image

Design & Creativity

ทำงานนอกคอกอย่างไรให้ “เวิร์ก”

Published Date : 1 ม.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

2,291

สภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้คนทำงานออกมา “ได้ดี” หรือ “ไม่ดี” ก่อนหน้าที่ออฟฟิศสมัยใหม่จะรุ่งเรืองและเป็นอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ เราต่างคนต่างทำงานของตัวเองในอาณาเขตส่วนตัวโดยมี “คอก” กั้นเอาไว้ อยู่มาวันหนึ่งการทลายกำแพงลงก็กลายเป็นเทรนด์ออฟฟิศยุคใหม่ขึ้นมา บ้างก็ว่าช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญคนสามารถคุย (งาน) กันได้มากขึ้น

แต่ทว่างานวิจัยหลายชิ้นกลับยืนยันว่า การออกแบบออฟฟิศแบบเปิดโล่งไร้แผงกั้นนั้นไม่ได้ดีไปเสียหมดทุกอย่าง แล้วโครงสร้างออฟฟิศแบบไหนกันแน่ที่จะ “ตรงใจ” กับคนทำงานให้ทำงานได้ “เวิร์ก” ที่สุด ลองไปดูข้อดีของทั้ง 2 แบบกัน

แบบเปิดโล่ง (Open Office) 

  • ร่วมมือกัน พนักงานทำงานร่วมกันได้อย่างอิสระ แสดงความคิดเห็นได้ง่าย ติดต่อสื่อสารกันสะดวกสบายขึ้น
  • ประหยัดงบ ประหยัดตั้งแต่การใช้พื้นที่ การทำความสะอาด และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบริษัท ทั้งค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ แม้แต่ค่าเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นในการทำงาน ก็ใช้งานร่วมกันได้
  • ลดปวดเมื่อย ปกติคนทำงานมากกว่า 8-9 ชั่วโมงมักมีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ๆ รูปแบบที่ทำงานแบบเปิดจึงช่วยให้เราได้ขยับตัว เดินไปเดินมามากขึ้น

แบบปิดทึบ (Close Office)

  • สิ่งรบกวนน้อย การมีกำแพงช่วยป้องกันเสียงรบกวนและมอบความเป็นส่วนตัวให้คนทำงาน ไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมีใครแอบมองหน้าจอของเราอยู่ตลอด ความเป็นส่วนตัวนี้ยังเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญ ๆ
  • ผลงานออกมาดี สำนักงานแบบปิดช่วยให้พนักงานฟุ้งซ่านน้อยลงและจดจ่อกับงานที่ต้องทำได้ดีกว่า เหมาะกับงานที่ต้องการใช้สมาธิสูงและพื้นที่เงียบ
  • ลำดับการทำงานชัดเจน ขั้นตอนการทำงานจำเป็นยิ่งนักสำหรับตำแหน่งงานหรือเนื้องานที่ต้องส่งต่อกันเป็นทอดและลำดับขั้น ทั้งยังจูงใจพนักงานให้ตั้งใจทำงานมากขึ้นเพื่อไต่เต้าไปในตำแหน่งที่สูงขึ้นอีกด้วย
อย่าลืมว่า พนักงานบางคนทำงานได้ดีในออฟฟิศแบบเปิด ในขณะที่บางคนไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานได้เลย ดังนั้นในอนาคตเราอาจต้องการพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นได้ (Flexible Office) โดยการดึงลักษณะเด่น ๆ ของที่ทำงานทั้งสองแบบมาไว้ร่วมกัน เพื่อคงข้อดีของการออกแบบออฟฟิศทั้งคู่ไว้ เช่น 
  • ที่นั่งทำงานแบบมีกำแพงกั้นและโต๊ะแบบเปิดกว้างในพื้นที่เดียวกัน
  • ห้องทำงานแบบ “ซับเสียง” สำหรับงานที่ต้องจดจ่อหรืองานส่วนตัว
  • พื้นที่พักผ่อนส่วนรวมที่สามารถพูดคุยงาน ออกความเห็นกับเพื่อน ๆ และทีมได้


ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานแบบไหน สิ่งที่ควรคำนึงถึงมากที่สุดเพื่อให้งานออกมา “เวิร์ก” หาใช่การวิ่งตามเทรนด์ แต่คือการออกแบบที่เหมาะสมกับลักษณะของงานแต่ละประเภท เพื่อให้พนักงานมีความสุขและสุขภาพดีที่สุด อันจะส่งผลให้งานที่ทำมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเมื่อนั้นผลลัพธ์ที่ออกมาถึงจะเรียกได้เต็มปากว่า “เวิร์ก” จริง ๆ 

ที่มาภาพ : kate.sade/Unsplash

ที่มา :
บทความ “Open Office vs Closed Office: What's Better?” โดย Armela Escalona จาก vanna.com
บทความ “OPEN VS. CLOSED SPACE WORK ENVIRONMENTS” โดย Talia Klein Perez จาก theperspective.com 
บทความ “Why Millennials Love the Flexible Office Plan” จาก vanna.com

เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร