image

Design & Creativity

อาละวาดประวัติศาสตร์แบบฉบับ “วาสนา วงศ์สุรวัฒน์”

Published Date : 5 พ.ย. 2563

Resource : Creative Thailand

1,432

ในโมงยามที่เรื่องราวในอดีตถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงและเกิดการ 'อ่านใหม่' อีกครั้งโดยคนรุ่นใหม่ การเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้และรอบด้านกลายเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่ทำให้เราสามารถเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้

คุยกับ รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เป็นมากกว่าการท่องจำ กับการวิพากษ์หลักฐานที่จะช่วยเพิ่มพูนทักษะการคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ ให้กับเราได้มากขึ้น…เพราะตัวเราในวันนี้คือประวัติศาสตร์ของวันพรุ่งนี้

ความเปลี่ยนแปลงในแง่ของการศึกษาประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่การใช้ประวัติศาสตร์ ที่เราควรให้ความสนใจในปัจจุบันคืออะไร
ถ้าจะตอบคำถามในกรณีของประเทศไทย เราคิดว่าอินเทอร์เน็ตมันทำให้คนตั้งแต่รุ่นเจเนอเรชันวายจนถึงมิลเลนเนียล เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เยอะมากอย่างน่ามหัศจรรย์นะคะ อย่างเวลาที่เราสอนหนังสือทุกวันนี้ ก็จะมีนิสิตที่นำคอมพิวเตอร์เข้ามาด้วย จะจดโน้ตบ้าง หรือเล่นอะไรของเขาบ้างก็ไม่รู้แหละ แต่ว่าสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นคือ พอเราเลกเชอร์ไปแล้วจำไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นปีอะไร ก็จะมีคนตะโกนปีขึ้นมา ซึ่งปรากฏว่าในระหว่างที่เราสอนอยู่ เด็กเองเขาก็กูเกิลเช็กไปด้วยว่ามันจริงหรือเปล่า

ซึ่งมันเป็นการสอนที่ค่อนข้างท้าทายการเป็นอาจารย์มาก
คือพอมันเป็นแบบนี้แล้ว หมายความว่าถ้าประวัติศาสตร์เป็นแค่การที่คุณเข้ามาเล่าให้นิสิตฟังว่าอะไรเกิดขึ้นเมื่อไร หรือคน ๆ นี้ชื่ออะไร พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องมาเข้าเรียนแล้วนะ เขาไปกูเกิลเอาเองก็รู้ทันทีเลย อินเทอร์เน็ตมันจึงทำให้สถาบันการศึกษาและอาจารย์ไม่ได้ผูกขาดความรู้อีกต่อไป เด็ก ๆ เองเขาก็สามารถเข้าถึงความรู้ได้เยอะมาก ดังนั้น การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในประเทศนี้มันก็เลยเข้าสู่สิ่งที่มันควรจะเป็นมาตั้งนานแล้วเสียที คือเราไม่มานั่งเถียงกันแล้วว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีนมันเกิดระหว่างปีไหนถึงปีไหน ใครเป็นคนสั่ง ใครต้องรับผิดชอบ ใครตายบ้าง แต่เราคุยว่า “ทำไม” มันจึงเกิดขึ้น มันเกิดผลกระทบอย่างไร พวกเขาจัดการกับผลที่ตามมาอย่างไร และผู้นำรุ่นต่อ ๆ มาจัดการกับประวัติศาสตร์ของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีค่ะ เพราะมันก็นำไปสู่การที่เด็กก็ได้ฝึกทักษะการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ มากขึ้น

ไม่มีมนุษย์คนหนึ่งคนใดในโลกที่บอกเราได้ว่าอะไรเกิดขึ้นในอดีต แล้วก็ไม่มีใครที่ยืนอยู่ที่เดียวกันเป๊ะ หรือต่อให้เดินตามอยู่ด้วยกันตลอด ก็ไม่ได้มองจากลูกตาคู่เดียวกัน ดังนั้น การรับรู้ (Perception) มันเลยทำให้แต่ละคนต่างก็มีเรื่องเล่า (Narrative) เป็นของตัวเองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นอย่างไร ซึ่งคุณเองก็ไม่สามารถที่จะเล่าเรื่องในเวอร์ชั่นที่ทุกคนบนโลกนี้เห็นตรงกันว่ามันเกิดขึ้นได้ ประวัติศาสตร์ก็เหมือนกัน มันคือการพยายามทำความเข้าใจโลกและชีวิต ศึกษาเรื่องที่ผ่านมาแล้วจากหลักฐานหรือเอกสารที่มีการบันทึกไว้ หรือจากผู้คนบอกเล่าผ่านกันมา ดังนั้นมันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการศึกษาเรื่องเล่าที่ต่างกัน ศึกษานอกเหนือจากพื้นฐานของเนื้อเรื่อง แล้วมาวิเคราะห์กันว่า คนที่เล่าเรื่องนั้นเขาเล่าจากมุมมองไหน มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ อย่างไรบ้าง แล้วพอทุกคนมีสมาร์ตโฟน กูเกิลทุกอย่างได้ วิธีการเรียนประวัติศาสตร์ในศตวรรษนี้มันจึงไม่เหมือนกับสมัยเราเด็ก ๆ ที่ทุกคนมีตำราเดียวกัน แล้วท่องตามที่ครูสอนแล้ว ทุกวันนี้มันไม่สามารถทำแบบนั้นได้แล้ว

แปลว่าการเรียนประวัติศาสตร์ตอนนี้เหมือนถูกรื้อสร้าง ถ้าอย่างนั้นบทบาทของผู้สอนควรจะเป็นอย่างไร แล้วผู้เรียนควรทำอย่างไรจึงจะเรียนประวัติศาสตร์แล้วได้อะไรไปจริงๆ 
เราคิดว่าทักษะที่ได้จากการเรียนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่อาจารย์ควรสอนคือ การให้วิพากษ์หลักฐาน ให้เขารู้จักตรวจสอบว่าข้อมูลมันมาจากไหน แล้วก็ต้องสอนด้วยว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่คุณเห็นบนอินเทอร์เน็ตมันเป็นเรื่องจริง เวลาที่มีคนบอกว่ามันเป็นแบบนี้ เราก็ต้องถามกลับว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น และทางที่ดีคือมันควรจะต้องมีหลักฐานมาสนับสนุนด้วย ดังนั้นส่วนสำคัญมากของการเรียนประวัติศาสตร์ที่ดี คือการสอนว่า ไม่ว่าคุณจะนำเสนอข้อถกเถียงอะไร คุณต้องมีหลักฐานสนับสนุน แล้วคุณก็ต้องรู้จักประเมินคุณภาพของหลักฐานนั้น ๆ ด้วยว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน มีความเกี่ยวข้องกันไหม ซึ่งคนอื่นเขาก็มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์คุณภาพของหลักฐานคุณด้วยเหมือนกัน เราว่าทักษะที่ได้จากการวิพากษ์หลักฐานนี้มันสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมาก ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ หรือเฟกนิวส์มันมีอยู่เต็มไปหมด เพราะถ้าคุณรู้จักตั้งคำถามกับหลักฐาน คุณก็จะไม่เป็นเหยื่อของเฟกนิวส์

แต่คุณภาพในการวิพากษ์หลักฐาน บางครั้งก็อาจมีอคติแฝง (bias) ซึ่งเกิดจากการที่แต่ละคนมีทัศนคติหรือแนวคิดที่ยึดถือแตกต่างกัน เราควรจะจัดการกับสิ่งนี้อย่างไร เพื่อจะไม่ต้องเจอกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก 
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องมี “สังคมประชาธิปไตย” เพราะมนุษย์หนึ่งคนย่อมมีข้อจำกัดในการมองเห็น แว่นที่แต่ละคนใส่ มันนำมาซึ่งอคติอยู่แล้ว นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาที่มีนักวิทยาศาสตร์สักคนตั้งทฤษฎีอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการ ก็จะมีนักวิทยาศาสตร์ในสาขาเดียวกันคนอื่น ๆ ทั่วโลกที่จะออกมาพยายามล้มทฤษฎีนั้น จนต้องมีการทดลองที่เหมือนกันแล้วได้ผลลัพธ์เหมือนกัน ถึงจะยืนยันหรือยอมรับในทฤษฎีนั้น ๆ ได้ ประวัติศาสตร์เองก็เหมือนกัน เมื่อคุณเสนออะไรบางอย่างออกมา ก็ควรต้องเปิดโอกาสให้เสียงของนักประวัติศาสตร์คนอื่น ๆ มีพื้นที่ด้วยว่า เรื่องเล่าของคุณมันมีช่องโหว่และอคติตรงไหน แล้วมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่าอย่างไรบ้าง

สมมติคุณเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง รู้สึกว่ามันเป็นหนังสือที่ดีมากแล้ว ใช้เวลาศึกษามาเป็น 10 ปี กว่าจะได้ตีพิมพ์ คุณก็ไม่ควรคิดว่าสิ่งนี้จะคงอยู่ต่อไปเหมือนคัมภีร์ไบเบิลชั่วกาลนานนะ เพราะถ้าวงการมันมีพัฒนาการ มีพลวัตอย่างที่ควรจะเป็น นักประวัติศาสตร์ในรุ่นต่อ ๆ มา เขาอาจจะหาข้อมูลได้มากขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ แล้วก็เอามาหักล้างสิ่งที่เรานำเสนอก็ได้ ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าเราโกหกหรือว่าเราโง่ เพียงแต่ว่าในข้อจำกัดทุกอย่างที่เรามี ณ ตอนนั้น เราทำสิ่งนี้ออกมาได้ แต่เราก็ต้องเปิดใจกว้างว่าถ้าเสียงอื่น ๆ มีหลักฐานที่มั่นคง แน่นหนา แล้วก็ทนทานต่อการตรวจสอบได้มากกว่า เราก็ต้องเชื่อเขา มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะบอกว่ามีอะไรบางอย่างเป็นสัจธรรม ถูกต้องถาวรแน่นอนในทางประวัติศาสตร์

การค้นพบการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในประวัติศาสตร์หรือที่หลายคนเรียกว่า “เบิกเนตร” จะสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ขนาดไหน
คิดว่าจริง ๆ แล้วการรับรู้ประวัติศาสตร์ของเราทุกคนมีไว้เพื่อประกอบการตัดสินใจในชีวิต เราเรียนรู้ที่มาที่ไปว่าทำไมโลกจึงดำเนินมาถึงทุกวันนี้ เพื่อที่มันจะได้ช่วยฟอร์มทัศนคติบางอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน และทำให้เราประเมินปัจจุบันได้แม่นยำมากขึ้น เพราะถ้าเรารู้ไม่หมด หรือรู้ไปในทิศทางอื่น มันก็อาจทำให้เราประเมินได้ไม่ถูกต้อง 

ในฐานะนักประวัติศาสตร์ เรามองว่าตัวเราในวันนี้ก็คือประวัติศาสตร์ของวันพรุ่งนี้ ดังนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไร จะตัดสินใจอย่างไร หรือจะมีจุดยืนทางการเมืองที่สนับสนุนหรือต่อต้านใครในวันนี้ เราต้องคิดด้วยว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ลูกหลานของเราจะมีปัญหาหรือรู้สึกอับอายกับประวัติศาสตร์ของเราหรือเปล่า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรจะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด เพื่อที่การตัดสินใจของเราในวันนี้จะไม่ทำให้ลูกหลานอยากขอเปลี่ยนนามสกุลในอนาคต เราเลยคิดว่าการ “เบิกเนตร” มันจำเป็น เพราะมันไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ไม่รู้ หรือไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ แล้วตัดสินใจผิดไปเป็นยุวนาซี เป็นเรดการ์ด หรือไปยืนยิ้มอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงตอน 6 ตุลาฯ สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว มันไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาได้ แล้วมันจะเป็นตราบาปของเขาไปตลอดชีวิต

แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้คนในช่วงเวลานั้นอาจไม่ได้มีตัวเลือกมากนัก
ถูก เราต้องเห็นใจพวกเขา แต่ยุคนี้มีอินเทอร์เน็ตแล้วไง ไม่มีใครสามารถผูกขาดข้อมูลข่าวสารได้อีกแล้ว ตอนนี้มันเป็นยุคทองที่หากคุณรู้จักมีวิจารณญาณในการเลือกรับข่าวสาร แล้วก็วิพากษ์หลักฐานของคุณสักหน่อย คุณจะเข้าถึงข้อมูลได้เยอะมาก ซึ่งมันยิ่งไม่สามารถให้อภัยได้เลยถ้าคุณจะเป็นคนเพิกเฉย (ignorant) ในยุคนี้ ความต่างระหว่างเจเนอเรชันก็อาจจะมีส่วนบ้าง แต่ถ้าคุณไม่ยอมรับรู้ แล้วเลือกที่จะเพิกเฉยตั้งแต่ต้น คุณก็ต้องยอมรับถ้าลูกหลานในอนาคตจะขอเปลี่ยนนามสกุลเพราะอายในประวัติศาสตร์ของคุณนะ

หรือเพราะคนในเจเนอเรชันก่อนมีทักษะความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) น้อยกว่าคนในยุคปัจจุบันที่โตมาพร้อมกับเทคโนโลยี
ก็มีคนแบบนั้นบ้าง แต่เราจะว่าทั้งเจเนอเรชันก็ไม่ได้ เพราะก็มีคนที่เขามีความสามารถในการจัดการกับมันอยู่ อย่างคุณพ่อของเรา (รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์) ก็ติดหนักมาก มีโซเชียลมีเดียหลายแอคเคานต์ คือเราคิดว่าถ้าคนเหล่านั้นเขามี digital literacy มากพอที่จะรับข้อมูลจากกรุ๊ปไลน์ เขาก็ควรจะมีมันมากพอที่จะรับข้อมูลอย่างอื่นด้วย มันเป็นเรื่องของการเปิดรับหรือไม่เปิดรับมากกว่า แล้วก็ว่าไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะว่าก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กหรือใช้อินเทอร์เน็ตเลย แต่ก็ยังเปิดรับข้อมูลต่าง ๆ สามารถวิเคราะห์และวิพากษ์เรื่องต่าง ๆ ได้อยู่ด้วย

ถึงในความเป็นจริง การที่เขาไม่อยากจะรับข้อเท็จจริงมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่มันก็ต้องมี bottom line ถ้าไม่รับข้อมูลแล้วมาบอกว่า ฉันเกลียดมากเลยคนรุ่นใหม่ที่มามีความเห็นแบบนี้ ฉันอยากให้รัฐบาลเอากองทัพไปจัดการมันให้หมด อันนี้ไม่ได้ คือหากคุณอยากอยู่ในความคิดของคุณ ก็อยู่ไป แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าคนอื่นเขาไม่อยากจะอยู่ด้วย คุณก็บังคับเขาไม่ได้ แล้วก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะส่งเสริมให้ใครไปใช้ความรุนแรงกับคนที่คิดต่างจากคุณ ซึ่งมันก็คือสังคมประชาธิปไตย

สังคมยุคอินเทอร์เน็ตทำให้ใครก็บันทึกประวัติศาสตร์ได้ คิดว่าวิวัฒนาการของประวัติศาสตร์จะเป็นไปในทิศทางใด
มันถึงมีคำว่า “ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย” (Contemporary History) คือสิ่งที่เกิดขึ้นมันร่วมสมัยกับเรา คิดว่าอย่างแรกเลยพอมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็เลยทำให้เกิดหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใหม่ ๆ ที่สมัยก่อนไม่มี เช่น Chat History หรือว่า Search History หรืออย่างการเผยแพร่ข้อมูล เช่น การถ่ายวิดีโอแล้วไปออกสื่อต่าง ๆ หลักฐานมันเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะที่เครื่องมือเองก็ช่วยเก็บบันทึกหลักฐานได้ง่ายขึ้น คือคุณมีสมาร์ตโฟนเครื่องเดียว คุณอัดเสียง ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ หรือจดโน้ตก็ได้ มันทำให้การลงภาคสนามของการเก็บข้อมูลเป็นไปได้กว้างขวางมากขึ้น คนทั่วไม่ต้องเรียนประวัติศาสตร์ก็อาจจะไปหาข้อมูลก็ได้ นี่เลยทำให้คนจำนวนมากกลายเป็นนักประวัติศาสตร์สมัครเล่นกัน มันก็ขยายวงการให้กว้างออกไป แล้วพอมีคนทำตัวเป็นนักประวัติศาสตร์มากขึ้น มันก็จะเกิดการตรวจสอบข้อมูลกันเองโดยอัตโนมัติในสังคมประชาธิปไตย คือถ้าสมมติมีใครแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่งมา ก็จะมีคนรีบเอาหลักฐานอีกกองใหญ่มากมา แล้วบอกมันไม่ใช่ ทำให้เกิดการแข่งขันกัน มีการสอบทานกันอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งเราคิดว่านี่เป็นข้อดีมาก

หมายความว่า เมื่อมีข้อมูลถูกบันทึกมากขึ้น โอกาสที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักจะครอบงำประวัติศาสตร์กระแสอื่นๆ ก็จะน้อยลง จนเราจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเรื่องเล่าระดับชาติ (Grand Narratives) อีกแล้วใช่ไหม 
ก็อาจจะมีในประเทศที่ไม่มีประชาธิปไตย (หัวเราะ)

คิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องเล่าระดับชาติ (Grand Narratives) ที่รัฐบาลชุดนี้กำลังพยายามสร้างขึ้น ผ่านประวัติศาสตร์ฉบับกรมศิลปากร
ถ้าหนังสือเล่มนั้นตีพิมพ์ออกมาเมื่อ 50 ปีก่อนก็อาจจะมีคนเชื่อตาม เพราะคงจะเป็นตำราเรียนหนึ่งเดียวที่มี ที่เราสงสัยคือทำไมรัฐบาลถึงยังใช้วิธีการแบบเดิม ๆ อุตส่าห์ตั้งกระทรวงดิจิทัล มีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม แต่ก็ยังโดนทวิตเตอร์ออกมาแฉว่ามีกว่า 900 แอคเคานต์ที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพไทย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐบาลรู้ไม่ทันเทคโนโลยีปัจจุบันอย่างมาก เขาควรจะรู้ตัวนะ ว่าเขาไม่สามารถควบคุมประชาชนด้วยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อแบบเดิม ๆ ได้อีกแล้ว

ถ้าการขาดแคลนเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทำให้เกิดความยากลำบากในการศึกษา แล้วเราควรจัดเก็บประวัติศาสตร์ในยุคต่อๆ ไปอย่างไรเพื่อให้สะดวกต่อการค้นคว้าในอนาคต
ถ้าเป็นเอกสารราชการ ก็จะมีกองจดหมายเหตุเป็นผู้รวบรวมจัดเก็บ อย่างจุฬาฯ เอง ก็ให้ทุนบุคลากรไปศึกษาต่อด้านจดหมายเหตุกลับมาเยอะ เรามองว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือถ้าเป็นภาคเอกชน บริษัทใหญ่ ๆ เขาก็จะมีการทำอาร์ไคฟ์ (Archive) อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยเป็นเวลานาน อย่างเช่น บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีการเข้ามาปรึกษาที่คณะฯ อยู่บ่อย ๆ เรื่องการจัดเก็บข้อมูล แต่สำหรับคนทั่วไป เราก็ควรจะเก็บประวัติศาสตร์ของตัวเองเอาไว้ด้วย อย่างตอนนี้เรามีเฟซบุ๊กและมันก็ช่วยเตือนประวัติศาสตร์ของเราตลอด พวก On This Day ที่แจ้งเตือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปีก่อนอะไรแบบนั้น 

จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ คุณพ่อจะมีสมุดแพลนเนอร์เล่มเล็ก ๆ แบบที่มหาวิทยาลัยชอบแจก กองเป็นตั้งเลย แล้วในนั้นก็จะเป็นบันทึกประจำวันว่า วันนี้มีประชุมอะไรบ้าง เดือนนี้เดินทางไปประเทศไหน คือเขาก็จะเก็บประวัติศาสตร์ส่วนตัวของตัวเองไว้ในนั้น เรามองว่าแค่นี้ก็คือการเก็บประวัติศาสตร์ส่วนตัวของตัวเองแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นนักประวัติศาสตร์ แค่เราเก็บข้อมูลของเรา เพื่อที่จะรู้ว่าเราเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เราเติบโตอย่างไรบ้าง มันก็น่าสนใจแล้ว 

ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีต จุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้อาจารย์มีตัวตนแบบทุกวันนี้
เราเปลี่ยนตลอดเวลา และก็ยังคงเปลี่ยนต่อไปเรื่อย ๆ ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญนะ เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ทุกวัน จนจบด็อกเตอร์ และเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง (The Crown and the Capitalists) ซึ่งเป็นการเอาวิทยานิพนธ์มาเรียบเรียงใหม่ เชื่อไหมว่าครั้งแรกที่ส่งต้นฉบับไปตีพิมพ์ เราโดนทุกสำนักพิมพ์ปฏิเสธ เราทิ้งมันไปสักพัก จนหยิบโปรเจ็กต์นี้กลับมาทำใหม่ตอนได้ไปทำวิจัยที่ฮ่องกง พอเอามาอ่านอีกครั้งแล้วพบว่า โอ้โห มันผิดหมดเลย มันไม่มีอะไรถูกเลยแม้แต่อย่างเดียวในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเรา คือดีใจมากที่ถูกปฏิเสธไปตอนนั้น (หัวเราะ) เราก็เลยเขียนใหม่หมดตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความคิดของเราก็เปลี่ยนไปเยอะมากจากตอนเรียนจบด็อกเตอร์ใหม่ ๆ

ถ้าให้ยกตัวอย่างหนึ่งเรื่องที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงก็คือ ความเข้าใจในคำว่า “เสียสิทธินอกสภาพอาณาเขต” เราเพิ่งมาเข้าใจภายหลังว่า การเสียสิทธินอกสภาพอาณาเขตนั้น ไม่ใช่การ “เสีย” แต่คือกุญแจสำคัญในการเป็นพันธมิตรกันระหว่างทุนนิยมและชนชั้นนำสยาม เป็นฐานรากของความมั่นคงมั่งคั่งของชนชั้นนำสยามตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จนถึงการยกเลิกสิทธินอกสภาพอาณาเขตอย่างเด็ดขาดโดยคณะราษฎรปี ค.ศ. 1938

เราถูกสอนมาตลอดให้เชื่อว่าเราเสียเอกราช เสียดินแดน แต่จริง ๆ แล้วการที่ประเทศเสียสิทธินอกสภาพอาณาเขตนั้นทำให้ “คน” ของเจ้าอาณานิคมหลาย ๆ ประเทศ อยากมาอยู่ในประเทศไทยมากกว่าที่อื่นใดในโลกนี้ เพราะว่ารัฐบาลสยามควบคุมเขาไม่ได้ และรัฐบาลของเจ้าอาณานิคมก็ควบคุมเขาไม่ได้ด้วยเพราะว่าเป็นเอกราชและอธิปไตยของสยาม ดังนั้นคนพวกนี้จึงอยู่ในสยามอย่างอิสระเสรี แล้วชนชั้นนำสยามก็จ้างคนพวกนี้ให้ทำงานให้กับแผ่นดิน มันเลยเป็นความสัมพันธ์ที่ “เกื้อหนุนกัน” และไม่มีความจำเป็นต้องรีบยกเลิกเลย จะเห็นได้ว่าคนที่ทำการยกเลิกเด็ดขาดที่สุดคือคณะราษฎรที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากสิ่งนี้ และมองเห็นว่ามันคือรากฐานทางอำนาจที่สำคัญของกลุ่มอำนาจเก่า

ความรู้ทางประวัติศาสตร์จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างไร
เป็นเพราะเราไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ตัวเอง การพัฒนาของเราเลยไปไม่สุด ความทะนงตัวนี้ทำให้ไทยเจรจาการค้ากับจีนแล้วเราได้ข้อตกลงที่เสียเปรียบ หรือพูดตรง ๆ ก็คือ แย่กว่าดีลที่จีนทำกับกัมพูชาเยอะมาก รอบนี้กัมพูชาได้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่จะทำให้สินค้าจีนที่เข้ามาในกัมพูชาปลอดภาษี 90% และสินค้าจากกัมพูชาเข้าไปยังประเทศจีนปลอดภาษีถึง 98% โดยสินค้าจีนที่เข้าไปยังประเทศกัมพูชา ก็เป็นสินค้าจำพวกเดียวกันกับเราทั้งสิ้น จำพวกสินค้าเกษตร ทั้งข้าว ทั้งยาง ดังนั้นถามว่าเมื่อไรราคายางของไทยจะเพิ่มขึ้นล่ะ ชาติหน้าก็ไม่เพิ่มขึ้นหรอก ฮุน เซน ดำเนินนโยบายแบบไปสุดทาง ให้จีนเข้ามาลงทุนได้เต็มที่ ขณะที่ประเทศไทยซึ่งมีความสัมพันธ์ระดับ “มหามิตร” ได้อะไรจากเขาบ้าง  

สิ่งนี้เกิดขึ้นจากความภูมิใจในชาติจนล้นเกิน
ไม่เชิงนะ แต่เป็นเพราะชนชั้นนำไทยไม่ซื่อสัตย์กับประชาชนของตัวเอง เขาบอกเรามาตลอดว่าปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการจัดการเลือกตั้งนะ แต่ก็มี สว. 250 คนมาโหวตเลือกนายกฯ ได้ เราไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ ๆ แบบที่โลกเสรีเป็น แต่เราก็ไม่ยอมรับว่าเราเป็นเผด็จการ สิ่งนี้ทำให้ทิศทางการเจรจากับชาติอื่น ๆ ไม่ชัดเจนว่าไทยจะทำข้อตกลงกับโลกฝ่ายไหน จะไปสุดแบบกัมพูชาก็ทำไม่ได้ ครั้นจะไปคุยกับอเมริกา คุยกับออสเตรเลีย รัฐบาลเราก็ไม่ยอมคุย แถมยังไปกล่าวหาเขาว่าไม่เข้าใจประชาธิปไตยแบบไทย ๆ มันก็เลยทำให้อิหลักอิเหลื่อในการตัดสินใจ 

ถ้าพูดถึงโอกาสที่ประวัติศาสตร์จะทำงานข้ามสายร่วมกับศาสตร์อื่นๆ อาจารย์มองเห็นแนวทางอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ออกมา
ประวัติศาสตร์ทำงานร่วมกับศาสตร์อื่น ๆ มาโดยตลอด เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำงานประวัติศาสตร์ล้วน ๆ โดยไม่คุยกับใครเลย ถ้าเป็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ เราก็ต้องคุยกับนักเศรษฐศาสตร์ หรือถ้าเป็นเรื่องการเมือง เราก็ต้องเข้าใจเรื่องการเมือง แม้กระทั่งในกระบวนการค้นคว้าประวัติศาสตร์ เราก็ต้องทำงานร่วมกับนักจดหมายเหตุที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บ และการค้นคว้าข้อมูล

คิดว่าประวัติศาสตร์จะสร้างให้เกิดอะไรใหม่ๆ หรือเป็นตัวเอกในการขับเคลื่อนสังคมได้ไหม
เรามีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าประวัติศาสตร์นั้นสำคัญที่สุด เราคิดว่าประวัติศาสตร์ทำให้คน “ตาสว่าง” ปัญหาสังคม ปัญหาบ้านเมืองที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ ถ้าคุณมีความเข้าใจประวัติศาสตร์และไม่เห็นแก่ตัว คุณจะแก้ปัญหาได้ แต่ตอนนี้คนจำนวนมากรู้ประวัติศาสตร์ผิด ๆ แถมยังไม่ต้องการรู้แบบที่ถูกด้วยเพราะมองว่ามันยาก ส่วนคนที่มีอำนาจซึ่งรู้ดีว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องคืออะไร ก็ไม่อยากสูญเสียอำนาจของตัวเองไป นักประวัติศาสตร์ก็ถูกตั้งคำถามโดยมหาวิทยาลัย และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อยู่บ่อยครั้ง เพราะเขาอยากให้นักประวัติศาสตร์ทำอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง ทั้ง ๆ ที่เราทำงานวิจัยไป เสนอทางแก้ปัญหาไป เขาก็ไม่ทำตามเพราะว่าไม่ถูกใจ ความรู้ที่จะแก้ปัญหาในสังคมได้มันอยู่ในประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์เป็นสินทรัพย์ที่นำมาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการได้หรือเปล่า
แน่นอน ประวัติศาสตร์คือเรื่องราว สมัยนี้จะขายอะไรก็ต้องมีสตอรีทั้งนั้น และสตอรีนี่แหละก็คือประวัติศาสตร์ ดังนั้น การที่รัฐมาบอกกับนักประวัติศาสตร์ว่าให้ทำประโยชน์แก่สังคมบ้างนั้น รัฐควรรู้ว่าความจริงแล้ว ประวัติศาสตร์ทุกเรื่องนั้นสามารถนำไปต่อยอดเป็น “สิ่งใหม่” ได้อยู่แล้ว

ทุกคนอยากได้อะไรแบบแดจังกึม ตั้งคำถามว่าทำไมประเทศไทยไม่มีแดจังกึมเหมือนกับประเทศอื่นบ้าง เราคิดว่าสิ่งแรกที่ทุกคนควรตั้งคำถามคือหนังรัฐไทยนั้นใจกว้าง และยอมให้คนศึกษาและตีความประวัติศาสตร์อย่างประเทศเกาหลีใต้หรือไม่ สอง รัฐให้ทุนสนับสนุนในการสร้างผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้มากน้อยแค่ไหนเชียว เห็นก็มีแต่ เอาเงินไปเทให้ภาพยนตร์ชาตินิยม คือถ้ารัฐยังจำกัดไม่ให้คนคิด และกีดกันคนที่คิดนอกกรอบค่านิยม 12 ประการ หรือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้ไม่ได้รับทุนสนับสนุนอยู่แบบนี้ สิ่งที่เราอยากได้ก็คงไม่เกิดขึ้น

นั่นเลยเป็นเหตุให้คนทำงานสร้างสรรค์ที่หยิบแง่มุมทางประวัติศาสตร์มาทำงานได้อย่างน่าสนใจหลายคนกลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควร
ใช่ เราไม่ได้ต่อต้าน propaganda (การโฆษณาชวนเชื่อ) นะ แต่ช่วยทำให้มันมีคุณภาพดีกว่านี้ได้ไหม อย่าง The Queen (2006), The Crown (2016– ), Dunkirk (2017), The King Speech (2010) หรือ Captain America ทุกภาค คือทั้งอังกฤษ อเมริกา หรือประเทศอื่น ๆ เขาทำหนัง propaganda ออกมาเยอะมาก

แต่ความต่างก็คือ ประเทศประชาธิปไตยเขาจะเปิดกว้างให้คนมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ได้ไปชี้ ไปบังคับให้คนต้องรักชาติแบบโจ่งแจ้ง แต่ในประเทศเผด็จการ เราจะเห็นการควบคุมอย่างมาก และพูดตามตรง ฝ่ายครีเอทีฟของเผด็จการก็มักจะไม่ค่อยครีเอทีฟเท่าไร (หัวเราะ) เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก ๆ เพราะประเทศไทยมีเรื่องราวให้เล่าเยอะ คนไทยมีอารมณ์ขัน วัฒนธรรมของเราก็สนุกมาก แต่จนแล้วจนรอดเราก็ยังไม่มี T-Pop ไปสู้กับ K-Pop หรือ J-Pop เพราะว่ารัฐไม่ยอมเปิดพื้นที่ ดังนั้นจริง ๆ แล้วประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังมาก แต่ชนชั้นนำเมืองไทยนั้น “ไม่สบายใจ” กันง่ายเกินไปหรือเปล่า

สุดท้ายแล้วประวัติศาสตร์เป็นของใคร
ประวัติศาสตร์เป็นของเราทุกคน เราจะใช้ไปตีความ ไปต่อยอดอะไรได้ทั้งหมด แต่ที่สำคัญคือ เราต้องยอมรับให้ได้หากมีคนอื่นที่ไม่เห็นด้วยและมาคัดค้านเรา 

Creative Ingredients
ประวัติศาสตร์ที่ประทับใจ
ประวัติศาสตร์ที่มีอิทธิพลกับเรามากที่สุดคือประวัติศาสตร์ครอบครัวของตัวเอง เราเติบโตขึ้นมาในครอบครัวขยายที่ใหญ่มาก ทุกปีต้องไปเช็งเม้ง แล้วเราก็ต้องจำชื่อญาติทุกคนให้ได้ แล้วก็โดนถามทุกคำถามที่ไม่ควรจะถาม เช่น น้ำหนักเท่าไร เมื่อไรจะแต่งงาน ฯลฯ ซึ่งเราไม่แฮปปี้อย่างมาก จนต้องไปทำวิทยานิพนต์เกี่ยวกับคนจีนโพ้นทะเล เพราะเราไม่เข้าใจวัฒนธรรมและความคิดของเขา สุดท้ายเราก็เข้าใจเขามากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทรมานน้อยลงนะ (หัวเราะ)

สิ่งที่กำลังสนใจ
เรากำลังเขียนหนังสืออยู่สองเล่ม เล่มแรกคือ ‘The Crown and the Communist’ เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตั้งแต่สงครามเย็นถึงปัจจุบัน เล่มที่สองคือ ‘ประวัติศาสตร์จีนหลังเหมา’ เป็นตำราประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม มาจนถึงยุค Belt and Road Initiative (BRI)

เรื่อง : ปภพ เกิดทรัพย์ และนภัทร จาริตรบุตร I ภาพ : สุรเชษฐ์ โสภารัตนดิลก