image

Business & Industrial

Tara Books สำนักพิมพ์จิ๋วแต่แจ๋ว ผลิตงานศิลป์ชั้นเยี่ยมโดยไม่ต้องอาศัยทุนจากใคร

Published Date : 14 ก.ย. 2561

Resource : Creative Thailand

9,832

สำนักพิมพ์บ้านเราพิมพ์หนังสือครั้งละ 3,000 เล่ม วางขายกันไป 5 ปีกว่าจะหมด จะพิมพ์ซ้ำหรือไม่ ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี หลายแห่งหันมาพิมพ์เพียง 1,000 เล่ม หรือเปิดให้ลูกค้าสั่งจองแล้วค่อยคำนวณยอดพิมพ์

Tara Books สำนักพิมพ์เล็กๆ (มีคนทำงาน 15 คน) ในอินเดีย ก่อตั้งมา 24 ปี เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตหนังสือทำมือ ผลิต “หนังสือภาพ” สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ปีละ 10-12 ปก หนังสือแต่ละเล่มเน้นงานศิลป์สวยงาม กวาดรางวัลมาแล้วกว่า 60 รางวัลในระดับนานาชาติ หลายเล่มถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ศิลปินทุกคนได้ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ทุกครั้งที่หนังสือพิมพ์ซ้ำ และระหว่างทำงาน มีที่พักให้ด้วย ช่างดีอะไรปานนั้น

สำนักพิมพ์นี้ หนังสือหนึ่งปก พิมพ์เฉลี่ย 3,000 เล่ม ขายหมดภายในเวลาเพียงหกเดือน แถมบางครั้ง จงใจไม่พิมพ์ปกที่ขายดี เพื่อเก็บเงินทุนไว้พิมพ์หนังสือปกอื่นๆ ที่อาจขายไม่ดีเท่า แต่สำนักพิมพ์อยากนำเสนอ

Shruti Buddhavarapu บรรณาธิการและนักเขียน กับ Dhwani Shah นักวาดภาพประกอบและนักออกแบบหนังสือ สำนักพิมพ์ Tara Books แห่งเมืองเชนไน (มัทราส) อินเดีย หอบหนังสือสวยๆ มาเล่าวิธีทำงานแบบเขาให้ฟัง ในงานเสวนา เรียนรู้ระบบหนังสือ : ประสบการณ์จากอินเดีย จัดโดยศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สองสาวเล่าว่า ได้รับคำถามเยอะมากว่า จะทำหนังสือทำมือไปทำไมในพ.ศ. นี้ ที่การพิมพ์ระบบออฟเซ็ตมีราคาไม่แพง และพิมพ์ได้ทีละมากๆ

คำตอบโดนใจมาก “หนังสือไม่ใช่แค่ตัวอักษรเรียงกันบนหน้ากระดาษ หรือเอาภาพหลายๆ ภาพมาเย็บเล่มรวมกัน ไม่ใช่ของที่คุณจะหยิบขึ้นมาเปิดดูผ่านๆ” Shruti กล่าว “หนังสือส่งผลต่อประสาทสัมผัส คนอ่านได้สัมผัสกระดาษ ดมกลิ่นกระดาษ  การอ่านหนังสือคือประสบการณ์ หนังสือหนึ่งเล่มต้องใช้คนทำหลายคน ไม่ได้มีแค่คนเขียน”

หนังสือทำมือของที่นี่ใช้วิธีทำแบบซิลก์สกรีน (silkscreen printing) ใช้มือคนทำทีละแผ่นๆ ผึ่งให้แห้ง เรียงซ้อนกันทีละคู่ให้เป็นหนังสือ ก่อนเย็บเล่มด้วยวิธีร้อยด้าย ทั้งหมดนี้ใช้คนทำ ไม่มีเครื่องจักรช่วย จนถึงปัจจุบัน ที่นี่ผลิตหนังสือทำมือไปแล้วกว่า 4.1 แสนเล่ม หากผลิตหนังสือทำมือปกละ 3,000 เล่ม ใช้เวลาเฉลี่ย 3 เดือน

‘ช่างทำหนังสือ’ จำนวน 25 คน กินอยู่หลับนอนและทำงานในโรงงานเล็กๆ สำนักพิมพ์เป็นผู้สนับสนุนค่าที่พัก รวมถึงค่าเล่าเรียนของลูกช่างทุกคน

นอกจากหนังสือทำมือ Tara Books ยังทำหนังสือที่พิมพ์ระบบออฟเซ็ตด้วย แต่เน้นหนังสือภาพ ที่ต้องใช้ฝีมือศิลปิน โดยมักจะเป็นศิลปินท้องถิ่นในอินเดีย หรือแม้แต่ศิลปินต่างชาติก็มี

ศิลปินที่ร่วมงานกับสำนักพิมพ์มาทำงานแต่ตัว มีที่พักให้ คือชั้นบนของตึกสำนักงาน ศิลปินจะพักอยู่เป็นเวลา 3-6 เดือน จนกว่าจะทำหนังสือเสร็จ

Dhwani นักวาดภาพประกอบเล่าว่า ตอนแรกที่เธอมาร่วมงานกับ Tara Books ก็พักที่ตึกนี้ และได้ค่าจ้างด้วย Tara Books พยายามเสาะหาศิลปินจากทั่วทั้งประเทศ บางครั้งไปพบกลุ่มชนพื้นเมืองต่างๆ กำลังวาดภาพทางศาสนา วาดภาพสำหรับเทศกาล หรือวาดภาพเพื่อตกแต่งฝาผนังบ้าน หากถูกใจก็อาจได้ร่วมงานกัน

“ตอนแรกเรายื่นกระดาษกับแปรงให้เขาวาด เขาก็วาดแบบเกร็งๆ ไม่เหมือนงานที่เราเห็นตอนไปพบเขา” Shruti เล่า “เราเลยได้เรียนรู้ว่า ควรสร้างสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงของเดิมที่สุด เพื่อให้นักวาดทำงานในสภาพที่คุ้นเคย”

ในเมื่อเขาเคยวาดบนกำแพงบ้าน Tara Books จึงจัดหาผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่สุด และให้ศิลปินวาดด้วยมือตามที่ถนัด ไม่ต้องใช้แปรง ได้ผลงานสวยสมใจ จากนั้นค่อยนำไปย่อขนาดเพื่อใช้ในหนังสือ

ผลงานที่ได้ ศิลปินขายให้สำนักพิมพ์นำไปใช้ และยังได้ค่าลิขสิทธิ์ทุกครั้งเมื่อหนังสือพิมพ์ซ้ำ หรือเมื่อนำผลงานไปใช้บนเครื่องเขียนต่างๆ ของสำนักพิมพ์ ที่ทำเพื่อจำหน่าย

ผิดวิสัยสำนักพิมพ์ทั่วไปในอินเดียอย่างมากที่มักจะเป็นการซื้อขาด ศิลปินได้เงินเพียงครั้งเดียว

Dhwani บอกว่า แรกๆ ศิลปินงงไปเลย ที่เขาจะได้ทั้งค่าผลงาน และค่าลิขสิทธิ์ในการพิมพ์ครั้งต่อๆ ไป

“แต่ตอนนี้เขาใช้วิธีการทำงานแบบเราเป็นบรรทัดฐานเวลาไปติดต่อกับสำนักพิมพ์อื่นๆ โดยบอกว่าเขาต้องได้ค่าลิขสิทธิ์ด้วยนะ” คนเล่ายิ้ม

ทำไมเน้นทำแต่ “หนังสือภาพ”
Shruti ตอบว่า “เราทำหนังสือภาพสำหรับทุกระดับอายุ อยากให้เด็กๆ สนุกและมีความสุขกับการอ่าน และสร้างนิสัยรักการอ่าน 24 ปีที่แล้ว ผู้ก่อตั้งของเราเริ่มจากการหาหนังสือเด็กดีๆ สักเล่มให้ลูกชายตัวน้อยอ่าน แต่ไม่มีหนังสือที่ถูกใจ เลยเริ่มทำหนังสือเอง จนถึงทุกวันนี้ยังเป็นสำนักพิมพ์รายเดียวในอินเดียที่มีจุดเด่นเรื่องทำหนังสือภาพแบบทำมือ

เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ คนทั่วไปเริ่มไม่แตะหนังสือภาพ และอ่านหนังสือที่มีตัวหนังสือเยอะๆ แทน เราอยากเปลี่ยนสิ่งนี้ ทัศนศิลป์ (visual art) เป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก หนังสือภาพสำหรับผู้ใหญ่ของเราจึงมีหลากหลายหัวข้อ เช่น การเมือง ท่องเที่ยว ภาพยนตร์ ชีวประวัติ โยคะ ศิลปะบนรถบรรทุก บทกวี ฯลฯ เรื่องบางเรื่องคนอาจไม่อยากอ่านเพราะรู้สึกว่าหนักไป แต่ศิลปะช่วยให้เนื้อหาหนักๆ ดูน่าสนใจขึ้นได้”

ด้วยความที่ทำหนังสือภาษาอังกฤษ จึงขายลิขสิทธิ์ได้ง่าย Shruti เปิดเผยว่า ก่อนส่งพิมพ์ เธอจะส่ง dummy (คือหนังสือที่พิมพ์ใกล้เคียงเล่มจริง) ไปที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเครือข่ายโรงเรียนและห้องสมุดกว้างขวาง หากทางนั้นถูกใจ ก็เตรียมตัวเพิ่มจำนวนพิมพ์เป็นหลายพันเล่มได้เลย

Shruti มีหนังสือติดมือมาอวดหลายเล่ม หนึ่งในนั้นเรียกเสียงว้าวจากคนทั้งห้อง เป็นหนังสือที่มีแต่ภาพ ไม่มีตัวอักษรแม้สักตัว กางออกเป็นวงกลมใหญ่พอที่เด็ก 1 คนจะลงไปนั่งตรงกลางได้สบาย แสดงบรรยากาศของชายหาดแห่งหนึ่งในเชนไนตลอด 24 ชั่วโมง เป็นฝีมือวาดภาพของศิลปินชาวฝรั่งเศสที่ติดใจชายหาดแห่งหนึ่งในเชนไน

“หนังสือเล่มนี้ไม่มีสันปก เราจึงเรียกมันว่า the never-ending book เด็กๆ หลายคนกระโดดลงไปนั่งในวงกลม เหมือนเขาเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ มีวิธีเป็นล้านๆ ที่จะทำให้เด็ก ‘อ่าน’ หนังสือเล่มนี้ เด็กๆ สร้างเรื่องราวขึ้นมาเอง ลองถามเขาสิว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาจะเล่าให้คุณฟัง เด็กบางคนนับจำนวนปลาในทะเล บางคนอยากรู้ว่าปลาแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร บางคนระบายสีเลย มีหลากหลายวิธีมาก เราไม่จำเป็นต้องบอกเด็กว่า ‘หนังสือเล่มนี้ต้องอ่านแบบนี้นะ’ สักหน่อย” Shruti กางหนังสือเป็นวงกลมให้ดู

สำนักพิมพ์ได้ทุนสนับสนุนจากใครหรือเปล่า
“ไม่มี” Shruti ตอบทันที “เราใช้เงินของสำนักพิมพ์เอง แม้จะเป็นเงินจำนวนน้อย แต่ทำให้เรามีอิสระ คำว่า ‘สปอนเซอร์’ มักมาพร้อมเงื่อนไข หนังสือบางเล่มของเราเป็นการร่วมมือกันกับสถาบันต่างๆ บ้าง แต่เราไม่รับทุนจากใคร”

แหล่งรายได้ของสำนักพิมพ์มาจากการขายหนังสือ ขายลิขสิทธิ์ในการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ขายภาพพิมพ์งานศิลปะที่ใช้ในหนังสือ ภาพพิมพ์เหล่านั้นใช้ทำเครื่องเขียน สมุดโน้ต และบัตรอวยพรในเทศกาลต่างๆ สำหรับขายด้วย รายได้อีกทางคือการออกร้านในเทศกาลหนังสือ

Shruti บอกว่าสถานที่ตั้งมีผลมาก เชนไนไม่ใช่เมืองใหญ่อย่างนิวเดลีหรือบอมเบย์ (มุมไบ) สำนักพิมพ์จึงออกค่าใช้จ่ายเรื่องค่ากินอยู่ให้แก่ศิลปินได้

©facebook.com/TaraBooks

อดถามไม่ได้ว่า บรรยากาศธุรกิจหนังสือที่โน่นเป็นอย่างไร
Shruti เล่าว่า ในอินเดียยังเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะลำบาก โดยเฉพาะ 5 ปีที่ผ่านมา ร้านหนังสือเก่าแก่อายุ 100-150 ปี ต่างทยอยปิดตัวไป

“คนอินเดียจะซื้อหนังสือที ต้องเป็นหนังสือมีประโยชน์ ถ้าหนังสือเล่มนั้นไม่ใช่หนังสือแนวความรู้ หรือหนังสือติวข้อสอบ จะถูกมองว่าไม่จำเป็น ไม่ต้องเสียเงินซื้อก็ได้ แต่ถ้าเป็นหนังสือฟิสิกส์ หนังสือเตรียมสอบอะไรสักอย่าง โอเคเลย ซื้อเลย แต่หนังสืออื่นๆ ยังถูกมองว่าเป็นของ ‘สันทนาการ’ ถ้าชอบก็ไว้อ่านยามว่าง แต่งานประจำวันต้องไม่เสีย” Shruti เล่า

เธอยังเล่าอีกว่า บางครั้งไปออกบูทขายหนังสือในงาน ลูกค้าเห็นหนังสือเล่มบาง แต่สวยงามสะดุดตา เวียนมาหยิบจับ พอถามราคาแล้วก็วาง ไปเดินรอบงาน กลับมาลูบๆ คลำๆ ใหม่ เดินหนีอีก จนในที่สุดถึงเวียนมาซื้อก่อนกลับบ้าน

หนังสือเล่มนั้นราคา 1,500 รูปี (ราว 682 บาท ในเมืองที่ข้าว 1 กิโลกรัมราคา 23 บาท อาหารร้านข้างทางราคาจานละ 45 บาท และโค้กขวดละ 14 บาท)

“คนอินเดียยังคิดว่า ถ้าหนังสือเล่มละ 600 รูปี (272 บาท) ก็ต้องหนาๆ มีตัวหนังสือเยอะๆ” Shruti ทำมือบอกขนาดความหนา “แต่หนังสือของเราทำด้วยมือ แม้เป็นหนังสือที่พิมพ์ระบบออฟเซ็ตก็ยังสวย หนังสือหนึ่งเล่มเต็มไปด้วยงานศิลป์ดีๆ ที่ถ้าขายเดี่ยวๆ จะราคาแพงมาก แต่หนังสือหนึ่งเล่มมีงานศิลปะอย่างน้อย 20 ภาพ ในราคาที่ถูกกว่า”

ตึกสำนักพิมพ์ Tara Books

Tara Books เรียกตัวเองว่าเป็น ‘แหล่งรวม’ (collective) ของนักเขียน นักออกแบบ และช่างทำหนังสือ

คงไม่ผิดนัก เพราะมีกี่สำนักพิมพ์ในโลกให้ที่พักและอาหารแก่คนทำงาน ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวคือ การแลกเปลี่ยนความคิดและบทสนทนาระหว่างทำงานจะได้ราบรื่น และได้ผลงานชั้นเยี่ยม การันตีด้วยรางวัลใหญ่อย่าง Best Children’s Publisher in Asia (Bologna Ragazzi Award) และ London Book Fair International Book Industry Excellence Award

แต่สำหรับนักอ่านหรือคนรักหนังสือ หากได้หยิบจับหนังสือทำมือฝีมือช่างท้องถิ่นแห่งเชนไนดูสักเล่ม รางวัลอาจไม่มีความหมายนัก  หนังสือแต่ละเล่มสวยประณีตอย่างยิ่งจนอยากซื้อกลับบ้านไปนอนกอด

เพราะเราสัมผัสได้ว่า กลุ่มคนที่ทำหนังสือเล่มนั้น รักผลงานของเขาเหลือเกิน

หมายเหตุ: ในกรุงเทพฯ หาซื้อหนังสือบางเล่มของ Tara Books ได้ที่ Fathom Bookspace หรือเข้าไปชมได้ที่ www.tarabooks.com

ที่มา : สรุปเนื้อหาจากงานเสวนา “เรียนรู้ระบบหนังสือ: ประสบการณ์จากอินเดีย” จัดโดยศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2561

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ