image

Business & Industrial

THE FUTURE OF WORK IS NOW เมื่ออนาคตของงานมาถึงแล้ว

Published Date : 1 ม.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

3,247

ขอแสดงความยินดีกับทุก ๆ ท่านด้วยนะคะ ในที่สุดเราก็มาถึงทศวรรษใหม่ด้วยกัน ให้ความรู้สึกเหมือนดูหนังภัยพิบัติ หรือหนังดาวหางจะมาชนโลกอะไรทำนองนั้น ที่ตอนจบของทุกเรื่องจะต้องเป็นฉากที่พูดถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกของผู้ที่เหลือรอดชีวิต แต่ก็ไม่ค่อยมีใครได้ขยายความต่อว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไรหลังจากที่ต้องผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมา เช่นเดียวกันกับพวกเรา “เหล่ามนุษย์ทำงาน” ที่ผ่านพ้นความท้าทายต่าง ๆ ในทศวรรษเก่าเข้าสู่ทศวรรษใหม่

EVERY CHALLENGE IS AN OPPORTUNITY 
โอกาสที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความท้าทาย

ขออนุญาตเล่าด้วยคำง่าย ๆ ที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไปนะคะ เพราะหลายครั้งที่เราประเมินความเปลี่ยนแปลงว่าไม่ส่งผลกระทบกับเรา เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว จึงอยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมของคนทำงานในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยของเรา แน่นอนว่าอาจเป็นเรื่องยากที่เราจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ในเวลาเดียวกัน จึงขอพูดถึง “ความท้าทาย” สำคัญ ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดขององค์กรต่าง ๆ ซึ่งถ้าองค์กรรอด เราก็รอด และในขณะเดียวกันองค์กรก็ต้องเลือกคนที่จะทำให้ตัวเองรอดเช่นกัน เราจึงต้องรู้ว่าอะไรบ้างที่จะมีผลต่อการทำงานในปัจจุบันและอนาคตของเรา

  • Disruption is the New Normal การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า นำไปสู่การพัฒนาสินค้า และเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แบบทุกที่ทุกเวลา “ถ้าฉันอยากกินกุ้ง ฉันต้องได้กินกุ้ง” จนทำให้เกิดธุรกิจมากมายที่ถูกสร้างมาเพื่อตอบสนองความอยากได้ในทันทีของลูกค้า และมีธุรกิจอีกมากมายเช่นกันที่ต้องล้มหายตายจากไปจากการที่ทำให้ลูกค้าต้องรอ! ทุกคนจึงต้องปรับตัวกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่อยู่เสมอ และเพื่อสร้างความรวดเร็วในการตอบสนองลูกค้า ทำให้หลายองค์กรเลือกที่จะเพิ่มปริมาณเทคโนโลยีขึ้น และลดจำนวนของคนลง เพื่อลดโอกาสการหยุดชะงักในกระบวนการผลิตและการบริการ
  • Uncertainty is Certainty ความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจและการเมืองโลกส่งผลกระทบกับความมั่นคงและความอยู่รอดของหลาย ๆ องค์กร โดยเฉพาะการทำธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา ที่ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจต่อรองมากนักในเวทีเศรษฐกิจโลก การทำธุรกิจในประเทศที่ไม่ได้เป็น “ปลาใหญ่” แบบประเทศไทย ทำให้เราต้องเป็น “ปลาเร็ว” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ ได้ สิ่งที่สำคัญก็คือเราไม่สามารถทำงานโดยที่รู้แค่เรื่องงานของเราเท่านั้นแล้ว แต่ต้องทำตัวให้ “รู้ลึกไว้บ้าง รู้กว้างไว้ด้วย” คือนอกจากจะต้องเชี่ยวชาญในงานที่ทำ ก็ยังต้องเข้าใจเรื่องธุรกิจและปัจจัยที่จะส่งผลกระทบกับธุรกิจ ทำไมเราต้องสนใจว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ทำไมต้องสนใจนโยบายการเงินของจีน ทำไมต้องสนใจการประท้วงในฮ่องกง เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่แค่รู้เพื่อไม่ตกข่าว แต่ต้องรู้เพื่อปรับตัว เพราะผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ในโลกอาจส่งผลกับธุรกิจของเราได้ภายในแค่ข้ามคืน
  • Content is Fire ,Social Media is Gasoline ในองค์กรธุรกิจปัจจุบันและแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในอนาคตคือการหายไปของเส้นแบ่งระหว่างออฟฟิศส่วนหน้าและส่วนสนับสนุน (Front & Back Office) ทุกคนในองค์กรมีส่วนกับรายได้องค์กรแบบทางตรงมากขึ้น รวมไปถึงการเป็น Brand Ambassador หรือตัวแทนของธุรกิจตัวเองด้วย ทุกคอนเทนต์เกี่ยวกับธุรกิจเราที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะมาจากการตลาด จากพนักงานขาย หรือจากพนักงานคนไหน ย่อมส่งผลกับแบรนด์ทั้งหมด เส้นแบ่งเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานจางลงเรื่อย ๆ ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งไหน เรื่องส่วนตัวที่เราโพสต์ลงเฟซบุ๊ก “มีโอกาส” ส่งผลกับความรู้สึกของลูกค้าและคนในสังคมได้เสมอ ทุกคนจึงต้องมีทักษะที่เกี่ยวข้องกับการบริการและการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเหมาะสม 
  • Make the World Great Again ความตื่นตัวของการอนุรักษ์ธรรมชาติและความรับผิดชอบต่อโลกของคนในปัจจุบัน ทำให้หลายธุรกิจต้องเร่งปรับตัวทั้งในมิติของธุรกิจที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็มีผลกระทบต่อรายได้จากการขายสินค้าที่กำลังจะลดปริมาณการใช้ลง รวมไปถึงมิติของการสร้างแบรนด์ ที่จากการศึกษาพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ปรากฏว่า ความคาดหวังในชีวิตของคนเจเนอเรชันนี้คือการใช้ชีวิตเพื่อสร้างคุณค่าให้ตัวเองและสังคม สัดส่วนของการให้ความสำคัญกับค่าตอบแทนยังอยู่ในอันดับต้น ๆ แต่ปรากฏว่ามีเปอร์เซ็นต์ของการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมสูงขึ้น 
  • Generation of  Diversity โลกของการทำงานเข้าสู่ยุคที่สังคมโลกและแต่ละองค์กรมีความหลากหลายมาก ๆ ทั้งเรื่องเพศ วัย ความเชื่อ ทัศนคติ และยังเป็นยุคที่องค์กรทุกแห่งจะมีพนักงานเพิ่มขึ้นมาอีก 1 เจเนอเรชันนั่นคือเจเนอเรชันซี ที่เริ่มมีคนอายุไม่เกิน 24 ปีเข้ามาเป็นพนักงานใหม่ ทำให้หลายองค์กรประกอบไปด้วยคนถึง 4 เจน และแนวโน้มคือคนเจนซีนี้จะเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และเพิ่มความสำคัญในธุรกิจมากขึ้น จากการเริ่มเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้เป็นของตัวเองไปพร้อมกับการเป็นคนใช้เงินหลักของแต่ละครอบครัว การทำงานร่วมกันของคน 4 เจนในบริบทของสังคมไทยที่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องอาวุโส จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เราต้องข้ามผ่านไปให้ได้ด้วยกัน

ARE YOU READY FOR THE FUTURE OF ORGANIZATION? 
คนไม่ได้หายไป แต่คนแบบไหนที่จะยังอยู่

ทุกครั้งที่เราพูดถึงการเปลี่ยนแปลง และการบริหารการเปลี่ยนแปลง หนึ่งในตัวแปรที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ “คน” ที่สามารถเป็นได้ทั้งแรงผลักดันหรือแรงโน้มถ่วงที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ สำเร็จหรือไม่ ที่สำคัญคือเราพร้อมหรือไม่กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเรา สำหรับโลกใหม่ในการทำงาน

เมื่อใช้คำว่า “โลกใหม่” หลายคนอาจเริ่มขมวดคิ้วว่ามันเปลี่ยนขนาดนั้นเลยเหรอ แค่ข้ามจากปีเก่ามาเป็นปีใหม่ แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปเราจะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกเปลี่ยนแปลงไปใน “อัตราก้าวหน้า” หลายอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น หลายสิ่งที่เคยคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้นจริงเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นคงเป็นเรื่องยากพอสมควรที่เราจะต้านทานสิ่งเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อเรายังอยู่ในโลกของการทำงานที่เราเป็นทั้ง “ผู้เลือก” และ “ตัวเลือก” ในเวลาเดียวกัน ผู้ที่พร้อมที่สุดย่อมเป็นผู้ที่สามารถเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจให้กับหลาย ๆ องค์กร และเป็นผู้ตัดสินใจเลือกว่าจะเลือกใคร แล้วจะทำอย่างไรให้เป็น “คนเก่งเลือกได้” กันนะ 

ตามที่เราพูดกันมาตลอดว่าโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเหลือเกิน ฉะนั้นคงจะตลกมากถ้าเราจะพูดว่าต้องเป็นคนแบบไหนถึงจะประสบความสำเร็จได้ตลอดทศวรรษใหม่นี้ หากจะบอกว่าทักษะไหนทำให้เราอยู่รอดได้ในโลกการทำงานไปอีก 10 ปี คงไม่กล้าฟันธงแบบนั้นแน่ แต่ถ้าจะพูดว่าการก้าวสู่ปี 2020 นี้ อะไรบ้างเป็นสิ่งที่ต้องมีหรือต้องรีบทำให้มี เพื่อไม่ให้กลายเป็นคนที่ไม่สำคัญหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจขององค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็อาจมีดังนี้ 

©Hello I M Nik/Unsplash

Growth Mindset กรอบความคิดแบบก้าวหน้า มีความสำคัญมาก ๆ ที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ในทศวรรษใหม่ เพราะ Growth Mindset จะเป็นพื้นฐานไปสู่ความสำเร็จในการทำงาน ช่วยให้เราเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่และพัฒนาตัวเองต่อไปได้เรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่นที่ Microsoft ได้นำหลักการของ Growth Mindset มาใช้สร้างวัฒนธรรมการทำงานของคนในองค์กรในช่วงที่ต้องก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง โดยเปลี่ยนจากวัฒนธรรมการเรียนรู้และพัฒนาจาก Know-it-all เป็น Learn-it-all เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นว่าพนักงานต้องรู้ทุกอย่าง มาเป็นการเรียนรู้ทุกอย่าง ทั้งที่เป็นความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำงาน 

Growth Mindset จะบอกเราว่า “ความล้มเหลว” คือส่วนหนึ่งของ “การเรียนรู้” โดยเฉพาะในยุคที่เราแข่งขันกันด้วยนวัตกรรม ความกล้าคิด กล้าทำจึงสำคัญมาก การปลูกฝังความคิดแบบ Growth Mindset จะช่วยให้เราเรียนรู้จากความล้มเหลวแทนที่จะมองเป็นปัญหา รู้จักเรียนรู้จากทุกข้อผิดพลาดเพื่อให้มีโอกาสสร้างผลงานที่ดียิ่งขึ้นในครั้งต่อ ๆ ไป คนที่มี Growth Mindset จะไม่บอกตัวเองว่าไม่ประสบความสำเร็จ หรือทำไม่ได้ แต่จะพูดว่า “ยัง” ไม่ประสบความสำเร็จ แต่จะพยายามเพื่อทำให้ได้ในที่สุด

Networking เครือข่าย ครอบคลุม การสร้างพันธมิตรในโลกของการทำงานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหนึ่งในความท้าทายของงานในปัจจุบันคือความรวดเร็ว ช้าเพียงก้าวเดียว ลูกค้าอาจเปลี่ยนความต้องการไปแล้ว หรืออาจจะมีคนที่เร็วกว่ามาแทนที่เรา การสร้างเครือข่ายที่ดีจึงช่วยเราได้ทั้งเรื่องการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์โดยไม่ต้องเริ่มต้นศึกษาตั้งแต่ต้นด้วยตัวเอง ปัจจุบันจึงมีการสร้างเครือข่ายวิชาชีพมากมาย รวมไปถึงหลักสูตรระยะสั้นต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนที่ทำงานคล้ายกันหรือสนใจเรื่องเดียวกันได้มารู้จักกัน รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจอีกด้วย ทั้งการซื้อกิจการ ควบรวมกิจการ เพื่อให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้น ในการทำงานก็เช่นกัน ถ้าเรามารวมเอาความรู้และประสบการณ์จากคนหลายคนมาใช้ประโยชน์ได้ เราก็จะเก่งขึ้นและมีโอกาสในการประสบความสำเร็จได้มากขึ้น โดยการจะมีเครือข่ายที่ดี นอกจากการไม่ปิดกั้นตัวเอง เรายังต้องพัฒนาให้มีทักษะการสื่อสารที่ดี และให้ความร่วมมือกับงานของคนอื่น ๆ คนที่เก่งสร้างเครือข่าย จะไม่ตีกรอบตัวเองว่ากลุ่มไหนคือทีมของเรา กลุ่มไหนไม่ใช่ แต่คนเหล่านี้จะต้องเข้าไปเป็นตัวช่วยให้กับทุกกลุ่มได้ 

©Stefan C Asafti/Unsplash

Decision Making in Unclear Situations ความสามารถในการตัดสินใจในสถานการณ์ที่คลุมเครือ เพราะความไม่ชัดเจนเป็นสภาวะที่หลายครั้งเราก็หลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งจากความรวดเร็วในการแข่งขัน และปริมาณข้อมูลจำนวนมากจากหลายช่องทางในปัจจุบัน ผู้ที่สามารถตัดสินใจได้ดีในสถานการณ์ที่คลุมเครือ ย่อมมีโอกาสที่จะเดินต่อในขั้นถัดไปของแผนงานได้ ซึ่งการจะตัดสินใจได้อย่างถูกต้องหรือแม้กระทั่งความกล้าตัดสินใจนั้น ต้องเริ่มต้นจากความกล้ารับผิดชอบก่อน แล้วตามมาด้วยความเข้าใจในเรื่องที่ต้องตัดสินใจ และเหตุผลอื่น ๆ ตามมา นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบขององค์กรสมัยใหม่ที่เปลี่ยนจากระบบลำดับขั้นไปสู่ระบบแบบราบ (Flat) หรือการสร้างทีมทำงานร่วมกันตามโครงการ (Project Base) สิ่งที่คล้ายกันก็คือ การให้อำนาจในการบริหารจัดการงานของตัวเองและทีมมากขึ้น ไม่ต้องรอการอนุมัติหรือการตัดสินใจจากผู้ใหญ่เพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น เมื่อมีอิสระในการทำงานมากขึ้น เรื่องที่พนักงานต้องตัดสินใจเอง ก็จะมากขึ้นตาม ถ้าคนที่มีไม่กล้าหรือไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ ก็คงทำให้การปรับเปลี่ยนรูปแบบองค์กรเป็นไปได้ยากมากเช่นกัน

Complex Problem Solving ปัญหาที่ไม่ซับซ้อนจะถูกแก้ด้วยระบบ คนต้องยกระดับความสามารถไปแก้ปัญหาที่ระบบทำไม่ได้ ต้องพัฒนาตัวเองจากการเป็นคนทำตามคำสั่ง เป็นคนคิดเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ได้ พอพูดถึงคำว่า “แก้ปัญหา” ก็อย่าติดกับความคิดว่าหมายถึงการแก้อุปสรรคที่ขัดขวางงานของเราไม่ได้ให้เป็นไปอย่างราบรื่นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า ผลประกอบการไม่ดี ธุรกิจไม่เติบโตได้ตามแผน พนักงานทุกคนต้องแก้ไขปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้นได้ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่ทางออกที่เหมาะสมที่สุด โดยสิ่งที่ตามมากับการต้องวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมากในปัจจุบัน ก็คือความสามารถในการแยกแยะว่าข้อมูลใดที่น่าเชื่อถือและเป็นจริง และความสามารถในการทำให้เรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายในยุคที่อะไรก็ดูซับซ้อนมากขึ้นเช่นในปัจจุบัน

©David Leveque/Unsplash

Multi Skills เมื่อ AI ทำได้หลายอย่าง ทำไมต้องจ้างคนที่ทำได้อย่างเดียว ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังเดินหน้าอย่างเต็มสูบเพื่อผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ งานที่เราทำจะถูกทดแทนด้วยโปรแกรมและเทคโนโลยีอย่างใดอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่สำคัญคือหุ่นยนต์หนึ่งตัวหรือโปรแกรมหนึ่งโปรแกรมจะสามารถทดแทนคนได้ในหลายกระบวนการ สิ่งที่เราต้องยกระดับตัวเอง จึงเป็นการปรับตัวเองจากคนที่เชี่ยวชาญด้านเดียว มาเป็นคนที่สามารถทำงานได้หลากหลาย ในอนาคตอันใกล้นี้ การพูดถึงหน้าที่รับผิดชอบแบบ Job Description จะลดลงมาก เพราะองค์กรสมัยใหม่ไม่ได้สนใจว่าจ้างคนมาเพื่อ “ทำอะไรบ้าง” แต่ต้องการว่าจ้างคนเข้ามาเพื่อ “ทำอะไรให้สำเร็จบ้าง” ต่างหาก ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรี่องว่าคุณทำอะไรเป็น แต่เป็นเรื่องที่ว่างานที่คุณทำได้ผลอะไร ความรู้เกิดขึ้นเร็วมากนอกระบบ นอกรั้วมหาวิทยาลัย ในอนาคตใบปริญญาจะเริ่มสำคัญน้อยลงเมื่อเทียบกับการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ความสามารถต่าง ๆ ในการทำงานที่หลากหลาย และแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในองค์กรก็คือ ทีมงานจะมีขนาดเล็กลง ไม่ใช่แค่ปลาใหญ่ที่ไล่กินปลาเล็ก แต่ปลาเร็วก็จะทำลายปลาช้าให้สูญพันธุ์ได้เช่นกัน เมื่อทีมเล็กลง คนก็ต้องทำได้หลากหลายขึ้น 

ยกระดับ

ปรับเปลี่ยน

เรียนรู้

เพื่ออนาคตที่สดใสไม่ว่าจะในทศวรรษไหนเราก็จะผ่านไปได้อย่างสวยงาม CT

©Leo Manjarrez/Unsplash

Our Iceberg is Melting เมื่อหิมะละลาย เราต้องไม่สูญพันธุ์

จริงที่ว่าเรายังไปไม่ถึงทศวรรษที่ถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ทั้งหมด แต่เพื่อให้เรายังสามารถเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรได้ เราจำเป็นต้องยกระดับตัวเองก่อนเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว หนังสือเรื่อง Our Iceberg is Melting: Changing and Succeeding Under Any Conditions ของ Holger Rathgeber และ John Kotter พูดเรื่องเพนกวินกลุ่มหนึ่งที่อาศัยมายาวนานในภูเขาน้ำแข็งที่ดูเหมือนว่าจะแข็งแรง แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนมาส่งสัญญาณว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงกับภูเขาน้ำแข็งแห่งนี้ เหล่าเพนกวินจะทำยังไงเพื่ออพยพไปสู่ถิ่นฐานใหม่ได้สำเร็จ หนังสือเล่มนี้แนะนำว่าการจะเปลี่ยนแปลงเรื่องใด ๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ควรจะเป็นเรื่องของคนส่วนมากหรือของเราเองนั้น มีขั้นตอนที่น่าสนใจเรียนรู้อยู่เช่น

  1. Acting With Urgency ต้องรู้ตัวก่อนว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยน เพราะถ้าเราไม่เข้าใจ ยังไงก็จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีคนบอกว่ามันดีกับเรามากแค่ไหน เราก็ไม่ทำหรอก
  2. Developing the Guiding Coalition หาตัวช่วยที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงของเราสำเร็จได้ อาจจะหมายถึงทีมงาน หรือที่ปรึกษา ที่คิดว่าจะช่วยนำเราไปได้ถูกทาง
  3. Clarify a Change Vision and Strategy กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองในด้านไหนบ้าง และที่สำคัญคือเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเพื่ออะไร
  4. Communicating the Vision Buy-in สื่อสารเป้าหมายและวิธีการให้ผู้เกี่ยวข้องรับรู้และเข้าใจ เพื่อให้ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุน 
  5. Empowering Broad-based Action พยายามทำลายอุปสรรคที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่สำเร็จ และสร้างพลังในการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะเป้าหมายยิ่งใหญ่ ย่อมต้องใช้พลังและความพยายามสูง
  6. Create and Celebrate Quick Win กำหนดเป้าหมายระยะสั้นและทำมันให้สำเร็จ เราจะมีกำลังใจจากการได้เปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ ไปสู่เรื่องใหญ่ ถือเป็นการเติมพลังให้ตัวเองในทุก ๆ ก้าวที่พยายามทำ
  7. Don’t Let up อย่าล้มเลิกความพยายาม แม้จะล้มเหลวบ้าง ก็ต้องลงมือทำให้มากขึ้นเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
  8. Make Change Stick ทำให้การเปลี่ยนแปลงตัวเอง พัฒนาตัวเองกลายเป็นนิสัย เพื่อให้รับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างทันท่วงที

หนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นชื่อภาษาไทยว่า “เมื่อทุกอย่างปกติดี ก็ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง” เป็นชื่อที่โดนใจและทำให้เรามองได้ 2 มุม คือต่อให้ชีวิตเรายังเป็นไปได้ดี ก็ควรต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น กับอีกมุมก็คือต้องรีบเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียตั้งแต่วันที่ทุกอย่างยังปกติดีนี่แหละ เพราะถ้ารอให้เกิดความไม่ปกติเกิดขึ้นแล้ว เราอาจจะไม่ได้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงอะไรอีกเลยก็ได้ 

ลองดูค่ะ เชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่คนที่ทำแค่เรื่องที่สำคัญในเวลาที่เร่งด่วนได้ดีเท่านั้น แต่เชื่อว่าเขาเหล่านั้นรู้ว่าต้องทำเรื่องสำคัญอะไรในเวลาที่ควรจะทำ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาเร่งด่วนต่างหาก  

 

ที่มาภาพ : Bill Jelen/Unsplash.com

เรื่อง : เจ้าหญิงแห่งวงการ HR

เกี่ยวกับผู้เขียน
ศาลิกร รัตนโชติ หลังจากจบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็ได้มีโอกาสทำงานในสายงาน HR มากว่า 15 ปี บนความเชื่อที่ว่าการศึกษาและการทำงานจะเป็นบันไดที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเราได้ จึงพยายามคิดบวกกับทุกๆ สถานการณ์ในการทำงานเพื่อให้มีพลังที่จะต่อสู้กับความบันเทิงต่างๆ ในออฟฟิศได้ ปัจจุบันได้ทำเพจเจ้าหญิงแห่งวงการ HR เพื่อเป็นอีกหนึ่ง Community ของคนที่มีพลังในการทำงานได้มีโอกาสมาแบ่งปันกัน ควบคู่ไปกับการเป็น Vice President ด้าน HR ให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์