image

Business & Industrial

ทำไมไม่แข่ง ยิ่งไม่แพ้

Published Date : 23 ต.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

230

เมื่อคิดให้ดีโลกยุคนี้ประหลาด เพราะในสังคมแห่งการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ความเชื่อที่ว่าเราต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จ ยังคงเป็นคติในการทำงานที่มีให้เห็นอยู่ทุกองค์กร และจริง ๆ แล้วความเชื่อนี้ก็ฝังอยู่ตั้งแต่การทำงานกลุ่มในโรงเรียน ที่เหล่านักเรียนกลุ่มเดียวกันต้องร่วมมือกันทำงานให้ลุล่วงเพื่อแชร์คะแนนเก็บที่ต้องได้ร่วมกัน แต่พอถึงช่วงการสอบ นักเรียนกลุ่มเดิมกลับต้องแข่งขันกันเองเพื่อไขว่คว้าคะแนนสูงที่สุดเหนือเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ปรากฏการณ์นี้ดำเนินต่อไปถึงการทำงานในองค์กร จนถึงการบริหารประเทศและการเข้ารวมกลุ่มในระดับนานาชาติ ที่มนุษย์ต่างต้องร่วมมือและแข่งขันกันอยู่ควบคู่กันไป

คำถามคือ เราจะเติบโตและมีความสุขในสนามแห่งการแข่งขันและต้องร่วมมือนี้อย่างไร

อดัม แกรนต์ (Adam Grant) ศาสตราจารย์และนักจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การได้ศึกษาพลวัตที่ขับเคลื่อนความสำเร็จในบริษัทต่าง ๆ และค้นพบว่า เราสามารถแบ่งประเภทคนทำงานได้ 3 ประเภท นั่นคือ “ผู้ให้” “ผู้รับ” และ “ผู้แลกเปลี่ยน” (ทำแบบทดสอบได้ที่นี่ https://www.adamgrant.net/give-and-take-assessment)

และจากผลสำรวจคนทำงานกว่า 30,000 คน จากหลากหลายอาชีพ และหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก อดัมพบว่า คนส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทผู้แลกเปลี่ยน หรือคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ให้และผู้รับ คนกลุ่มนี้มักจะจัดการสร้างสมดุลระหว่างการให้และรับได้อย่างดี ซึ่งดูเหมือนว่าผู้แลกเปลี่ยนจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการทำงานที่ต้องแข่งขันและร่วมมือกันได้ดีที่สุดและน่าจะประสบความสำเร็จที่สุดด้วย

แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น…

เพราะแม้ผู้ให้จะแสดงผลงานได้ยอดแย่ที่สุดในบรรดาคนทั้ง 3 กลุ่ม เพราะมัวแต่คอยช่วยเหลือคนอื่น ๆ ระหว่างทางจนไม่สามารถแสดงศักยภาพในงานของตัวเองได้อย่างเต็มที่ แต่ก็เป็นผู้ให้อีกเช่นกันที่สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด และยังอยู่ในกลุ่มของคนทำงานที่มีรายได้มากที่สุดอีกด้วย โดยจุดสังเกตง่าย ๆ ว่าเพื่อนร่วมงานของเรามีแนวโน้มเป็นผู้ให้หรือไม่ สังเกตได้จากการที่คนเหล่านี้จะยินดีแบ่งปันความรู้ ถ่ายทอดทักษะ สอนงาน ให้ฟีดแบ็ก หรือแม้กระทั่งยินดีมาทำงานเช้าขึ้นหรืออยู่ทำงานดึกขึ้นเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานของพวกเขานั่นเอง

ส่วนชะตากรรมของผู้รับนั้นก็คาดเดาได้ไม่ยาก เพราะแม้ผู้รับจะเติบโตได้อย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่ผู้แลกเปลี่ยนจะเข้าไปจัดการสร้างสมดุลที่เหมาะสม และทำให้ผู้รับอยู่ในช่วงขาลงได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

จากผลการศึกษานี้ อดัมให้ความเห็นว่า เหล่าผู้ให้คือกลุ่มคนที่มีคุณค่ามากที่สุด แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือในบริบทแวดล้อมที่ทุกคนต่างแข่งขันกัน เหล่าผู้ให้อาจหมดแรงจะให้ได้ระหว่างทาง อดัมจึงชูคำถามที่น่าสนใจต่อไปว่า เราจะสร้างโลกที่ปูทางให้มีผู้ให้เพิ่มขึ้นและสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้ให้จะเติบโตต่อไปได้อย่างไร

คำตอบที่ใช่และดูเหมือนง่ายก็คือ “การขอความช่วยเหลือ” แต่เอาเข้าจริงแล้วในโลกของการวางตัวเป็นผู้ใหญ่ คนเรามักไม่อยากขอความช่วยเหลือจากใคร เพราะทั้งไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ หรือไม่อยากให้ใครมองว่าไร้ความสามารถและไร้ศักยภาพ

แต่การศึกษาเรื่องผู้ให้และผู้รับในองค์กรของอดัมกลับพบว่า มากกว่า 75-90% การให้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการขอความช่วยเหลือ และจุดเริ่มต้นตรงนี้เองที่เปิดโอกาสให้ผู้ให้ (รวมถึงผู้ที่ต้องการอยากจะให้) ได้เผยตัวตนและเติบโตได้ดียิ่งขึ้น เมื่ออดัมศึกษาการทำงานของพยาบาลหลายแห่ง เขาพบว่าพยาบาลบางชั้นให้ความช่วยเหลือกันดีมาก ในขณะที่บางชั้นไม่ใช่ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะในชั้นที่ให้การช่วยเหลือกันดี พยาบาลกลุ่มนี้รู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือกันจึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุน

ดังนั้นโลกอุดมคติในที่นี้ก็คือ การรับคนประเภทผู้ให้เข้ามาร่วมทีมให้มาก (เพราะแน่นอนว่าหากผู้ให้ต้องอยู่ในดงผู้รับ พวกเขาคงต้องให้จนหมดแรงไปเสียก่อน) และทำให้บรรยากาศของการขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากสามารถสร้างบริบทการทำงานได้แบบนี้ ผู้ให้ก็จะสามารถทำตามเป้าหมายของตัวเอง พร้อม ๆ กับการช่วยให้เป้าหมายของผู้อื่นสำเร็จไปด้วยกัน และสิ่งนี้เองจะเป็นการเปลี่ยนนิยามของการประสบความสำเร็จให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น เหมือนดั่งคำสอนของชาวแอฟริกาที่ว่าไว้ว่า “If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together”

 

Did you know?
  • คนส่วนมากมักคิดว่าตัวเองแยกแยะ “ผู้ให้” และ “ผู้รับ” ออกได้ไม่ยาก โดยสังเกตจากบุคลิกภาพภายนอกที่ว่า หากเป็นคนที่ดูเป็นมิตร อบอุ่น และอ่อนโยน มักจะจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้ให้ ส่วนคนที่ดูแข็งกร้าว ขี้สงสัย และชอบท้าทายผู้อื่น จะโดนจัดอยู่ในกลุ่มผู้รับ แต่จริงๆ แล้วการเป็นผู้ให้หรือผู้รับต้องดูกันที่เจตนาและความตั้งใจ ไม่ใช่สิ่งที่สังเกตได้เพียงผิวเผิน โดยคนที่มักจะถูกเข้าใจผิดบ่อย ๆ ก็คือผู้ให้ที่ไม่ประนีประนอม (Disagreeable Giver) หรือคนประเภทแข็งนอกอ่อนใน อดัมให้ความเห็นว่า เราควรให้โอกาสคนประเภทนี้ให้มากๆ และคนที่ควรระวังก็คือผู้รับที่ประนีประนอม (Agreeable Taker) หรือเรียกง่ายๆ ว่าพวกเฟค ที่ต่อหน้าเป็นมิตร แต่ลับหลังอาจจะแทงข้างหลังเราโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง
     
  • ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนได้ โดยจามีล ซากิ (Jamil Zaki) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดยืนยันว่า ‘ยิ่งคุณอ่านหนังสือแนว fiction มากเท่าไหร่ ก็มีแนวโน้มว่าคุณจะกลายเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นเท่านั้น’ เพราะนวนิยายจะช่วยให้ผู้อ่านรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่อาจจะแตกต่างกับตัวเอง ซึ่งทำให้พวกเขามีโอกาสเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น ๆ ที่ไม่เหมือนกับพวกเขาได้
     
  • จากผลการสำรวจ “2019 State of Workplace Empathy” ของผู้บริหารระดับซีอีโอ 150 คน พบว่า ความสามารถในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จ
 
ที่มาภาพเปิด : Quino Al/Unsplash
ที่มา :
บทความ “Making Empathy Central to Your Company Culture” จาก hbr.org
บทความ “Give and Take: An Interview with Adam Grant” จาก thinkers50.com
พอดแคสต์ “The Empathy Gym” โดย HIDDEN BRAIN
วิดีโอ “Are you a giver or a taker?” โดย Adam Grant จาก ted.com
เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ