image

Business & Industrial

TREND2018: Travel 03 Hotel Scene

Published Date : 22 พ.ค. 2561

Resource : Creative Thailand

963

Hotel Scene ศิลปะของการเข้าพัก

โรงแรมจะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเข้าพักแล้วก็เช็คเอาต์อีกต่อไป เพราะผู้เข้าพักในปี 2018 นี้ จะมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเป็นของจริง ความเฉพาะตัว การใช้งานที่ตอบรับกับความต้องการที่หลากหลาย และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ความเป็นหนึ่งเดียวในความหลากหลายนี้ทำให้หลายโรงแรมต้องปรับที่ทางของตนเองเพื่อตอบโจทย์ของผู้เข้าพักให้ได้มากที่สุด

©parachutehome.com

©parachutehome.com
 

โรงแรม = หน้าร้าน

โรงแรมหลายแห่งเริ่มปรับใช้ไอเดียเปลี่ยนห้องพักให้กลายเป็นหน้าร้านค้าสำหรับผู้เข้าพัก โดยให้แต่ละห้องเป็นพื้นที่แสดงสินค้าตั้งแต่ของใช้อย่างสบู่ แชมพู แก้วกาแฟ จนถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ภายใน เช่น ร้านขายเฟอร์นิเจอร์อย่างเตียง ผ้าปูที่นอน และของใช้ในห้องน้ำอย่างแบรนด์ Parachute ตัดสินใจเปิดโรงแรมของตัวเองเหนือโชว์รูมในเมืองแอลเอ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสกับคุณภาพสินค้าและทดลองใช้งานจริงในฐานะส่วนหนึ่งของบริการ แน่นอนว่าเมื่อเช็คเอาต์แล้ว จะมีการซื้อสินค้าติดไม้ติดมือกลับไป เช่นเดียวกับแบรนด์ของตกแต่งบ้าน Restoration Hardware ที่มีแผนจะเปิดตัวโรงแรมในปีนี้ด้วยเช่นกัน

©smartflyer.com
 

ธุรกิจโรงแรมยังให้ความสำคัญกับร้านจัดจำหน่ายสินค้าในโรงแรม เนื่องจากผู้เข้าพักเริ่มมองหาสินค้าท้องถิ่นที่ไม่ซ้ำกับร้านขายของที่ระลึกทั่วไป โรงแรมจึงต้องมองหาการจัดจำหน่ายสินค้าที่ดีไซน์ โดยร่วมมือกับศิลปินหรือผู้ผลิตในท้องถิ่นต่างๆ เช่น โรงแรมทอมป์สัน แนชวิลล์ ที่ผู้เข้าพักสามารถเข้ารับคำปรึกษาแบบเป็นส่วนตัวกับผู้ผลิตกางเกงยีนส์ในท้องถิ่นอย่าง Imogene + Willie โดยดีไซเนอร์จะออกแบบกางเกงยีนส์ให้โดยเฉพาะ ทั้งผู้เข้าพักยังสามารถจับจองเป็นเจ้าของแผ่นเสียงจากคอลเล็กชั่นที่คัดสรรโดยนักดนตรีและค่ายเพลงในท้องที่อย่าง Third Man Records ได้ด้วย

©my.datasphere.com

©elganzo.com
 

ศิลปินในพำนัก (Artist in Residence) ทางเลือกใหม่ของโรงแรมในปี 2018

อุตสาหกรรมโรงแรมเริ่มนำคำว่าศิลปินพำนัก หรือ Artist in Residence เข้าไปปรับใช้ในมิติของการสร้างทางเลือกใหม่ในการพักผ่อนให้แก่เหล่านักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเริ่มจากของใช้ในโรงแรมที่ผู้เข้าพักสามารถติดต่อกับศิลปินได้โดยตรง เพื่อสร้างประสบการณ์ในการเข้าถึงความเป็นวัฒนธรรมในพื้นที่ที่จะช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้แก่โรงแรมแต่ละแห่ง เช่น โรงแรมเดอะ ควิน (The Quin) โรงแรมระดับห้าดาวในนิวยอร์กที่หมุนเวียนศิลปินกราฟิตี้ให้เข้ามาพำนักในโรงแรม หรือโรงแรมเอล กันโซ (Hotel El Ganzo) ในเม็กซิโก ที่เชื้อเชิญนักดนตรีและศิลปินสตรีทอาร์ตให้เข้ามาพำนักและจัดปาร์ตี้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าฟรี ร่วมพูดคุย จิบเครื่องดื่ม ก่อนจะชมการทำงานของศิลปินหรือการแสดงโชว์ของนักดนตรีเป็นลำดับต่อไป

©bna-hotel.com
 

โรงแรมทำดี

ด้วยพลังของเหล่านักเดินทางเจเนอเรชั่นมิลเลนเนียล ที่ทั้งทุ่มเงินและความเต็มใจในการศึกษาวัฒนธรรมต่างถิ่น จากรายงานว่านักเดินทางเจนนี้จ่ายเงินไปกับการท่องเที่ยวมากถึง 220 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2017 ดังนั้นโรงแรมที่พวกเขาตัดสินใจเลือกพักจึงไม่ใช่โรงแรมเครือใหญ่ทั่วไป แต่ต้องเป็นโรงแรมที่คำนึงถึงประโยชน์เพื่อสังคมและสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้แก่ท้องถิ่น ทำให้โรงแรมหลายแห่งเริ่มทำแคมเปญหรือกำหนดนโยบายที่คำนึงถึงส่วนรวมหรือเพื่อสังคมมากขึ้น เช่น โรงแรม BnA Hotel Koenji ในโตเกียว กับโครงการ Bed & Art ที่เชิญศิลปินในท้องถิ่นมาออกแบบพื้นที่ส่วนต่างๆ ภายในโรงแรม โดยศิลปินจะได้รับส่วนแบ่งจากการจองห้องพักในทุกๆ ครั้งที่ห้องนั้นมีผู้เข้าพัก หรือโรงแรมเครือกู๊ด (Good Hotel) ในอัมสเตอร์ดัมและลอนดอน ที่สร้างแนวความคิดใหม่ในการสร้างความยั่งยืน ด้วยการออกแบบโปรแกรมฝึกหัดและสร้างงานให้แก่ผู้ว่างงานในพื้นที่ เลือกใช้วัตถุดิบสำหรับอาหารและสนับสนุนงานฝีมือจากช่างในท้องถิ่น ทั้งยังแบ่งรายได้เพื่อเป็นการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนของโรงเรียนในพื้นที่อีกด้วย

©goodhotellondon.com