image

Business & Industrial

มองโลกการทำงานในอนาคตแบบ 5 10 และ 15 ปีจากนี้ กับดร. การดี เลียวไพโรจน์

Published Date : 1 ม.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

5,684

การปะทะกันของคนหลายเจเนอเรชันในออฟฟิศทุกวันนี้ ที่ต่างคนต่างมีทัศนคติ ความเชื่อ เป้าหมาย และพฤติกรรมในการทำงานที่ต่างกัน อาจเป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ขององค์กรยุคใหม่ที่ต้องก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในอัตราทวีคูณจากในอดีต เมื่อการก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ดูจะผ่านเราไปอย่างรวดเร็วกว่าทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา การมองอนาคตในระยะใกล้ จึงอาจไม่ตอบโจทย์วิธีการทำงานในอนาคตอีกต่อไป 

เราต้องปรับตัวกันอย่างไร องค์กรต้องเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน เราชวน ดร. การดี เลียวไพโรจน์ Chief Advisor for Future Foresight and Innovation, Future Tales Lab, MQDC มาพูดคุยในประเด็น “อนาคตของการทำงาน” ที่ไม่ว่าจะเป็นอนาคตจากนี้แค่ปีหน้า อีก 5 10 หรือ 15 ปี ต่างอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และไม่ว่าคุณจะอยู่ในบทบาทไหน เป็นนายจ้าง ลูกจ้าง เป็นพ่อเป็นแม่ หรือลูกหลาน เป็นคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ หรือกลางเก่ากลางใหม่ ทุกคนต่างต้องก้าวต่อไป แต่จะก้าวไปอย่างไรนั้น หากเราได้รู้เท่าทัน นั่นย่อมเป็นสิ่งดีที่สุดที่เราจะได้เตรียมตัว 

พูดถึงอนาคตของการทำงาน คุณมีความคิดอย่างไรกับคำว่าอนาคต
อนาคตสำหรับเราทุกวันนี้ต้องมองไปไกลกว่าแค่การคาดการณ์เทรนด์ อย่างงานที่ทำงานที่ Future Tale Labs ของ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชัน จำกัด) เราต้องเริ่มต้นจากงานวิจัยในอดีต เพื่อที่จะวิเคราะห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ทั้งในเชิงของสังคมและความเป็นอยู่ ซึ่งเราสร้างและศึกษาในเชิงสถานการณ์ที่อาจเป็นไปได้ในระยะไกลประมาณ 20 ปีขึ้นไป โดยมีมิชชั่นในการสร้างโครงการที่อยู่อาศัย โครงการสร้างเมืองสำหรับอนาคต สำหรับคนในเจเนอเรชันถัดไป เพราะฉะนั้นเราจะดูระยะสั้นไม่ได้ เราจะดูแค่ 5 ปีนี้ หรือดูแค่ว่าเทรนด์ปีหน้าคืออะไรอาจจะไม่พอ เราต้องดูอย่างน้อย 1 เจเนอเรชันขึ้นไป เพื่อที่เราจะได้สร้างเมือง รวมถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของคนในอนาคตจริง ๆ 

การมองภาพอนาคตไกลขนาดนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมากใช่ไหม
ใช่ค่ะ เราถึงไม่ได้บอกว่าเราจะเป็นคนคาดการณ์เทรนด์แต่ละปีว่าจะเป็นอย่างไร แต่เราจะเป็นคนที่ศึกษาว่าจะมีสถานการณ์ใดบ้างที่จะเป็นไปได้ เพราะจริง ๆ มันอาจจะไม่เกิดก็ได้ ถ้าระหว่างทางมันมีอะไรเกิดขึ้น แต่ว่าเราก็มีกรอบความคิด กรอบการทำงาน (Framework) ในการดูและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางด้านกฎหมาย การเมือง เทคโนโลยี ที่จะสามารถเข้ามากระทบกับสิ่งที่เราศึกษาได้ทั้งหมด

เราคาดการณ์อนาคตไปก็เพื่อตอบสนองความต้องการของคน ในขณะที่ทุกวันนี้ในที่ทำงานแต่ละแห่งถือว่ามีคนหลายเจเนอเรชันมาก เราได้ศึกษาเพื่อตอบโจทย์ตรงนี้ไว้บ้างหรือเปล่า
จริงๆ เราก็จะเห็นกันอยู่บ้างว่ามันก็มีปัญหาของการไม่เข้ากันระหว่างเจเนอเรชัน ซึ่งน่าแปลกว่าเจนเอ็กซ์กับเจนวายที่มีอยู่จำนวนมากที่สุดในออฟฟิศยุคนี้เขาไม่ค่อยจะทะเลาะกันเท่าไร เพราะว่าหนึ่ง มีความใกล้กันในช่วงวัย มีความเข้าใจ แต่ว่าเจนเอ็กซ์อย่างพี่เอง จะไปเปลี่ยนระบบมากก็ไม่ค่อยได้ เพราะเรายังมีรุ่นพี่เบบี้บูมเมอร์ที่เคารพที่ท่านยังคงออกกฎหมายอะไรต่าง ๆ อยู่ และมีอิทธิพลกับหลาย ๆ อย่างอยู่

ก็เลยเป็นปัญหาขององค์กรยุคใหม่พอสมควร 
ก็มีการคาดการณ์ไว้ว่าในช่วง 10 ปีของอนาคตของการทำงาน มันจะยังอยู่ในช่วงที่เราเรียกว่า The Battle of X and Y กับเบบี้บูมเมอร์ ด้วยเหตุที่ว่าเราอยู่ในการทำงานร่วมกันทั้งหมด โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว จะมีประมาณ 3 เจเนอเรชันในองค์กรของวันนี้ แต่ถ้าเรามองอีก 10 ปีจากนี้ สิ่งที่จะเกิดคือ มันจะมี 4 -5 เจเนอเรชันในองค์กรเดียวกัน เรามองว่าสิ่งนี้คือความงามและความวุ่นวายแห่งยุคที่มันจะเกิดขึ้น ก็คือมีคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่อายุสูงสุดก็น่าจะประมาณ 80-90 ปี ซึ่งก็คิดว่าท่านก็จะยังคงอยู่ในองค์กร ส่วนจะทำงานในระดับไหนก็แล้วแต่ แต่เชื่อว่าจะยังเป็นคนที่มีอิทธิพลกับองค์กรอยู่แน่ ๆ 

หรือการที่เราเคยคิดว่าเจนวายคือ Disruptors (ผู้ที่สร้างจุดเปลี่ยน) แต่สำหรับเรา เราคิดว่าไม่ใช่ เราคิดว่าเขาคือ Explorer (นักสำรวจ) คือต้องการที่จะทดลอง อยากออกจากขอบเขตหรือโดเมนที่เขาอยู่ แต่คนที่จะเป็น Disruptor ตัวจริงคือคนเจนซีขึ้นไป เหตุผลเพราะว่าวันที่เขาเข้ามาสู่การเป็นแรงงานเต็มตัว หัวหน้าของเขาจะอยู่ที่เจนเอ็กซ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พอจะเข้าใจและเปิดโอกาสให้เขาได้ และหลังจาก 20 ปีต่อจากนี้ เราน่าจะเห็น True Disruption คือการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ทีนี้ถ้าในวันนี้เรายังบอกว่า ‘ตายแล้ว Disruption อะไรนี่เราตามไม่ทัน บอกเลยว่าถ้าวันนี้เราตามไม่ทันนะ ก็ไม่ต้องตามอะไรอีกแล้วชาตินี้’ เพราะตอนนี้เราอยู่ในการเปลี่ยนแปลงที่สโลปมันไม่ได้ชันมาก เหตุเพราะว่าถึงแม้เจนวายอยากจะเปลี่ยน แต่เราก็ยังมีกรอบกฎหมายที่ไม่สามารถทำให้เขาทะลุออกไปได้ ถึงเราจะมีโดรน มีนู่นนี่นั่น แต่เราก็มีกรอบต่าง ๆ ซึ่งมันก็เป็นกรอบที่จะไม่ออกไปง่าย ๆ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการคาดการณ์ของเราก็คือว่า ต้องหลังจากนี้อีก 10 ปี เราถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง คือวันที่เจนซีเข้ามาเป็นแรงงานหลักขององค์กรและของสังคม ตรงนั้นคือจุดเปลี่ยน

ดูเหมือนว่าเป็นปัญหาที่เราต้องรอเวลาอย่างเดียวถึงจะคลี่คลาย แล้วเจเนอเรชันที่เป็นแรงงานหลักอยู่ตอนนี้ ควรทำอย่างไร
เจเนอเรชันที่น่าอึดอัดใจที่สุดน่าจะเป็นเจนเอ็กซ์ จากเหตุผลส่วนตัวเลยคือ คุณพ่อคุณแม่ตัวเองก็เป็นรุ่นเบบี้บูมเมอร์ เป็นข้าราชการมีความมั่นคงสูง ส่วนลูกเราก็เป็นเจนซี ตัวเราเป็นอาจารย์ที่ก็ยังอยู่ในกรอบบ้างเล็กน้อย ส่วนลูกนี่ อยู่ดี ๆ ก็มาบอกเราว่า ‘แม่หนูอยาก take a gap year’ (หยุดพักจากการเรียน) ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับลูกนะ แต่ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ก็ยังคงมีอิทธิพลในการตัดสินใจในครอบครัวเป็นหลักอยู่มาก โดยเฉพาะคนที่อยู่ในครอบครัวขยายที่มีเจเนอเรชันก่อน ๆ อยู่ด้วย หรืออาจมองในบริบทอื่น ๆ เช่น ในองค์กร เราก็เติบโตมาด้วยการเคารพผู้ใหญ่ เพราะเจนเอ็กซ์คือรุ่นที่ถูกอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดมาจากเบเบี้บูมเมอร์แบบตรง ๆ 

ครั้งหนึ่งตัวเองได้มีโอกาสไปพูดให้ผู้บริหารระดับสูงของประเทศฟังผ่านสถาบันต่าง ๆ และได้รับการตอบรับมาเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘เป็นห่วงคนรุ่นใหม่เสียจริง เขาจะอยู่อย่างไร ใช้ไม่ได้ ฟุ้งเฟ้อ นู่นนี่นั่น’ ซึ่งเราก็ตอบไปว่า ในโลกของอนาคต เขามีการเตรียมพร้อมแล้ว แต่สำหรับเรา เรายังคิดว่ามันเหมือนเดิม ยังใช้กรอบในการตัดสินแบบเดิม ๆ เลยยังคงเกิดการพิพาทกันที่ต้องหาความสมดุลกันอยู่ ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าคู่ที่จะมีปัญหากันเยอะ ๆ น่าจะเป็นรุ่นเบบี้บูมเมอร์กับเจนวาย แต่สำหรับเจนซีนี่ คงไม่ค่อยจะมีปัญหากับใคร เพราะเขาไม่สนใจแล้ว 

แล้วเราควรปรับตัวยังไงให้ทันกับการ Disrupt ของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงแรงงานหรือองค์กร อย่างที่บอกว่าถ้าเราไม่ปรับกันวันนี้ มันจะทิ้งระยะแน่นอน
ใช่ค่ะ แล้วมันจะยิ่งทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ ประเด็นแรกถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราควรทำคือ 1. รีบเข้าไปเรียนรู้ เวลาที่มีอะไรใหม่ขึ้นมา ซึ่งปกติจะมีเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่เห็นด้วยและทดลองทำ แต่คนอีกกลุ่มซึ่งใหญ่มากที่จะเกิดความกังวลและหวาดกลัว จริง ๆ แล้ว สื่อมีความสำคัญมากตรงนี้ เพราะเรามักจะได้ยินข่าวว่า หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่งานเราบ้าง งานไหนบ้างจะหายไปบ้าง กลายเป็นว่าคนกลุ่มนั้นก็จะรู้สึกไม่เห็นด้วยกับสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา และเห็นว่าเราควรอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ดีกว่า แต่ถ้ามองแบบองค์รวม เราจะรู้ว่าการมีเทคโนโลยีใหม่ มันสามารถสร้างผลทางบวกได้มากกว่าทางลบ เขาใช้คำว่า ‘Net Positive Jobs’ คือในภาพรวมเทคโนโลยีไม่ได้ทำให้งานน้อยลง แต่กลับกันคือเทคโนโลยีสร้างงานใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้ในสังคม แต่ปัญหาของเราคือ เรามักยึดติดกับงานเดิมและคิดว่าเราทำได้แค่นี้ เราจึงไม่เกิด Net Positive Jobs ถ้าจะให้ดี ก็ต้องเกิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานที่ไม่มีงานเหลือสำหรับเขาในอนาคตแล้ว ไปสู่กลุ่มงานที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต แต่กระบวนการตรงนี้มันอยู่ที่มายด์เซ็ตด้วยว่าเขาจะเข้าไปหามันหรือเปล่า 

กระบวนการเปลี่ยนจากแรงงานที่จะไม่มีงานแน่ ๆ ไปสู่งานในอนาคต จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
ก็จะต้องเริ่มที่ตัวเรา เพราะต่อให้หน่วยงานหรือองค์กรไม่ได้จัดหาให้ แต่สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ ต้องเรียนรู้ให้ได้ก่อน เทคโนโลยีทุกวันนี้เอื้อให้เราเรียนรู้ได้เยอะมาก การเรียนออนไลน์ก็มีหลักสูตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ แล้วก็ใช้เวลาไม่มาก อาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมง ก็เรียนรู้สิ่งใหม่ได้แล้ว ขณะที่ถ้ามองไปถึงบทบาทขององค์กรในการจะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น หลายองค์กรก็เริ่มมีกระบวนการแบ่งปันองค์ความรู้กันเป็นระบบแล้ว หรือมองว่าบริษัทควรทำหน้าที่เสมือนเป็นมหาวิทยาลัย คือจะผลิตคนออกมาอย่างไร เริ่มมีการบรรจุทักษะที่ต้องเรียนในแต่ละปีไว้ใน KPI ของบริษัทเลยก็มี และก็เริ่มมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้มากขึ้น ให้ความสำคัญต่อในการสร้างทักษะใหม่อย่างจริงจัง

ถ้าเขยิบมามองภาพใหญ่อีกนิดอย่างภาครัฐ ก็ควรมีการส่งเสริมองค์กรต่าง ๆ ในการเป็นตัวกลางการเรียนรู้หรือส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น ส่วนภาคสังคม ชุมชน และสภาพแวดล้อม ก็ต้องบอกว่าปัจจุบันต่างจากอดีตเยอะ เช่นมีการเกิดขึ้นของโคเวิร์กกิงสเปซที่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ใหม่ ๆ ซึ่งคนมาร่วมกันแบ่งปันความรู้ได้ หรือมีกิจกรรมแบ่งปันทักษะต่าง ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก แค่ว่าสิ่งที่ต้องคิดคือกิจกรรมดี ๆ หลายอย่างก็ยังกระจุกตัวในเมืองใหญ่อยู่

นโยบายภาครัฐจะช่วยเราในการเปลี่ยนถ่ายทักษะตรงนี้ได้หรือไม่
สมมติเราย้อนกลับไปที่ภาครัฐจริง ๆ แทนที่จะมาแจกเงิน 1,000 บาทไว้กระตุ้นเศรษฐกิจ เราลองเปลี่ยนเป็นการให้เครดิตในการเรียนรู้ดีไหม ปัจจุบันสตาร์ตอัพไทยก็เริ่มเสนอว่าแทนที่รัฐจะแจกเงิน เราควรจะแจกเครดิตให้คนไปเรียนรู้สกิลใหม่กับองค์กรธุรกิจ สตาร์ตอัพ หรือสถาบันฝึกอบรมต่าง ๆ ก็จะเป็นการกระจายเศรษฐกิจไปอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นอยู่ แต่เป็นเรื่องของความรู้ที่จะได้รับแล้วก็จะได้อัพสกิลไปด้วย หรือมีมาตรการจูงใจอย่างถ้าเกิดใครไปเรียนรู้เรื่องใหม่และสามารถพิสูจน์ทราบได้ว่ามีสกิลใหม่เกิดขึ้นจริง เราจะให้ token (เหรียญรางวัล) กลับไปเพื่อเอาไปใช้จ่ายได้ คือแทนที่จะต้องจ่ายเงินเรียน แต่กลับกันคือเมื่อเรียนแล้ว จะได้รางวัลเพื่อเอาไปทำอย่างอื่นต่อ 

อย่างที่สิงคโปร์ เขาจะมีหน่วยงานชื่อว่า SkillsFuture เป็นแพลตฟอร์มที่ดูแลเรื่องการสร้างทักษะใหม่ๆ ให้กับคนของเขา มีประเด็นน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งว่า กลุ่มคนที่มาใช้บริการคูปองเรียนของ SkillsFuture เยอะที่สุด คือกลุ่มคนอายุ 40–60 ปี กับกลุ่มคนใกล้เกษียณ และสิ่งที่พวกเขาเรียนคือการเขียนโค้ดพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสนใจมาก แทนที่จะเป็นทักษะเรื่องการเป็นผู้นำ การเจรจาต่อรอง แต่กลายเป็นว่าย้อนกลับมาเรียนอะไรที่เป็นทักษะพื้นฐานที่พวกเขาไม่เคยได้เรียนมาก่อนแทน

แปลว่าแรงงานยุคใหม่ต้องมีทักษะสำหรับอนาคตถึงจะอยู่รอดได้ในองค์กร
คิดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราอยู่อายุ 40 กว่า ๆ โดยทั่วไปเราจะเรียกว่า Mid-Career คืออยู่ในระดับผู้บริหารแล้ว จะสูงแค่ไหนก็แล้วแต่ แต่ถ้าเป็นในสังคมที่มีอีโก้บางประการ การเรียนรู้เพิ่มเติมสำหรับคนกลุ่มนี้ หลายคนอาจรู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ทางของเขา เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดแล้ว เป็นคนที่สามารถตัดสินใจได้แล้ว เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เพิ่ม คนอื่นต่างหากที่ต้องเรียนรู้ให้ทันเขา มันก็เลยมาสอดคล้องกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำคือ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า แรงงานกลุ่มไหนที่มีความเสี่ยงจาก Digital Disruption และความเสี่ยงในเชิงเศรษฐกิจมากที่สุด ซึ่งปรากฏว่าคือกลุ่มคนที่มีอายุ 40-55 ปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงสูง ด้วยเหตุผลคือ 1. คนกลุ่มนี้เติบโตมาในการศึกษายุค 2.0 หรือ 3.0 ทั้งสิ้น แต่วันที่เขาเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือเกือบสูงทุกอย่างก็เปลี่ยนไปแล้ว ในขณะที่กลุ่มนี้ตามอายุงานก็เป็นกลุ่มที่มีราคาแพงมากเช่นกัน 

ดังนั้นหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา กลุ่มที่มีสิทธิจะถูกไล่ออกจะไม่ใช่กลุ่มที่มีทักษะน้อย เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ยังฝึกฝนได้และราคาไม่แพง ในขณะที่กลุ่ม 40-55 ปีไม่สามารถฝึกฝนได้ แถมยังค่าแรงแพงกว่า จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกดึงออกมาจากองค์กรก่อน ซึ่งที่น่ากังวลมากไปอีกก็คือ คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีครอบครัว มีภาระหนี้สินแล้ว จึงจะมีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจสูงมาก และยังมีความอ่อนไหวทางการงานอีกด้วย 

แล้วเรามักจะพูดอยู่เสมอว่า ถ้าคุณตกงานตอนนี้แล้วจะไปเปรียบเทียบเพื่อเข้าข้างตัวเองว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวก็เหมือนวิกฤตปี 2540 ที่ใคร ๆ ก็โดนเลย์ออฟ แล้วก็ออกมาทำธุรกิจเล็ก ๆ สักพัก พอเศรษฐกิจย้อนกลับมา ก็กลับไปทำงานที่เดิมได้ แต่ปัจจุบันมันอาจจะมีเศรษฐกิจกลับมา แต่งานเดิมมันจะไม่ย้อนกลับมาแล้วนะคะ มันจะกลายเป็นกลุ่มงานใหม่ไปเลย งานที่คุณทำได้ทำเป็น มันก็ไม่อยู่แล้วและจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว นี่จึงเป็นประเด็นที่มีความน่ากังวลว่าเราพร้อมกับสิ่งนี้มากน้อยแค่ไหน แล้วย้อนกลับมาตอบอีกทีว่า เรามีทักษะเพื่ออนาคตมากน้อยแค่ไหน

ทักษะไหนบ้างที่เราควรจะมีเพื่อลดความเสี่ยงในการทำงานและการใช้ชีวิตนับต่อจากนี้
ส่วนมากแล้วเวลาเรามองคน เราต้องมองสองด้าน ด้านหนึ่งคือ Hard Skill หรือทักษะที่ตอบโจทย์กับงานนั้น ๆ ได้ ซึ่งหากถามถึง Hard Skill ในแต่ละปี คำตอบก็จะต่างกันออกไป แต่ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ Soft Skill หรือทักษะที่ทำให้คุณทำงานนั้นได้ดี ปรับตัวดี ถ้าถามเมื่อ 5 ปีที่แล้วกับถามใหม่ปีนี้ ก็อาจจะยังมีบางคำตอบที่เหมือนกัน เช่น 1. ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ (Learning Ability) และการไม่ยึดติดกับความรู้หรือความเชื่อเดิมมากไป (Unlearning Ability) คือรู้ได้ก็ต้องสามารถเลิกรู้ในสิ่งเก่าได้ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นติดกรอบแบบเดิม ๆ 2. การสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น จะเป็นส่วนที่คลาสสิกมาก ๆ เพราะมันชัดเจนว่าวันนี้ศาสตร์และวิทยาการต่าง ๆ มันเกิดการบูรณาการกัน น้อยคนนักที่จะรู้ทุกอย่างแบบลึกซึ้งในเวลาเดียวกัน เราอาจจะรู้ลึก ๆ หนึ่งเรื่อง เราจึงต้องสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นให้ได้ และ 3. ความคิดสร้างสรรค์ในเชิงไอเดีย การแก้ปัญหาใหม่ การแก้ปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่ง Soft Skill 3 อย่างนี้เป็นทักษะสำคัญในทุกเจเนอเรชันที่กำลังจะเข้ามาเป็นแรงงานหลักของประเทศ

นั่นแปลว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มาตลอดในระบบการศึกษาอาจใช้ไม่ได้ในโลกของการทำงาน  
อันดับแรกเลย เราต้องเข้าใจว่าโลกกำลังจะเปลี่ยน เปลี่ยนขนาดที่ว่าเรื่องการไปใช้ชีวิตในอวกาศนอกโลกเป็นสิ่งที่ไม่ไกลตัวเลย แต่ขณะที่คนทั่วไปอาจจะยังถามกันอยู่ว่าพรุ่งนี้จะกินอะไรกัน มันก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่เราอย่าทนกับเรื่องปกติแบบนี้นาน บางทีเราคงต้องมองทั้งระยะสั้นและระยะกลาง อย่างเรื่องที่ควรจะหมดไปแล้วก็เช่นการเปรียบเทียบลูกตัวเองกับเด็กคนอื่นเนี่ย บางทีก็ต้องยอมรับ อย่าปิดมุมมองตัวเอง เราเห็นชัด ๆ กันอยู่แล้วว่าเราโตมากับระบบการศึกษานี้แล้วนี่ไงคือผลลัพธ์ แล้วเรายังอยากให้คนรุ่นต่อไปเป็นแบบนี้อยู่อีกหรือ เราจะต่อสู้กับการเป็นที่หนึ่งทั้งที่มีการพิสูจน์ทราบแล้วว่าทั้งประเทศของเรามีความสามารถในการแข่งขันต่ำมากในเวทีโลก นั่นแปลว่าเรากำลังแข่งกับคนที่ไม่ได้มีความสามารถสูงเท่าไร แล้วการคิดว่าเราเป็นผู้ชนะแล้วเราภูมิใจ สิ่งนี้ก็ประหลาดแล้ว ดังนั้นการต่อยอดออกไปข้างนอกเปิดกว้าง และการเรียนรู้จากสิ่งอื่นที่อยู่นอกระบบถึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

แล้วเป้าหมายขององค์กรยุคใหม่ที่ควรจะมีเพื่อที่จะประคับประคองตัวเองต่อไปได้ในอนาคตคืออะไรบ้าง
สำหรับธุรกิจ เป้าหมายในเชิงของการเงินจะยังดำรงอยู่ แต่จะมีเป้าหมายในเชิงของความยั่งยืนขององค์กรและสังคมเกิดขึ้นมาด้วย ความยั่งยืนตรงนี้เป็นสิ่งที่หลายองค์กรเริ่มรู้แล้วว่าเขาอยู่ไม่ได้ถ้าชุมชนไม่ดี ถ้าเขาตั้งธุรกิจอยู่บนประเทศที่ไม่มีกำลังซื้อ เขาก็ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องทำให้คนมีความรู้และมีขีดความสามารถมากขึ้น 

แต่ในส่วนของภายในองค์กรยิ่งน่าสนใจกว่า ยุคใดยุคหนึ่ง การสร้างองค์กรคือการสร้างอาณาจักรใหญ่ ๆ แล้วก็มีบิ๊กบอสหนึ่งคนนั่งชี้ขาด อันนั้นคือวิธีคิดแบบเมื่อก่อน แต่ทุกวันนี้ โมเดลขององค์กรจะเปลี่ยนเป็นเปิดกว้างในการร่วมการค้า (Joint Venture) มากขึ้น และไม่ได้ปิดกั้นว่าจะต้องเป็นเฉพาะภายในประเทศ ใครที่เก่งระดับโลก เราร่วมการค้าได้หมด พอเป็นแบบนี้แล้ว คนที่อยู่ในองค์กรเดิม แทนที่จะต้องติดอยู่กับงานตัวเอง ก็เริ่มมีการจัดสรรภายในว่าเรามีบริษัทใหม่ ใครสนใจไปบ้าง แทนที่คนจะไต่ระดับการทำงานจากล่างไปสู่ระดับสูงก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว คนที่เป็นเด็กจบใหม่วันนี้ ปีหน้าอาจจะไปเป็นซีอีโอของบริษัทใหม่หรือสตาร์ตอัพก็ได้ มันไม่ได้อยู่แค่เรื่องของอายุงานแล้ว มันอยู่ที่ขีดความสามารถของคนมากกว่า และปัจจุบันหลายองค์กรก็ปรับตัวไปในทางนี้มากขึ้น อีกอย่างที่ต้องคำนึงก็คือ ทุกอย่างก็ยังอยู่บนฐานเศรษฐกิจที่เราต้องยอมรับว่ามันมีความปั่นป่วนสูงมากทั่วโลก มันจะเกิดความวุ่นวายอย่างเป็นปกติ แล้วเราก็ต้องอยู่กับมันอย่างเป็นปกติด้วย

แล้วอนาคตของการทำงานจริง ๆ เราจะได้เห็นอะไรจากนี้ในอีก 5 ปี 10 ปี หรือนานกว่านั้น
ถ้าเกิดไปเสิร์ชในกูเกิลว่า Future Job เชื่อว่าจะขึ้นมาเต็มไปหมด แต่อยากให้ลองแบ่งเป็นช่วงเวลาตามแรงงานที่จะเติบโตเข้าสู่ตลาดดังนี้ คืออีก 5 ปีข้างหน้า เป็นกลุ่มคนที่จะเรียนจบมาใหม่ อีก 10 ปีข้างหน้า คือคนที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษา และอีก 15 ปีข้างหน้าคือเด็กที่เขากำลังอยู่ในชั้นประถม 

5 ปีข้างหน้านี้ งานจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล หมายความว่างานที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกเยอะแยะมากมาย จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมด เช่น การโค้ดดิง เอไอ บล็อกเชนต่าง ๆ พอมาถึงช่วงหนึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่ของใหม่แล้ว แต่มันจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน งานแบบนี้จะยังคงดำรงอยู่ แต่ไม่ใช่งานที่เป็นกระแสใหม่หรือเป็นที่นิยมมาก ๆ ของกลุ่มแรงงานแล้ว

10 ปีข้างหน้านี้ งานจะเป็นเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) ล้วน ๆ งานที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของโลก เรื่องของชั้นบรรยากาศ อากาศ อะไรพวกนี้จะเป็นเรื่องที่สำคัญ ในปัจจุบันยังมีคนที่รู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แบบลึกซึ้งน้อยมาก จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ต้องจึงเป็นการเร่งพัฒนาคนให้ทันกับความต้องการของงานที่จะเกิดใหม่นี้

ส่วน 10-15 ปีข้างหน้า อยากให้ลองจับตาในเรื่องของเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) เพราะกลุ่มพวกนี้จะเข้ามาแน่นอน ฉะนั้นวันนี้ถ้าเกิดเราจะต้องวางแผนให้ตัวเอง หรือแม้แต่ให้ลูกให้หลานที่จะเติบโตขึ้นมา เราก็จะเห็นแนวทางแล้วว่าโลกจะเป็นไปแบบไหน และเราควรจะวางแผนไปในทางใดถึงจะดีที่สุด
 

[Creative Ingredients]
ที่ทำงานในอนาคต
มันจะไม่เหมือนเดิม ไม่ได้เป็นแผนก ออฟฟิศจะกลายเป็นแคมปัสมากขึ้น นึกถึงเวลาที่เราอยู่ในมหาวิทยาลัย เราไม่มีโต๊ะประจำในการทำงาน เรามีห้องเพื่อไปเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เหมือนการทำงาน เราจะมีห้องหรือพื้นที่หนึ่งในการประชุมหรือทำบางอย่างร่วมกัน จากนั้นเราก็จะมีพื้นที่สำหรับตัวเราเองข้างนอกแต่ไม่ได้เป็นที่ประจำ เราทำงานที่ไหนก็ได้ แต่งานต้องสำเร็จภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด นี่น่าจะเป็นบรรยากาศที่เกิดขึ้นในที่ทำงานยุคใหม่ 

สตาร์ตอัพ Vs งานประจำ
งานในอนาคตจะเปลี่ยนแน่ จะมาใช้อายุงานเป็นตัวตัดสินไม่ได้ มีความเป็นไปได้อย่างมากเลยที่คนทำงานแค่ปีสองปีแล้วจะขึ้นเป็นซีอีโอได้เลย ส่วนกลุ่มสตาร์ตอัพก็จะเติบโตในแนวทางใหม่ มีการร่วมงานกับองค์กรใหญ่มากขึ้น ในขณะที่ตัวเขาเองก็ยังมีโปรเจ็กต์ส่วนตัวทำคู่กันไป เรียกพวกนี้ว่ากลุ่ม Startup in Residence เพราะบริษัทใหญ่ที่ปรับตัวได้และเติบโตเร็วจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเขาเข้าใจการทำงานกับแรงงานยุคใหม่ และมองว่าสิ่งนี้จะเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล 

คุณค่าหลักที่เราควรยึดถือสำหรับการทำงานในวันนี้
ความรับผิดชอบต่อองค์กรและสังคมรวมถึงผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กรทั้งหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราอยากได้คนเก่งก็ใช่ แต่ถ้าคนเก่งคนนั้นมีแง่ของความรับผิดชอบต่อสังคมและองค์กรที่ไม่ถูกต้อง คนนั้นจะมีโอกาสที่จะถูกออกจากองค์กรคนแรก เพราะทักษะทั้งหมดเราสอนได้ เรียนรู้ได้ การได้เกรด 4.00 มาจากมหาวิทยาลัย ไม่ค่อยสำคัญแล้ว แต่ในส่วนของความรับผิดชอบต่อสังคมมันคือสิ่งที่อยู่ข้างในจิตใจ


เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์ I ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์