image : Sorasak Chunhasopon