image

Business & Industrial

อุรุกวัย: ได้เปรียบแบบเล็กพริกขี้หนู

Published Date : 12 ก.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

4,608

เมื่อพูดถึงประเทศเล็กๆ ในทวีปอเมริกาใต้อย่าง "อุรุกวัย" เชื่อได้เลยว่าเราชาวไทยส่วนใหญ่ไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับประเทศนี้

นี่คือประเทศเล็กจ้อยที่ถูกขนาบข้างโดยประเทศที่มีขนาดใหญ่โต อย่างอาร์เจนตินาที่ใหญ่กว่า 16 เท่า และบราซิลที่ใหญ่กว่าถึง 48 เท่า แต่จะบอกว่าอุรุกวัยไม่มีความสำคัญก็เห็นจะไม่ใช่ เพราะทั้งประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน และอนาคตของอุรุกวัยนั้นไม่ธรรมดา

ใครที่ติดตามวงการฟุตบอลอยู่บ้าง อาจพอนึกถึงศูนย์หน้าชื่อก้องโลกอย่างหลุยส์ ซัวเรซ หรืออาจรู้ไปไกลกว่านั้นว่าอุรุกวัยนี่แหละคือเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1930 และครองตำแหน่งแชมป์โลกถึงสองสมัยมาแล้ว (ในปี 1930 และ 1950)

©wikimedia.org

การได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก บอกเราได้เป็นอย่างดีว่าประเทศดังกล่าวรุ่งเรืองไม่น้อยในยุคนั้น นอกเหนือจากความจริงที่ว่าประเทศยุโรปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี สวีเดน เนเธอร์แลนด์ สเปน ฮังการี ต่างต้องถอนตัวนาทีสุดท้ายเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ในขณะที่ทีมชาติอุรุกวัยในตอนนั้นเป็นเจ้าของเหรียญทองกีฬาโอลิมปิกสองครั้งซ้อนในปี 1924 และ 1928

ผ่านช่วงเวลาหลังสงครามโลก จนเข้าสู่ยุคเผด็จการทหารครองอำนาจในทศวรรษ 1970 จนถึงช่วงเวลาที่เศรษฐกิจย่ำแย่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 อุรุกวัยในปัจจุบันกลับมาเป็นประเทศชั้นนำของทวีปอเมริกาใต้ในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นระดับรายได้ การกระจายความกินดีอยู่ดี เสรีภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างประเทศ ระดับความเป็นประชาธิปไตย สันติภาพ เสรีภาพสื่อ ไปจนถึงการเป็น E-government 

พูดใหม่ก็คือ อุรุกวัยที่หลายคนพอได้ยินชื่ออาจเป็นคิดว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนานั้น เป็นประเทศพัฒนาแล้วหัวแถวของภูมิภาค

แต่หากศึกษาประวัติศาสตร์ดีๆ ก็ต้องบอกว่า นี่คือประเทศที่สร้างตัวเองจากความเสียเปรียบอย่างแท้จริง

อนุสรณ์สถานของ José Gervasio Artigas วีรบุรุษแห่งประเทศอุรุกวัยตั้งอยู่ที่ Plaza Independencia เมือง Montevideo
©flickr/Trevor Pritchard

Unfair Disadvantage 1: ไร้เงิน ไร้ทอง
ไม่ต่างจากประเทศลาตินอเมริกาส่วนใหญ่ อุรุกวัยก็คืออดีตประเทศอาณานิคมตะวันตก

แม้ประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ว่าพวกเขาคืออดีตอาณานิคมของสเปน แต่สิ่งที่ถูกต้องมากกว่าก็คือ การเป็นพื้นที่แย่งชิงอำนาจของตะวันตกหลายประเทศรวมกัน

เป็นโปรตุเกสที่มาถึงอุรุกวัยก่อน แต่ด้วยความที่อุรุกวัยไม่มีทรัพยากรมีค่าอย่างแร่เงินและแร่ทอง ประเทศเจ้าของอาณานิคมจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอุรุกวัยสักเท่าไร

จนกระทั่งสเปนมาถึง และก่อตั้งเมือง "มอนเตวิเดโอ" ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอุรุกวัยในปัจจุบัน โดยผู้ก่อตั้งก็คือผู้ว่าการเมืองบัวโนสไอเรสขณะนั้น ที่มุ่งหวังให้เมืองใหม่นี้ทำหน้าที่เหมือนกองกำลังรักษาการณ์ของสเปนเพื่อป้องกันการเข้ามาของโปรตุเกสจากทางบราซิล 

สิ่งที่ตามมากับการมีกองกำลังอยู่ประจำในพื้นที่ก็คือการค้า ไม่นานหลังจากก่อร่างสร้างเมือง มอนเตวิเดโอก็ทวีความสำคัญและกลับกลายเป็นคู่แข่งบัวโนสไอเรสในการเป็นเมืองท่าเสียเอง

ความสำคัญแท้จริงของอุรุกวัยจึงมาถึงในวันที่มันเป็นเขตกันชนระหว่างสเปนและโปรตุเกส สองประเทศเจ้าอาณานิคมที่แบ่งกันครองพื้นที่ในทวีปอเมริกาใต้ฝั่งซ้ายและขวา เพราะทำเลที่ตั้งของประเทศอุรุกวัยในปัจจุบัน ก็คือพื้นที่ทางด้านขวาของประเทศอาร์เจนตินา และทางตอนใต้ของบราซิล

©วันแรกของกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศอุรุกวัย ภาพวาดโดย Juan Manuel Blanes

Unfair Disadvantage 2: เจริญได้เพราะภัยมา
แต่อเมริกาใต้ไม่ได้ถูกครอบครองโดยโปรตุเกสและสเปนเท่านั้น เพราะในเวลาต่อมา อังกฤษและฝรั่งเศสก็มาถึง

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 มอนเตวิเดโอก็ครอบครองโดยกองกำลังหลากเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สเปน อาร์เจนตินา โปรตุเกส และบราซิล จนพัฒนาเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามกลางเมือง

แต่เรื่องน่าประหลาดใจก็คือ ระหว่างการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในการปกครองอุรุกวัยนั่นเองที่มอนเตเดวิโอเฟื่องฟูและก้าวขึ้นมาเป็นเมืองท่าสำคัญ

พูดอีกอย่างได้ว่า ท่ามกลางความขาดแคลนทรัพยากร อุรุกวัยสร้างประเทศของพวกเขาขึ้นมาจากการเป็นศูนย์กลางความขัดแย้ง

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 อุรุกวัยเปลี่ยนผ่านอย่างก้าวกระโดด ด้วยการพัฒนาโครงสร้างทางการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตยและมีเสถียรภาพ ใช้นโยบายทางสังคมแบบก้าวหน้าในด้านความเท่าเทียมและให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งหาได้ยากในประเทศอื่นทั่วโลกขณะนั้น การเป็นรัฐสวัสดิการแห่งแรกในภูมิภาครวมถึงระบบการศึกษา สาธารณสุข และกฎหมายที่ก้าวหน้ากว่าประเทศลาตินอเมริกาอื่น ทำให้อุรุกวัยมีภาพลักษณ์เป็นยูโทเปียของชนชั้นกลางที่ได้รับการขนานนามว่า "สวิตเซอร์แลนด์แห่งดินแดนอเมริกาใต้" 

แต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ไม่ได้สดใสสักเท่าไร สำหรับอุรุกวัยมันคือช่วงเวลาของความชะงักงันทางเศรษฐกิจ ตามด้วยการเข้าสู่ยุคเผด็จการทหารที่ทำให้คุกของอุรุกวัยเต็มไปด้วยนักโทษการเมือง สวิตเซอร์แลนด์แห่งดินแดนอเมริกาใต้เริ่มต้นศตวรรษที่ 21 ด้วยปัญหานานัปการ รวมถึงความล้มเหลวในการบริหารรัฐสวัสดิการที่ดำเนินงานโดยรัฐ

แล้วการเลือกตั้งในปี 2004 ก็มาถึง พันธมิตรพรรคการเมืองหลายพรรคที่มีอุดมการณ์ค่อนไปทางสังคมนิยม ได้รวบรวมเสียงในสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลผสมนี้สามารถฟื้นฟูสถานการณ์เศรษฐกิจให้กลับคืนขึ้นมา และสร้างมาตรฐานความเป็นอยู่ของชาวอุรุกวัยให้ดีขึ้นอีกครั้ง

La Mano (The Hand) งานประติมากรรมของศิลปินชาวชิลี Mario Irarrázabal ตั้งอยู่ในเมือง Punta del Este
©wikipedia.org

Unfair Disadvantage 3: หากเสียเปรียบในเกมเดิม จงหาทางเริ่มเกมใหม่
ในปัจจุบัน อุรุกวัยเป็นประเทศลาตินอเมริกาที่มีระดับรายได้เป็นรองเพียงชิลี  และเมืองหลวงอย่างมอนเตเดวิโอได้รับการจัดอันดับโดยเมอร์เซอร์ให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้มาตั้งแต่ปี 2005

ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จของอุรุกวัยมาจากความโปร่งใสและการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ทำให้ระดับการคอร์รัปชั่นต่ำมากและการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจประสบความสำเร็จ โดยเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งก็คือ การผ่านกฏหมายที่เอื้อให้สาธารณะเข้าถึงข้อมูลการดำเนินงานของรัฐในปี 2008

เรื่องราวการเปลี่ยนความเสียเปรียบเป็นความได้เปรียบของอุรุกวัยน่าสนใจมากขึ้นไปอีก เมื่อในปัจจุบันอุรุกวัยคือประเทศที่ใช้พลังงานทดแทนเกือบ 100%

อุรุกวัยไม่เพียงขาดแคลนแร่เงินและแร่ทอง พวกเขายังขาดแคลนแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ ในอดีตนอกจากการพึ่งพาพลังงานน้ำ อุรุกวัยต้องนำเข้าน้ำมัน และซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอาร์เจนตินาและบราซิล

ย้อนกลับไปในช่วงเปลี่ยนผ่านศตวรรษ สินค้านำเข้าร้อยละ 27 ของอุรุกวัยก็คือน้ำมัน ผ่านมาสิบกว่าปี สินค้านำเข้าสำคัญของอุรุกวัยกลับกลายเป็นกังหันลม 

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนของอุรุกวัยเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในปี 2012 พลังงานทดแทนยังคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 40 เทียบกับในปัจจุบันที่ใช้พลังงานทดแทนเกือบทั้งหมด และแน่นอนว่าเป็นพลังงานที่ผลิตได้เอง

โดยสัดส่วนการผลิตพลังงานในปัจจุบันของอุรุกวัยนั้นมาจากพลังงานน้ำราวร้อยละ 60 ส่วนที่เหลือมาจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวภาพ การพึ่งพาพลังงานทดแทนประเภทอื่นนอกจากน้ำ ยังหมายถึงความสามารถในการกักเก็บน้ำไว้เพื่อสู้กับภัยแล้ง โดยไม่ต้องนำมาผลิตพลังงานทั้งหมด

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่มันหมายถึงการลดความเสี่ยงต่อภัยแล้งได้ถึงร้อยละ 70 ในประเทศที่จีพีดีราวร้อยละ 2 ถูกกระทบในปีที่ฝนแล้ง

ในเวลาไม่ถึงสิบปี อุรุกวัยไม่เพียงลดการปล่อยคาร์บอนได้มหาศาล แต่ยังลดค่าไฟลงได้มโหฬาร โดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐแต่อย่างใด นี่คือประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากรัฐสวัสดิการที่ล้มเหลวเพราะรัฐรับภาระมากเกินไป สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งพัฒนาสังคมบนพื้นฐานของการตัดสินใจที่เด็ดขาดในการผลักดันนโยบายก้าวหน้า สร้างนิเวศที่ขับเคลื่อนได้ทุกอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการลงทุนสำคัญเป็นระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใส

ในปี 2014 กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประกาศให้อุรุกวัยเป็นประเทศกลุ่ม "ผู้นำด้านพลังงานสะอาด" เนื่องจากเป็นประเทศผู้นำเทรนด์ในการลงทุนเพื่อพลังงานทดแทน พลังงานทดแทนสำหรับอุรุกวัยจึงไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบในการผลิต แต่เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจสำคัญในตัวมันเอง

นอกจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน จะเป็นการตอกย้ำความเป็นประเทศเหนือชั้นในภูมิภาค มันยังเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า  และที่สำคัญ อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนกลับกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ

นี่จึงเป็นวิสัยทัศน์ “เกมเปลี่ยนมือ” เพราะจากที่ต้องนำเข้าไฟฟ้าจากอาร์เจนตินาและบราซิล ปัจจุบันอุรุกวัยกลับเป็นผู้ส่งออกไฟฟ้าให้กับเพื่อนบ้านสองประเทศนั้น

วิสัยทัศน์นั่นเองที่เป็นความได้เปรียบอันไร้คู่ต่อกร  เพราะมันสามารถเปลี่ยนประเทศเล็กจ้อยไร้ทรัพยากรที่เคยต้องพึ่งพาเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ สู่การเป็นประเทศผู้นำในการนำพาเพื่อนบ้านทั้งหลายสู่อนาคต

ที่มาภาพเปิด : flickr/Renzo Olivieri

ที่มา
บทความ Uruguay - Renewable Energy Equipment จาก export.gov
บทความ Uruguay makes dramatic shift to nearly 95% electricity from clean energy โดย Jonathan Watts จาก theguardian.com
บทความ คอร์รัปชันในลาตินอเมริกา (ตอนที่ 2): คิดจะโปร่งใส ต้องกล้าจะเปิดเผย บทเรียนจาก “อุรุกวัย” จาก thaipublica.org
บทความ Uruguay country profile จาก bbc.com
บทความ How one country made a dramatic shift to nearly 95% clean energy in just 10 years โดย Jonathan Watts จาก businessinsider.com

เรื่อง : Little Thoughts