image

Design & Creativity

Tirana, Albania สีสัน ความรื่นร่ม และพลังเยาวชน สัมผัสแห่งความหวังครั้งใหม่ของคนเมือง

Published Date : 1 ส.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

1,307

“เกาหลีเหนือในยุโรป” คือภาพบรรยากาศเมืองติรานา (Tirana) ครั้งเก่า จากคำบอกเล่าของนายกเทศมนตรีคนปัจจุบันที่บรรยายถึงเมืองหลวงสีเทาแสนสิ้นหวังของประเทศแอลเบเนียนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งชาวเมืองเคยอยู่อย่างไร้เสถียรภาพภายใต้การปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ตลอดช่วงหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งในปี 1991 ที่ประเทศได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระและประชาชนเริ่มมีความหวังครั้งใหม่ด้วยระบบเศรษฐกิจแบบเสรี 

แต่ชาวเมืองที่ยังใหม่กับอิสรภาพก็ยังต้องต่อสู้กับความทรงจำหม่น ๆ ที่หยั่งรากลึกในใจมาแสนนาน และด้วยงบประมาณเมืองที่เกือบเรียกได้ว่า “ติดลบ” ทำให้ผู้นำเมืองในขณะนั้นต้องเรียกใช้พลังความสร้างสรรค์ที่ไร้ซึ่งขีดจำกัดมาสร้างความหวังให้ชาวเมืองได้เห็นว่า ชีวิตและอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสครั้งใหม่สามารถเริ่มต้นขึ้นได้ง่าย ๆ ด้วยการออกแบบและพัฒนาเมืองที่มอบความรู้สึกให้ประชาชนได้รับรู้ว่า ‘พวกเขาคือเจ้าของเมืองที่แท้จริง’

สีสันที่นำมาซึ่งความหวัง
งบประมาณเมืองที่เหลือศูนย์ในช่วงที่เอดิี รามา (Edi Rama) ศิลปินที่เคยอยู่ในแวดวงศิลปะมากว่า 11 ปีและอดีตนายกเทศมนตรีแห่งเมืองติรานา (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ) ทำให้เขาต้องอาศัยพลังความคิดสร้างสรรค์ในการปลุกระดมความหวังครั้งใหม่ให้กับเมืองสีเทาที่ดูราวกับว่ายังคงปกคลุมด้วยความหวาดระแวงและไร้ซึ่งความหวังในยุคสมัยที่เป็นเมืองภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์มาก่อน “สีสัน” จึงเป็นตัวเลือกแรกที่ถูกนำมาใช้ในการปรับโฉมเมืองเพราะใช้งบประมาณไม่มากและยังสามารถมอบสัมผัสแห่งความหวังให้กับชาวเมืองแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

“หลังจากที่เราทาสีเหลืองสดลงไปที่อาคารเก่า ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรปออกมาเรียกร้องและขัดขวางว่าสีนี้ไม่ตรงกับมาตรฐานของชาวยุโรป แต่ผมก็บอกไปว่าขอโทษด้วย แต่เราจะไม่ประนีประนอม เพราะการประนีประนอมทางสีก็หมายถึงเราจะได้สีเทา และเราก็มีสีเทามากพอแล้ว นี่จึงถึงเวลาแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลง... และสีสันมากมายที่เกิดขึ้นนี้ ก็มอบความหวังครั้งใหม่ให้คนในเมืองจริง ๆ พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ลืมไปแล้ว เช่นว่าพวกเขาคือเจ้าของเมืองแห่งนี้ สีสันนำมาซึ่งความงามที่มอบความรู้สึกปลอดภัยและน่ารักษา พวกเขาจึงทิ้งขยะลงบนท้องถนนน้อยลง เริ่มจ่ายเงินภาษี และการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น” รามากล่าวถึงการใช้สีสันที่สามารถเปลี่ยนเมืองของเขาในเวทีเท็ดทอล์ก โดยเขายังเล่าต่อถึงเหตุการณ์ภายหลังจากนั้นด้วยว่า “ผมจำได้ว่าหลังจากทาสีเสร็จและเราเริ่มปลูกต้นไม้ ผมเห็นเจ้าของร้านค้ากำลังปลดหน้าต่างมืดทึบออกไปแล้วใส่กระจกใสเข้าแทนที่ ผมถามพวกเขาว่าทิ้งหน้าต่างเก่าทำไม เขาก็ตอบกลับมาว่า เพราะเดี๋ยวนี้ถนนดูปลอดภัยมากกว่าเมื่อก่อนแล้ว” มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดทีเดียวที่รามาเผยว่า ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรที่เพิ่มความปลอดภัยอย่างการเพิ่มกำลังตำรวจตรวจตราให้ชาวเมืองเลยแม้แต่น้อย แต่สีสันที่เพิ่มขึ้นและต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่นกลับทำให้ชาวติรานารู้สึกปลอดภัยและเหมือนได้รับความคุ้มครองมากกว่าแต่ก่อน และจำนวนอาชญากรรมก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน 

นอกจากการสร้างสีสันที่ช่วยฟื้นฟูความหวังให้กับเมืองแล้ว การทำลายซากหลักฐานของอดีตอันขมขื่นอย่างตึกเก่าและสิ่งก่อสร้างผิดกฎหมายในยุคคอมมิวนิสต์ เพื่อทวงคืนพื้นที่สาธารณะใหม่ให้เมืองติรานา ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางในการสร้างความรู้สึกของการเป็น “เจ้าของเมือง” ร่วมกัน โดยรามาได้ทำการทุบอาคารเก่าทิ้งไปมากกว่า 5,000 แห่ง เพิ่มการปลูกต้นไม้สูง รวมทั้งต้นไม้พุ่มเตี้ย เพื่อประดับประดาตามถนนหนทางมากกว่า 55,000 ต้น และยังจัดตั้ง “ภาษีสิ่งแวดล้อม” (Green Tax)1 ที่ชาวเมืองและนักธุรกิจยินดีที่จะจ่าย เพราะมันทำให้เมืองของพวกเขาน่าอยู่มากขึ้นนั่นเอง

เมืองสนามเด็กเล่น
แต่สีสันและพื้นที่สาธารณะใหม่ก็ใช่ว่าจะสามารถลบล้างความรู้สึกหวาดระแวงและคลางแคลงใจของกันและกันในยุคที่ผู้คนเคยอยู่ในบรรยากาศการเมืองแบบเผด็จการได้อย่างหมดสิ้น อิเรียน เวเรียเอจ (Erion Veliaj) นายกเทศมนตรีคนปัจจุบันจึงได้โฟกัสไปที่เด็ก ๆ กลุ่มคนที่มีมุมมองอันบริสุทธิ์ต่อโลกใบนี้ เพื่อเริ่มต้นสร้างความหวังครั้งใหม่ให้กับติรานาอีกระลอก

“เด็ก ๆ คือนักปฎิวัติระดับครัวเรือน” เวเรียเอจได้แสดงทัศนคติที่มีต่อพลังเยาวชนว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองได้ โดยเขาและทีมงานได้ริเริ่มทำแผนการพัฒนาและออกแบบเมืองติรานาให้เป็นเมืองที่เป็นมิตรกับเด็ก ๆ (Child-Friendly Urban Design) เพื่อให้เยาวชนเป็นตัวกลางในการปลุกความหวังให้กับประชาชนใน 2 เจเนอเรชันก่อนหน้า ที่ยังคงฝังใจกับความอ่อนไหวทางการเมืองในยุคก่อน การได้เห็นเด็ก ๆ ในครอบครัวสามารถวิ่งเล่นได้อย่างมีความสุขในบรรยากาศเมืองใหม่ที่มีความปลอดภัยมากกว่าเก่า จึงเป็นการยืนยันได้ว่ายุคเมืองหม่น ๆ สีเทาได้จบลงไปแล้ว

ติรานาเริ่มต้นแผนการลงทุนเพื่ออนาคตเยาวชนอย่างจริงจังครั้งแรกในปี 2015 โดยเวเรียเอจได้มองเห็นสภาพโรงเรียนอนุบาลในเมืองว่าไม่ต่างจากคุกน้อย ๆ ที่เคยบ่มเพาะชาวเมืองรุ่นก่อนให้มีนิสัยก้าวร้าวและรุนแรง เพราะสภาพแวดล้อมแบบเก่า ๆ ในสังคมคอมมิวนิสต์ไม่เอื้อให้เด็กเติบโตได้อย่างสร้างสรรค์ เขาและทีมงานที่ไม่ได้มีงบประมาณมากนัก จึงพยายามชักชวนองค์กรและกลุ่มคนที่มีกำลังและอยากเปลี่ยนแปลงสังคมให้เข้ามาช่วยกันเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงเรียนอนุบาล 32 แห่งในเมืองให้ดีขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนอย่างล้นหลาม 

จากนั้นคณะนายกเทศมนตรีของเวเรียเอจจึงได้เสนอแผนการพัฒนาที่เรียกว่า Tirana Grand Park หรือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันออกที่มีไฮไลต์เด่นเป็นสนามเด็กเล่นที่ออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติ ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากครอบครัวในเมืองติรานาตามคาดเช่นกัน "ชาวเมืองชอบมาบอกกับผมว่า สิ่งที่พวกเราทำมันยอดเยี่ยมมาก แต่คุณสามารถทำได้มากกว่านี้อีกนะ และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของความเชื่อที่ว่า เมืองของเราเปลี่ยนแปลงได้โดยการโฟกัสไปที่เด็ก ๆ" อาบจัน มาสนิกุ (Arbjan Mazniku) รองนายกเทศมนตรีกล่าว ซึ่งต่อมาทีมงานของเขาก็ได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ในการเปลี่ยนพื้นที่ทิ้งร้างอย่างโรงจอดรถเก่าและอาคารผิดกฎหมายต่าง ๆ ให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นสาธารณะอีกกว่า 44 แห่งทั่วเมือง และล่าสุดติรานายังได้รับเลือกให้เป็น “เมืองหลวงเยาวชนยุโรป” ประจำปี 2022 โดย European Youth Forum อีกด้วย

 

เมืองนี้ให้ “เด็ก” เป็นใหญ่
‘หากสามารถสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับเด็กน้อยได้ ก็เหมือนกับว่าได้สร้างเมืองที่เป็นมิตรกับทุกคนแล้ว’ นี่คือแนวคิดที่เรียบง่ายและได้ผล เพราะโยนิ บาโบชิ (Joni Baboci) ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและพัฒนาเมืองติรานาได้ใช้หลักการนี้ในการสร้างเมืองติรานาใหม่ที่ยืดกลุ่มประชาชนที่อ่อนแอที่สุด แต่ก็เป็นความหวังของสังคมมากที่สุดอย่างเยาวชนเป็นศูนย์กลาง เพราะเชื่อว่าเมืองที่สามารถดูแลเด็ก ๆ หรือลูกของประชาชนได้ ก็หมายถึงเมืองที่อยู่แล้วดีต่อใจและปลอดภัยในความรู้สึกนั่นเอง โดยนอกเหนือจากการปรับโฉมโรงเรียนอนุบาลและสร้างสนามเด็กเล่นทั่วเมืองแล้ว ทีมงานพัฒนาเมืองติรานายังส่งเสริมหลักสูตรสอนการใช้ถนนและจักรยานอย่างปลอดภัยให้กับเด็กตั้งแต่วัยอนุบาล เพื่อให้เด็กน้อยเหล่านี้ได้เป็นตัวกลางชักชวนผู้ใหญ่ในบ้านให้หันมาปั่นจักรยานหรือเดินเท้าไปเที่ยวเล่นในเมืองแทนการใช้รถยนต์ รวมทั้งการจัดพื้นที่ตลาดสดในวันหยุดที่สอนเด็ก ๆ เรื่องการปรุงอาหารแบบใส่ใจทุกกระบวนการหรือสโลว์ฟู้ด (Slow-food) ซึ่งถือเป็นวิธีการหนึ่งที่ส่งเสริมให้เด็กในเมืองและครอบครัวใส่ใจเรื่องการบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะมากขึ้น โดยการออกแบบเมืองที่ไม่ได้หยุดไว้เพียงแค่การสร้างสนามเด็กเล่น เลนจักรยานหรือทางเดินเท้า แต่ยังคิดต่อยอดไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ชาวเมืองติรานาให้ดีขึ้นเช่นนี้ น่าจะนับว่าเป็นภาพสะท้อนของแนวคิดการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เหมือนกับที่บาโบชิได้กล่าวเอาไว้ว่า “การออกแบบที่ดีไม่ใช่เพียงแค่การสร้างฮาร์ดแวร์ที่ดี แต่ยังรวมถึงการสร้างซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องด้วย”

 

ปรับความคิด = เปลี่ยนเมือง
จากความสำเร็จในการเลือกลงทุนไปที่อนาคตของเด็ก ๆ ในเมือง ทำให้เมืองแห่งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อยอดหลังจากนั้น คือการพัฒนา Skanderbeg Square หรือพื้นที่สาธารณะเดินเท้าขนาดใหญ่ซึ่งตั้งใจให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการทำกิจกรรมของชาวเมืองและครอบครัว โดยทางเทศบาลเมืองได้กำหนดวันพิเศษให้เด็ก ๆ ออกมาปั่นจักรยานเล่นกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ให้ครอบครัวได้มาทำกิจกรรมร่วมกันและงดการใช้รถยนต์ในพื้นที่สาธารณะแห่งนี้

“พวกเราคลั่งไคล้การใช้รถยนต์เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ว่ายุคคอมมิวนิสต์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว รถยนต์คือภาพแทนของการมีชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ที่ประกาศให้เพื่อนบ้านได้ทราบว่า เราไม่ใช่คนจนในยุคมืดมนอีกต่อไป” เวเรียเอจกล่าวถึงประเด็นการใช้รถยนต์ที่มีมากขึ้นในเมือง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดปัญหาด้านการจราจรและมลพิษต่าง ๆ ตามมา โดยวิธีการแก้ปัญหาหนึ่งที่เขาใช้ก็คือการประกาศงานศึกษาและสำรวจให้ชาวเมืองทราบว่า วัน ๆ หนึ่ง ชาวติรานาใช้เวลาในรถยนต์มากกว่าใช้เวลากับลูก ๆ ของพวกเขาเสียอีก ความจริงเรื่องนี้ทำให้ชาวเมืองกลับมาได้สติ และเริ่มตระหนักถึงหนทางในการลดการใช้รถยนต์ลงอย่างจริงจัง เวเรียเอจและทีมงานเทศบาลจึงได้สร้างทางเดินเท้า เส้นทางจักรยาน และสนับสนุนให้คนขับแท็กซี่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า พร้อม ๆ กับการแสดงให้ชาวเมืองเห็นว่าทางเลือกในการสัญจรสีเขียวเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติสำหรับชาวยุโรปที่ไม่ได้แสดงออกว่า “ยากจน” หากแต่เป็นทางเลือกที่ใส่ใจในสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากกว่า โดยปัจจุบันเมืองติรานายังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสามเมืองของยุโรปที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารยุโรปเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ (European Bank for Reconstruction and Development: EBRD) ในการจัดตั้งแผนพัฒนาเมืองสีเขียว (Green City Action Plan) ที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาเมืองและรับผิดชอบดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนให้คนเมืองติรานาด้วยนั่นเอง

และถึงแม้ติรานาจะไม่ได้มีประวัติศาสตร์อันสวยหรูและสถาปัตยกรรมเก่าแก่อันงดงามเหมือนเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ในยุโรป แต่เรื่องราวทั้งหมดของตินาราจนถึงปัจจุบันก็แสดงให้ชาวโลกเห็นแล้วว่า เมืองที่ไม่หน่ายในการปัดฝุ่นตัวเองใหม่ กล้าลุกขึ้นมาแต่งแต้มสีสัน และวาดหวังอนาคตที่สดใสกว่าให้กับเจเนอเรชันใหม่ ๆ ก็สามารถสร้างความหวังที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้เมืองอื่นในโลกนี้เช่นกัน

 

When Past Gives You A Chance
การรื้อถอดและขุดหลุมฝังกลบอดีตอาจเป็นวิธีการที่ง่ายในการหนีปัญหาและทำเป็นลืมไปว่าเราเคยเป็นใคร แต่ดูเหมือนว่าติรานาจะไม่ใช้วิธีนี้ เพราะสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของประเทศยังคงได้รับการดูแลรักษาและพัฒนาใหม่ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวเมืองได้รับการต้อนรับให้มีสิทธิ์มีเสียงและเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นเจ้าของร่วมกัน

  • Skanderbeg Square

ลานจัตุรัสกลางเมืองสไตล์สถาปัตยกรรมฟื้นฟูเรอเนซ็องส์ที่เคยถูกยึดครองโดยอิตาลีแห่งนี้ เคยเป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์การเป็นเมืองคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีไว้เพื่อการนัดหมายชุมนุมต่าง ๆ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่านและติรานาได้มีอิสระในตัวเองอย่างเต็มที่ตั้งแต่ปี 1991 ลานจัตุรัสกลางเมืองแห่งนี้ก็ถึงคราวต้องปรับเปลี่ยนบทบาทเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2017 โดยนายกเทศมนตรีเอเรียเอจต้องการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจในชาติแอลเบเนียให้เป็นปึกแผ่นมากขึ้น จึงได้มีการนำหินสีสันต่าง ๆ จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมาปูเป็นพื้นที่ลานกว้างไว้สำหรับการเดินและทำกิจกรรมของชาวเมืองเป็นพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร เพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างสวนสาธารณะจำนวน 12 แห่งที่ประชาชนสามารถพักผ่อนหรือเดินผ่านเพื่อไปยังสถานที่ราชการสำคัญที่ตั้งอยู่โดยรอบได้อย่างไม่ติดขัด สร้างที่จอดรถใต้ดินและแบ่งลานปั่นจักรยานเป็นสัดส่วน รวมทั้งยังส่งเสริมให้มีฟาร์มเมอร์มาร์เก็ตที่กระตุ้นให้เกษตรกรชาวแอลเบเนียจากทั่วประเทศนำพืชผลคุณภาพของตัวเองมาขายให้กับชาวเมืองในราคาที่เป็นมิตร และในปี 2018 Skanderbeg Square แห่งนี้ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศ “European Prize for Urban Public Space” จากศูนย์วัฒนธรรมร่วมสมัยของบาร์เซโลนา (Barcelona’s Centre of Contemporary Culture) ซึ่งสามารถเอาชนะโปรเจ็กต์พื้นที่สาธารณะต่าง ๆ จากอีก 32 ประเทศที่ส่งมาร่วมเข้าแข่งขันกันกว่า 179 โปรเจ็กต์เลยทีเดียว

  • Pyramid of Tirana
อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่แสดงถึงอดีตที่ถูกยึดครองโดยระบบคอมมิวนิสต์คือปิรามิดแห่งติรานา ซึ่งถูกสร้างเพื่อเป็นเกียรติสดุดีให้แก่แอนแวร์ ฮอจา (Enver Hoxha) ผู้นำคอมมิวนิสต์คนสำคัญของแอลเบเนีย ในอดีตพื้นที่แห่งนี้ถือเป็นแหล่งชุมนุนของวัยรุ่นและการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมือง ตลอดจนเคยเป็นฐานที่ตั้งชั่วคราวขององค์การนาโต (NATO) ในสมัยสงครามบอลข่าน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน พื้นที่แห่งนี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนการใช้งานอีกหลายครั้ง อาทิ เป็นที่ตั้งออกอากาศของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งและไนต์คลับ โดยล่าสุดทางรัฐบาลก็ขอให้ประชาชนร่วมกันโหวตว่า ควรรื้อถอนปิรามิดแห่งติรานาหรือไม่ ผลปรากฎว่ายังมีชาวเมืองส่วนใหญ่โหวตให้เก็บรักษาสถานที่ทางประวัติศาสตร์นี้ไว้ แม้จะเป็นอดีตอันขมขื่นของพวกเขาก็ตาม นายกเทศมนตรีเวเรียเอจจึงได้พยายามคิดหาวิธีการปรับให้ปิรามิดแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เอื้อประโยชน์ให้ชาวเมืองมากขึ้น โดยหนึ่งในวิธีนั้นก็คือ การสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านไอทีสำหรับเยาวชนในตัวอาคาร โดยเน้นไปที่หลักสูตรการเขียนโปรแกรมและการเรียนรู้เรื่องหุ่นยนต์ซึ่งเป็นทักษะแห่งอนาคต ตลอดจนปรับแต่งโครงสร้างด้านนอกที่ี่ติดหน้าต่างกระจกเพิ่มให้แสงธรรมชาติส่องสว่างไปยังด้านใน รวมถึงการเพิ่มราวบันไดให้ชาวเมืองหรือนักท่องเที่ยวสามารถเดินออกกำลังกายขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ด้วย

1“ภาษีสิ่งแวดล้อม” (Green Tax) หนึ่งในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สร้างรายได้ให้รัฐบาลและจูงใจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคให้ลดการก่อมลพิษ ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อใช้ทรัพยากรและการรักษาสิ่งแวดล้อมตามหลักการที่ว่า "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" (Polluter pays principle: PPP), ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ

ที่มา :
บทความ "Designing for children should be plan A — so why aren't we doing it?" (เม.ย. 2019) จาก apolitical.co
บทความ "Transforming Tirana, one project at a time" (ก.พ. 2020) จาก emerging-europe.com
บทความ "Why one city is undergoing a child-friendly revolution" (มิ.ย. 2019) จาก rethinkingchildhood.com
บทความ “A tale of two green cities" จาก stories-ebrd.com
บทความ “Rebuilding a City from the Eye of a Child" (ธ.ค. 2019) Ffp Feargus O'Sullivan จาก bloomberg.com
บทความ “Tirana fights to beat its addiction to cars and get its residents cycling" (พ.ค. 2014) จาก theguardian.com
วิดีโอ "Take back your city with paint" โดย Edi Rama จาก ted.com
วิดีโอ "Urban Superheroes, a City Transformed by Kids" โดย Erion Veliaj จาก TEDxVitoriaGasteiz

เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ