image

Business & Industrial

Vacation ในลมหายใจ

Published Date : 2 เม.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

4,843

เวลาที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นทำรายการสารคดีท่องเที่ยว Journal Journey หรือเดินทางไปเพื่อเขียนเรื่อง หรือจะเป็นการทำงานข่าวหรือสารคดีกับทีมอื่นๆ มันเป็นงานที่ทำให้เรามีความสุขมาก มากขนาดที่บอกกับตัวเองว่า ไม่เกิดแล้วชาติหน้าเพราะชอบชีวิตชาติที่เป็นอยู่นี้แล้วอย่างชอบธรรม โดยที่ไม่ได้ทำบุญเสริมดวงหรือนั่งสมาธิมากพอเพื่อจะได้บุญบารมีความดีมาใช้สิทธิ์เลือกตายเลือกเกิดเอง

เพราะยิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่ายังเดินทางไม่พอ และต้องยิ่งรีบเดินทาง เพราะทุกครั้งที่ลากกระเป๋าออกเดินทาง จะเป็นรถสองแถวข้ามจังหวัด ซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือขึ้นเครื่องบินคลาสประหยัดข้ามซีกโลกเกือบ 24 ชั่วโมง บนเก้าอี้เอนหลังได้น้อยกว่าที่นั่งบนรถทัวร์ ด้วยความประหยัดของตัวเอง เพื่อจะได้เดินทางได้นานวัน เราชอบการเดินทาง ชอบการผจญภัย เราไม่หวาดกับสถานการณ์ใหม่ๆ ไม่หวั่นกับการพบคนแปลกหน้า เราตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่รู้ ยิ่งการเดินทางเป็นงานและเป็นการทำงาน เรายิ่งรู้สึกว่ากำลังได้รับมอบหมายให้ทำในสิ่งพิเศษอยู่ คือตอบโจทย์ในการทำงานให้แตกและทำงานให้สำเร็จ ความสุขมันมาด้วยการเดินทางไปกับโจทย์ที่เลือกปลายทางให้เรา ถามว่าเดินทางขนาดนี้แล้วยังต้องเที่ยวเพื่อ “หยุดพักผ่อน” อีกหรือ...

สำหรับตัวเอง Vacation หรือวันหยุดก็เหมือนโลชั่นทาผิว ไม่ทาก็ได้ แต่เมื่อเลือกโลชั่นที่กลิ่นหอมถูกใจ สัมผัสสบายไม่เหนียวไปหนาไป ทาแล้วชุ่มชื้น สูดกลิ่นลูบกายแล้วยิ้มกับตัวเอง มันก็คือความสุข... ความสุขที่เรารู้ด้วยตัวเองแบบไม่มีใครเห็น หรือจะเอาออกมาอวด เป็นตัวเรือนนาฬิกา กระเป๋า รถ หรือเรือ แบบนั้นคงไม่ได้ 

โลชั่นที่เป็นดั่ง Vacation นั้น ควรสามารถเปลี่ยนกลิ่นให้ตรงกับความต้องการของอารมณ์ ความรู้สึก เวลา และสถานการณ์ของชีวิตแต่ละช่วงด้วย ไม่ว่าจะลงเอยให้คำจำกัดความว่า ไปเปลี่ยนที่ตากอากาศ ที่หายใจแล้วไร้ PM 2.5 หรือปลีกวิเวก หาแรงบันดาลใจ หรือไปหาความแปลกใหม่ หาที่เติมแบตเตอรีให้ชีวิต หรือเพื่อให้รางวัลกับชีวิต หรือสำหรับบางคน การเดินทางวันหยุดอาจคือจริตของการใช้ชีวิต

ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ภูเขาไฟกับควันกรุ่นในบาหลี บ้านทรงสี่เหลี่ยมเหมือนก้อนน้ำตาลสีขาวซ้อนกันเป็นชั้นในกรีซ เด็ดลูกมะเดื่อฝรั่งสุกเข้าปากจากข้างทางในโครเอเชีย หลงทางเมื่อขึ้นจากรถใต้ดินในนิวยอร์ก เดินลอดอุโมงค์ดอกแจ็กกาลันดาสีม่วงครามในเม็กซิโก ซิตี้ ความแปลกตาทำให้เราได้แปลกใจ และได้ทำให้ตัวเองออกจากดินแดนเดิม ทั้งร่างกายและการใช้ความคิด สมองเปิดสวิตช์โอกาสให้เราได้สัมผัสกับสถานการณ์ บรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมใหม่ ไม่ว่าจะไปในที่แสนไกลหรือไปแค่ใกล้ๆ

©Unsplash/Remi Yuan

สิ่งที่ไม่เห็นในเสียมเรียบ
ก่อนที่น้องสาวจะต้องเข้าห้องผ่าตัด ซึ่งไม่รู้ว่าหลังผ่าตัดแล้ว จะมีอาการทรง ทรุด โทรม ขนาดไหน การ “ไปเที่ยว” ของเราจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นิ่ม (ตัวผู้เขียน) ถามนวล (ผู้เป็นน้องสาว) ว่าอยากไปไหน เธอตอบว่า “อยากไปนครวัด” ...เอาละสิ! มันมีคำของคนในตำนานกล่าวขานถึงความมหัศจรรย์อลังการของอาณาจักรและปราสาทนครวัดที่ยิ่งใหญ่ว่า - เห็นนครวัด แล้วค่อยตาย – เราก็ใจไม่ดี แต่ไม่ได้บอกน้อง และตกลงตีตั๋วเดินทางไปกันทันทีที่เธอลางานได้ 

เราบอกน้องสาวว่า นครวัดกลับมาได้หลายครั้งนะ เราไม่ต้องพยายามทำทุกอย่าง เช่น ต้องเห็นพระอาทิตย์ขึ้น เห็นพระอาทิตย์ตก เห็นทุกปราสาท เข้าใจทุกยุคสมัย ต้องไปตามหมุดหมายที่คนเข้าปักเอาไว้แล้ว เราจะไปแค่เราไหว อยากหยุดดูต้นไม้ใหญ่ รากไม้ยักษ์ หินหัก ปราสาทใหญ่ ที่ไหนตรงไหนก็ได้ เพราะเรามีเวลากันตั้ง 4 วัน “มันจะเป็นทริปของเธอ” น้องสาวอมยิ้มเบาๆ แบบ เออ จะเชื่อ...เพราะเธอไม่เชื่อ! ก็เรามักจะคิดแทนคนที่เรารักว่า เราจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้ จัดสถานที่วางแผน หาร้านอาหาร หามุมที่จะทำให้เขามี “วันพักผ่อน” ที่สมกับการต้องลางาน และกับอนาคตที่เราไม่รู้สภาพร่างกายว่าหลังจากวันนี้ วันพรุ่งนี้เรายังมีวันของเราอยู่ไหม 

เสียมเรียบดูเร่งรีบขึ้น ถนนบางเส้นที่เป็นซอกซอยเคยเงียบเหงา ก็คึกคักไปด้วยการแปลงร่างตึกทาวน์เฮ้าส์ หรือตึกสามสี่ชั้นให้เป็นเกสต์เฮ้าส์ เหล็กเส้นคอนกรีต กองปูนซีเมนต์ กองทราย อิฐแดง บุ้งกี๋ เป็นเหมือนของประดับหน้าเกสต์เฮ้าส์ใหม่เกือบทุกที่ ขณะเดียวกันก็เฉิดฉายไปด้วยร้านกาแฟแนวบรูกลินผสมกรุงเทพฯ ผุดกระจายอยู่ในหลายย่าน เราเดินกันไปที่ Kandal Village ถนนเส้นเล็ก ๆ ที่มีตึกแถวเพดานสูงเรียงกันสองข้างตรอกถนน ร้านกาแฟที่ฉันชอบจากคราวที่แล้ว หมายมั่นว่าจะพาน้องเข้าไปจิบกาแฟผสมน้ำกะทิและขมิ้น เผื่อเธอจะได้แรงบันดาลใจในการดื่มกิน แล้วไปปรับสูตรเองที่บ้านบ้าง 

“ไม่อยากเข้าห้องแอร์น่ะ” 

แหม! ฉันก็ปล่อยมือจากประตูกระจกบานใหญ่ แล้วหันหลังขวับมาทางเธอ ราวกับถูกสะกดจิต 

“ไปที่อื่นก็ได้” 

เราเดินออกไปจากความศิวิไลซ์ในสายตาเรา ที่มีอยู่เพียงหยิบมือเดียวในเสียมเรียบ ไปเลาะริมกำแพงที่มีเก้าอี้และโต๊ะพลาสติกสีๆ ตั้งเป็นส่วนหนึ่งของร้าน เราเปิดหม้อ ดูกับข้าว ฝาปิดยังร้อน เพราะแกงเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ 

“อยากกินอาหารชาวบ้าน ๆ เธออยากกินไหม” 

ความจริงคำถามนั้น ควรออกมาจากปากฉันมากกว่า เพราะฉันมันดาวอาหารริมถนน ถึงแม้จะแพ้ผงชูรสก็ยังเอาตัวเข้าไปยอมเสี่ยงกินตลอด เพื่อให้ได้รู้จักรสชาติ...เรากินแกงไก่เขมร กินน้ำพริกปลาตำใส่ผักพื้นเมือง กินฟักทองบดผสมกะทินึ่ง และปลาแห้งหน้าตาหลากหลาย ที่คนขายข้าวแกงบอกว่าเป็นปลาจับมาจากทะเลสาป และทุกอย่างที่สั่งมาแล้วนั้น ถูกสั่งเพิ่มอีกชุดในหนึ่งมื้อนั้น...เราเจริญอาหารมาก 

คนต้องการคาเฟอีนอย่างฉัน เดินข้ามถนนมาร้านกาแฟ Crane Cafe เป็นร้านของคนที่นี่ที่ทำโปรดักชัน ทำหนัง ทำสารคดี ซึ่งฉันไม่ต้องอธิบายเพิ่มก็ได้ หากไม่ได้เจอเดนนิส คุณลุงอเมริกัน ผู้ที่ฉันยอมให้อ่านลายมือเพียงผู้เดียว เดนนิสเดินมาที่ร้านนี้พร้อม ๆ กันกับเราที่เดินข้ามถนนไปหากาแฟ อันนี้จะพูดว่าดวงก็ใช่ แต่เปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดจะดีกว่า เพราะพลังงานของคนที่มาร้าน Crane Cafe มาแบบไม่ต้องนัดกัน...เดนนิสอ่านฝ่ามือหลังฝ่ามือหน้าของฉัน เอาแป้งโรยมือเพื่อให้เส้นเด้งขึ้นมา แล้วเอาไฟฉายที่ฉันเคยให้เมื่อหลายปีที่แล้วส่องอ่านเส้นในฝ่ามือ และฉันก็ทำหน้าที่เป็นคนแปลให้น้องสาวตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมง หลายทีที่แปลออกไปแล้วทำให้เธอจ้องดึงมือกลับไปซับน้ำตา หรือไม่ก็เอามือไปปิดปากยามหัวเราะดัง เพราะฉันแปลตลก หรือเรื่องที่เขาคุยกันมันขำ ฉันก็จำไม่ได้แล้ว แล้วเราก็ลืมไปเลยว่า เรามาเสียมเรียบกันทำไม... 

พระอาทิตย์ตกดินและพระอาทิตย์ขึ้น นครวัดและนครธมคงไม่หนีเราไปไหน 

เราให้อิสระตัวเองอย่างเลื่อนลอยไปเรื่อย ๆ ในความร้อนแรงของแสงแดดแห่งเสียมเรียบ และเลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างไปในวันรุ่งขึ้นอย่างไม่รีบร้อน

7 โมงเช้าที่นิ่งเงียบและเย็นเยียบ เราก้าวเท้าเข้าไปในบริเวณปราสาทบายน ไม่ว่ากี่หนที่ได้เห็นปริศนารอยยิ้มพันหน้า ฉันยังตื่นเต้นเหมือนได้รู้จักเป็นครั้งแรก และไม่ต้องห่วงเลยว่าคนที่ได้เห็นครั้งแรกจะขนลุกหนาวแขนขนาดไหน นวลคลั่งในความมลังเมลืองอัศจรรย์ของแสงเช้า และความเงียบที่คมจนปลิดให้ใบไม้ร่วงปลิวตามลมได้ เราเหยียบผ่านหินแต่ละก้อนด้วยความสังวรณ์ว่ามีประวัติศาสตร์อยู่ใต้เท้า บันไดชันแคบมีเพียงช่องให้แหงนหน้าขึ้นไปเห็นฟ้า เพื่อให้เราได้ขึ้นไปยืนจ้องหน้ารอยยิ้มปริศนาของรูปสลัก ที่ลอบมองอัปสราอย่างมีนัยยะ ยากที่จะหยั่งความรู้สึกได้ว่าใบหน้าทั้งสองฝั่งมีบทสนทนาผ่านกาลเวลาด้วยรอยยิ้มกันอย่างไร ปราสาทบายนยังมีมนต์เดิมที่ฉันเคยรู้จัก แต่รอยยิ้มคราวนี้ที่สวยที่สุดของฉัน กลับไปปรากฏอยู่บนหน้าของหญิงสาวที่จูงมาด้วย

...เรานั่งรถมอเตอร์ไซด์พ่วงท้ายเป็นที่นั่งผ่านซุ้มประตูของอาณาจักรนครธม เห็นปราสาทไหนน่าสนใจ เราก็หยุดลงไปเดิน ลอดป่าเข้าไปหาปราสาทหินที่ซ่อนตัวอยู่ด้านใน พี่น้องดูจะตื่นเต้นตกใจกับต้นไม้ใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของปราสาทมากกว่าความงามทางศิลปะที่แกะสลักรูปและเรื่องต่าง ๆ ไว้ ความงามธรรมชาติแบบธรรมชาติที่ไม่ตั้งใจของต้นไม้และปราสาทหินมันจริงเหลือเกิน เพราะไม่มีศิลปินคนไหนจะสร้างได้อย่างน่าอัศจรรย์เท่าศิลปินที่ชื่อธรรมชาติแล้ว การมาถึงที่นี่คราวนี้ เราไม่ได้ทำทุกอย่างตามแบบที่ใคร ๆ ก็กำหนด แต่เรากำหนดเส้นทางที่อยากค้นหาเอง 

จนแล้วจนเล่า ฉันยังไม่ได้พาน้องสาวไปเห็นนครวัด

...ความทรงจำของเธอที่ยังพูดถึงเสมอถึงเที่ยวคราวนั้น คือ ข้าวแกงริมทาง และการได้คุยกับเดนนิส

©กรกฎ พัลลภรักษา 

อาณาจักรเหนือคลื่นสมัยใหม่และฝุ่นไรจากถนนในนูวาก็อต
“เปลี่ยนใจ เรียกแท็กซี่ให้ฉันได้ไหม” ขณะที่อ้อนวอน มือในกระเป๋ากางเกงก็กำแบงก์ที่เตรียมไว้แน่นขึ้น 

“ No need, you can do it.” อองดี เพื่อนไกด์ ที่เป็นธุระซื้อตั๋วรถตู้และพามาส่งท่ารถ ไม่ยอมให้ฉันเปลี่ยนใจ 

ก็มันเสียวจริง ๆ กับอีก 4 ชั่วโมงข้างหน้าจากกาฐมาณฑุ ฉันจะนั่งอยู่บนรถตู้โดยสารคันนี้ ที่มีหัวไชเท้ากอใหญ่ และเพื่อนร่วมทางที่มีตั้งแต่ใส่เสื้อผ้าสไตล์ร็อกสตาร์ ไปจนถึงชุดชนเผ่าเนวารีทั้งตัว และแค่ครึ่งบนปนกางเกงยีนส์ท่อนล่าง รวม 11 คน กับหัวไชเท้าต้นอวบใหญ่เท่าสองแขนหลายหัว นั่งอัดกันไป 

นูวาก็อต (Nuwakot) คือเมืองภูเขาที่ปลายทางของเนปาล 

เที่ยวกับเพื่อน แต่เพื่อนไปถึงที่พักที่ Famous Farm ในนูวาก็อตแล้ว เราต่างก็มาถึงกาฐมาณฑุไม่พร้อมกัน แต่เราพร้อมใจกันไปอยู่ที่ Famous Farm วังเก่าที่เปลี่ยนมาเป็นที่พักบนยอดเขา ความโดดเดี่ยวของที่พักมาพร้อมกับคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นที่พักที่เมื่อเดินเข้าไปแล้ว ให้แขวนความกังวลทุกอย่างเอาไว้ที่หน้าประตู ที่นี่ไม่มีสัญญาณไวไฟ หรือ Wi-Fi

ฉันไปถึงที่พักตอนค่ำ จังหวะการวิ่งของรถแท็กซี่ที่มารับฉันต่อจากรถตู้ พาฉันขึ้นเขาไปยัง Famous Farm มีไฟดวงน้อย ๆ ติดอยู่หน้าประตูเข้าสวนเท่านั้น โดยมีเพื่อน ๆ ที่มาก่อนยืนรอรับเพื่อพาเดินเข้า ‘บ้าน’ ฉันรู้สึกอย่างนั้น 

เราต่างมาเติมแบตเตอรีแบบไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้ากันที่นี่ Famous Farm เป็นเหมือนอาณาจักรของเรา วังเก่าที่พังทลายจากแผ่นดินไหวไม่กี่ปีที่ผ่าน แกร่งมากขึ้นจากการลงมือช่วยกันสร้างใหม่ให้อยู่ในสภาพที่เหมือนเดิมมากที่สุด ไม่เพียงจากช่างชาวบ้านในละแวกนี้ แต่ทีมที่ทำงานทุกคนต่างก็ลงมือสร้าง Famous Farm ขึ้นมาใหม่ด้วยกัน ต้นไม้ทุกต้น 

กอเฟื่องฟ้าที่เลื้อยไปตามขอบระเบียงของห้องพัก หรือเถาดอกไม้สีแดงเลือดหมูที่ห้อยระย้าเหมือนคริสตัลจากโคมไฟแชนเดอเลีย ฉันพาความรู้สึกมึนงงจากการเดินทางฝ่าดงฝุ่นและดงขยะระหว่างทางจากกาฐมาณฑุมาสู่สวรรค์บนภูเขา ทุกอย่างที่ฉันมองผ่านแสงเทียนบนโต๊ะกินข้าวที่อยู่กลางลานระหว่างตึกเก่าสองฝั่ง ทำให้รู้สึกเหมือนว่าได้หลุดออกไปอยู่ในหนังสงคราม ที่สงครามสงบลงด้วยงานเลี้ยง เสียงหัวเราะและความรักที่มากมายจากเพื่อน ๆ ที่อยู่ร่วมโต๊ะอาหารเดียวกัน เป็นบรรยากาศที่เราวางใจว่าจะช่วยรักษาและกอบกู้จิตวิญญาณความสุขคืนมาได้

©กรกฎ พัลลภรักษา 

Famous Farm คือปลายทางของการเดินทาง เป็นเหมือนวัดที่ให้ความร่มในใจ เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นที่มีแต่ความสนุกรอให้เดินเข้าไปสัมผัส เป็นสวนสวรรค์ที่ต้นไม้ทุกต้นเหมือนเป็นน้ำอมฤทธิ์ ให้ผลความสุขเพียงแค่เอานิ้วและมือไปลูบไล้ เป็นห้องอาหารพระราชวังในจินตนาการ กับอาหารเช้ามื้อใหญ่เสิร์ฟแบบไม่อั้นและเป็นของคุณภาพดีจากฟาร์ม จากครัว จากรวงผึ้ง จากไหเก็บอาหารข้ามฤดูกาล มีความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ใจร่ม เหมือนการเข้าวิหาร ที่มีเพื่อน ๆ เป็นนักบำบัด 

มนต์ธรรมชาติจากบรรยากาศรอบ ๆ คือการตื่นเช้า แล้วเปิดหน้าต่างระเบียงเพื่อมองเห็นภูเขา และเมฆที่ปูพรมเหนือยอดต้นไม้ มีอากาศสดชื่นที่เพียงสูดหายใจลึก ๆ หนึ่งทีเข้าปอด ก็รู้สึกว่าความเหี่ยวแห้งที่มีข้างในได้รับการสูบฉีดให้เปล่งปลั่ง มีพลังยืดออกไปอีกสี่ส้าห้าวันแล้ว 

ไม่มีใครพร้อมจะไปไหน และไม่ได้มีที่ให้ไปมากนัก นอกจากเดินลงเขาไปหมู่บ้าน เห็นกาเห็นไก่ และแวะดื่มชาจากร้านชาริมทาง และเดินต่อไปถึงเดอร์บาร์ ที่เป็นวังเก่าบนยอดเขาซึ่งเราเห็นได้จากระเบียงที่พัก ไม่มีร้านขายของตามแบบความเป็นเนปาล แต่ในหมู่บ้านมีร้านขายของชำ ที่มีหม้อชามกะละมังไหคนโทน้ำแบบที่ชาวบ้านใช้ ให้หอบกลับมาเป็นบรรยากาศเนปาลในบ้านจริง ร้านตัดเสื้อผ้าเล็ก ๆ มีผ้าฝ้ายลายเนวารีให้หญิงสาวได้มาวัดตัวและตัดใส่เป็นเสื้อใต้ส่าหรี เราอยู่ที่หมู่บ้านนั้นนานพอที่จะรอเสื้อตัดเสร็จ แต่เราตัดใจที่จะไม่เป็นผู้บริโภคแบบเคย แต่เสพบรรยากาศและจังหวะตัวเองมากกว่า  

การเป็นอยู่ของเรา ณ สถานที่แห่งนี้ คือการมาทำในสิ่งที่ขาดหายไปจริงๆ มันคือการ ‘หยุด’ และ ‘พักผ่อน’ จากโลกเดิมที่เราเสพติด เข้าสู่จักรวาลที่อยู่ตรงหน้าและมีการนับเวลาเป็นวินาที อยากจะบอกว่า Famous Farm ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากทำหน้าที่ในการให้ความสุขแบบเป็นธรรมชาติที่สุด ความหรูหราของประสบการณ์การอยู่ที่นี่ คือหัวใจบริการและหัวใจที่อยากทำให้คนที่มาอยู่สบายใจ ไม่ต้องคิดถึงอะไรทั้งนั้น ให้เราทำหน้าที่เดียว คืออยู่ ณ ที่นี้ให้มีความสุข อยู่กับตัวเอง อยู่กับเสียงนก อยู่กับธรรมชาติ นั่งเหม่อไปกับภูเขา เอาหนังสือมาอ่าน นั่งคุยกับเพื่อน ๆ เดี๋ยวพวกเราก็เอาชา กาแฟ ผลไม้ เอาอาหารมาให้พวกเธอเอง...ไม่อั้นด้วยนะ...อยู่ไปและจากไปอย่างมีความสุข หรือมีความสุขมากกว่าเดิม 

สำหรับเราสี่คนที่ร่วมทริป ตอนอยู่ในกรุงเทพฯ เราเจอกันเกือบทุกวัน แต่การที่เราเจอกันทุกวันในนูวาก็อต  เนปาลนี้ ทำให้เราไม่เหมือนเดิม เพราะเรามีความทรงจำของความสุขที่ดีกลับไปด้วยกัน และได้เติมแบตเตอรี่ด้วยบทสนทนาซึ่งกันและกัน

©Unsplash/Paolo D'Andrea

วินาทีของการเป็นอลิซในเวนิสแลนด์ 
ถ้าจะถามว่าที่ไหนโรแมนติกที่สุด ไม่ต้องคิดเลยที่จะตอบว่า ‘เวนิส’ และไม่มีเมืองไหนจะมีอานุภาพกระชับความรักได้เท่าที่นี่อีกแล้ว 

จะกี่ครั้งผ่านไป ฉันก็ไม่เคยได้มาเวนิสด้วยการกระชับความรักเลย แต่กลับชอบที่จะมาเมืองนี้คนเดียว ฉันมีความเป็นส่วนตัวราวกับเป็นเรื่องลับเหมือนการอาบน้ำ ที่ต้องรู้คนเดียวแบบนี้กับเวนิส

ไม่ว่าจะเป็นการสูดกลิ่นน้ำชื้น ๆ จากแม่น้ำ Grand Canal ที่กระเพื่อมคลื่นมาตีสะกิดกับขอบตลิ่งของท่าเรือ มันคือกลิ่นกรุงเทพฯ ของฉัน เป็นกลิ่นที่ทำให้มีความสุขกับการผจญภัย และขณะเดียวกันก็เป็นกลิ่นของความปลอดภัย คงเป็นกลิ่นเมืองที่มีอิทธิพลมากพอ ๆ กับจริตของเวนิสที่ทำให้ฉันรู้สึกหลงรัก อยากค้นหา อยากรู้จัก อยากอยู่ด้วยนานๆ และเป็นที่ที่ไม่อยากมาเที่ยวกับคนอื่น นอกจากอยู่กับตัวเอง ย้อนแยงกับอีกฟากของความรู้สึกที่มีอย่างสิ้นเชิง 

หลายทีที่ฉันเห็นรูปในโปสการ์ดหรือภาพถ่ายที่ตัวเองถ่ายเวนิส อดไม่ได้ที่จะจินตนาการตัวเองว่าเป็นอลิซ ในเวนิสแลนด์ ที่จะเดินท่อก ๆ เลี้ยวลัดไปในทุกซอกทุกซอย จับปลายกระโปรงเงยหน้ามองระเบียงหน้าต่าง มองลอดรั้ว แอบดมดอกไม้ที่เขาปลูกไว้ในแต่ละบ้านแบบนั้น เวนิสทำให้การเที่ยวในสถานที่จริง เกินจริงไปมาก ความคิดฉันละลาบละล้วงนอกสิ่งที่เห็นตลอดเวลา เพราะความสวยขลัง ๆ โทรม ๆ ลึกลับของเวนิสมันสะกดฉันได้ทุกที มันเหมือนไม่จริงเลยที่จะมีมนุษย์สามารถสร้างเหมือนเสกความสวยดั่งเทพนิยายให้เกิดขึ้นจริง ให้สัมผัสได้ทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จังหวะ วิญญาณ และอารมณ์ บนเกาะกลางน้ำแบบนี้ หลายฤดูหลายการเดินทางยิ่งทำให้รู้สึกว่าเวนิสคือความท้าทายทั้งมันสมอง และสองมือมนุษย์ ที่สร้างเวนิสให้เหมือนโลกอีกใบที่ทำให้คนเพ้อคลั่งได้ จากความสวยไร้บรรยายจนอยากละลายหายตัวไปจากโลกและสิงสถิตย์อยู่ที่นั่นทั้งวันทั้งคืน การเที่ยวคนเดียวที่นี่สำหรับฉัน เป็นการให้เวลากับตัวเองในความหลง ทั้งหลงรักและหลงทางให้มากที่สุด

เวนิสมีซอกซอย มีเรือ มีคลองเป็นถนน และไม่มีรถยนต์วิ่ง คงเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าคนเดินถนนเป็นใหญ่ในการเดิน มีอิสรเสรีในการใช้ถนนหนทางได้เต็มที่ อย่างที่ไม่ปล่อยให้ความระแวงแย้มหน้าเข้ามากระซิบ เพราะเวนิสไม่มีรถวิ่ง เวนิสคือเกาะ เป็นเกาะเล็ก ๆ ร้อยกว่าเกาะที่เกาะกัน สะพานสี่ร้อยกว่าสะพาน มีคนเวนิสโดยกำเนิดอยู่เพียงไม่ถึง 60,000 คน แต่มีนักท่องเที่ยวมาย่ำเกาะกว่า 22 ล้านคนต่อปี ส่วนมากแล้วเป็นนักท่องเที่ยวมาจากเรือสำราญ ที่ถล่มถนนเล็ก ๆ ให้เต็มไปด้วยคนหลายร้อยในเวลาอันสั้น แต่พวกเขาไม่ได้อยู่บนเกาะ ไม่ได้เห็นว่าเวนิสตอนเช้าและตอนค่ำสวยขนาดไหน! 

ถ้าจะไปเวนิส ต้องอยู่บนเกาะ เกาะติดทุกบรรยากาศให้สมกับความอยากไปเห็น เจ้าของที่พัก Campiello Zen B&B ที่เป็นพาลาซโซ่หรือวังเก่าในสไตล์เรอเนสซองส์ ซูซานาและอันดรีอา คู่สามีภรรยาเล่าให้ฟังถึงความสุขของการอยู่บนเกาะว่า มันเป็นการตื่นขึ้นมาทำงานท่ามกลางบรรยากาศที่อยากอยู่ ถึงแม้เกาะจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่เขาก็ทำให้ฉันได้เห็นเวนิสแบบที่เขารู้จัก พวกเขาบอกให้ฉันเดินไปบนถนนที่พวกเขาเดินผ่านกันตั้งแต่เด็ก ๆ และบอกบ้านเลขที่ที่ฉันจะผลักประตูเข้าไปเห็นโบสถ์เก่า หรือวังที่ใช้เป็นสถานที่แสดงงานศิลปะ ร้านขายหนังสือ Venice’s Libreria Acqua Alta ร้านเดียวในโลก ที่ปล่อยให้น้ำท่วมร้านเพราะหนีไปไหนไม่ได้ แต่แก้โดยเอาหนังสือที่ขายใส่อ่างอาบน้ำและเรือตั้งไว้ในร้านแทน พอน้ำท่วมก็ลอย ยกหนีไม่ทันก็ปล่อยให้เปียก แล้วกลายเป็นที่นั่งเป็นบันได ให้คนที่มาทีหลังได้มานั่ง มาเหยียบกันที่หลังร้าน หรือแม้แต่ร้านทอผ้าที่ยังดำเนินกิจการอยู่สืบ ๆ มาหลายร้อยปี Luigi Bevilacqua โรงงานทอผ้าลายกำมะหยี่ 3 มิติ ที่ฉันก็ผลักประตูเข้าไปสูดกลิ่นสวย ๆ ได้ คงเป็นเพราะเราชอบอดีตชอบประวัติศาสตร์ในแบบที่ยังมีชีวิต ไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ หรือกลายเป็นโบราณสถานไปแล้ว เวนิสของเราจึงต้องอยู่คนเดียว เพื่อจะใช้เวลาเนิ่นนานเท่าไหร่ก็ได้ให้อิ่มหนำตามลำพัง เพราะการหลงไปเรื่อย ๆ แบบนี้ เราไม่รู้เลยว่าจะได้เจอปลายทางที่ไหน 

...ฉันรู้สึกว่าเวนิสมีหลายชีวิต และมีหลายหน้ากาก โฉมหน้าแบบต้อนรับนักท่องเที่ยว และโฉมหน้าแบบที่เป็นตัวของตัวเอง ในความสงบนิ่งของแสงมืดจากฟากฟ้า ที่มีแสงไฟของถนนเท่านั้นที่ส่องสว่างให้ความอบอุ่น และเผยเสน่ห์ความเป็นเวนิสได้จริง ๆ ฉันว่าเวนิสเหมือนผู้หญิงขี้อายที่จะตื่นในความมืด แล้วค่อย ๆ ผลัดเสื้อผ้าใหม่เป็นชุดที่ตัวเองไม่ต้องโชว์ให้ใครเห็น ผ่านไปในซอกซอยของความเศร้าสร้อย ให้ความรื่นเริงและเสียงเพลงแห่งกลางคืนลอยปลิวฉิวผ่านเรือกอนโดล่าที่จอดนิ่งบนผิวน้ำในคลองเล็ก ๆ ปลุกให้คนที่ไม่เคยรู้จักเวนิสใต้หน้ากากราตรีได้สัมผัสและรู้จักกัน แล้วหยิบรองเท้าคู่ถนัดมาใส่เต้นรำข้ามจัตุรัสซานมาร์โกในเวลากลางคืนที่ทุกคนหลับไหลไปถึงตอนเช้าตรู่ที่ยังไม่มีใครตื่น

และนี่คือเหตุผลของการได้อยู่คนเดียวในเวนิส ที่เราสามารถกระชับความโรแมนติกให้กับตัวเอง โดยที่ไม่ต้องจินตนาการถึงคนอื่น นอกจากเวนิส  

...

การท่องเที่ยวสำหรับบางคนบอกว่ามันคือความฟุ่มเฟือย ตรงกันข้ามสำหรับฉัน มันคือความร่ม ความสุข และเบาะห่อหุ้มความเปราะบางหรือรองรับความบอบช้ำในการใช้ชีวิตเยี่ยงสนามรบในรูปแบบที่ไม่มีบาดแผล 

Vacation การเดินทางในวันหยุด จะพักผ่อนหรือจะเที่ยว อาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ปลายทางว่าเป็นสถานที่ แต่แปลว่า เราอยากได้อะไรจากการเดินทางนั้นมากกว่า ต้องการเยียวยา เสริมสร้างพลัง ให้แรงบันดาลใจ หนีความวุ่นวาย ลบเลียหัวใจ หรือไปเพราะอยากเพิ่มสุข แต่... ฉันว่าอย่ารอให้ต้องโหยหาจนกระทั่งการไปมันไม่มีความหมายอะไร เหมือนทาโลชั่นตอนผิวแตกแห้งแล้ว ถึงครีมเข้มข้นขนาดไหนก็ซึมเข้าไปไม่ได้ เพราะมันแห้งจนยากจะสมาน

ที่มาภาพเปิด: Unsplash/Dylan Sosso

เรื่อง/ภาพ : กรกฎ พัลลภรักษา