image

Business & Industrial

Swiss Neutrality: เป็นกลางบนความได้เปรียบ

Published Date : 15 ก.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

4,728

สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ได้เปรียบบนความสูง

ไม่ใช่ความสูงของชายชาวสวิส ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 175.5 ซม. เท่านั้น แต่เป็นความสูงจากระดับน้ำทะเลของพื้นที่ ที่มีตั้งแต่ 193 เมตร จนถึง 4,634 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 65 ของประเทศ

และไม่ใช่เพราะการอยู่บนเทือกเขาแอลป์ทำให้ดินแดนแห่งนี้มีทัศนียภาพงดงามดังภาพฝัน และสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการท่องเที่ยว แต่เพราะภูมิประเทศของสวิตเซอร์แลนด์เป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาสามารถวางตัวเป็นกลางได้ ไม่ว่าเพื่อนบ้านจะรบกันเอาเป็นเอาตายอย่างไร และในสมัยไหน

©flickr/Heikki Holstila

เป็นกลางในโลกแบ่งฝ่าย
เรารู้กันว่าสวิตเซอร์แลนด์วางตัวเป็นกลางในช่วงสงครามโลก แต่ประวัติศาสตร์ความเป็นกลางของพวกเขาย้อนกลับไปได้หลายร้อยปี 

อย่างน้อยก็ย้อนไปได้ไกลถึงเหตุการณ์สงคราม 30 ปีของยุโรปในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเริ่มต้นจากความขัดแย้งระหว่างโรมันคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์ แต่ในที่สุดกลายเป็นการแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจระหว่างฝรั่งเศสกับราชวงศ์ฮับส์บรูก ซึ่งแผ่ขยายวงกว้างและสร้างความเสียหายไว้มากที่สุดครั้งหนึ่ง กระนั้น สวิตเซอร์แลนด์ก็ยังสามารถประคองตัวเองให้ไม่ต้องฝักใฝ่ฝ่ายใดได้ อีกทั้งสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลียที่ลงนามกันเมื่อสงครามสิ้นสุดยังให้การยอมรับสวิตเซอร์แลนด์ในฐานะดินแดนอิสระที่ไม่ต้องอยู่ใต้อิทธิพลของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

ผ่านมาอีกเกือบ 200 ปี ความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังการสิ้นสุดของสงครามนโปเลียนในปี 1815 โดยที่ประชุมใหญ่แห่งเวียนนาได้ประกาศให้สถานภาพเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นข้อตกลงที่บังคับใช้กันในยุโรป 

แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ เพราะมหาอำนาจในยุโรปเห็นตรงกันแล้วว่า การปล่อยพื้นที่ตรงกลางระหว่างฝรั่งเศส ออสเตรีย อิตาลี และรัฐเยอรมันต่างๆ ไว้เป็นพื้นที่กันชนนั้นดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย อย่างน้อยก็น่าจะช่วยลดการกระทบกระทั่งอันไม่จำเป็นลงไปได้มาก

นับแต่นั้น สวิตเซอร์แลนด์ไม่เคยเข้าร่วมในสงครามใดๆ และผ่านสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งมาได้โดยไม่ต้องเลือกฟาก ซึ่งใช่ว่าอยากทำก็ทำกันได้ง่ายๆ  เบลเยียมคือตัวอย่างอันชัดเจน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมนีต้องการเส้นทางใหม่ในการรุกรานฝรั่งเศส และเบลเยียมซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ราบเป็นทางผ่านอันยอดเยี่ยมสำหรับเยอรมนี การที่เบลเยียมปฏิเสธไม่ยอมให้ผ่านทาง ก็หมายถึงการถูกเยอรมนีประกาศสงครามด้วยในที่สุด 

แต่สำหรับสวิตเซอร์แลนด์ แม้การไม่มีทางออกสู่ทะเลควรจะเป็นความเสียเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกรายล้อมด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ที่มักเป็นคู่ขัดแย้งกันในประวัติศาสตร์ แต่การเป็นดินแดนเทือกเขาสูงชันกลับเป็นความได้เปรียบของสวิตเซอร์แลนด์ที่ทำให้ไม่มีใครอยากทุ่มเทพละกำลังยึดครองอาณาเขต หรือแม้แต่จะใช้เป็นทางผ่านสักเท่าไหร่ แน่นอนว่าไม่มีใครอยากปีนข้ามเทือกเขาแอลป์เพื่อหนีภัยสงครามอย่างครอบครัวกัปตันวอน แทรปป์ ในภาพยนตร์ The Sound of Music ด้วย

เปรียบเป็นเกมไล่ล่าความเป็นกลาง สวิตเซอร์แลนด์ก็เต็มไปด้วยความได้เปรียบอันไร้เทียมทาน ส่วนเบลเยียมเสียเปรียบอย่างไม่น่าให้อภัย

มั่นคงในโลกไม่มั่นคง
ในปัจจุบัน สวิตเซอร์แลนด์ยังคงเป็นดินแดนที่ล้อมรอบด้วยเยอรมนีทางตอนเหนือ ฝรั่งเศสทางตะวันตก อิตาลีทางใต้ และออสเตรียกับลิกเตนสไตน์ทางตะวันออก 

ไม่มีภาษาที่เรียกว่าภาษาสวิส แต่ใช้ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี และโรมานซ์

ไม่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่อย่างการเป็นเจ้ายุโรปให้ยึดถือ และไม่ต้องรวมกันจนเป็นหนึ่ง แต่ยังคงประเพณีของการปกครองแบบสมาพันธรัฐ (Confederation) ประกอบด้วย 26 รัฐที่มีกฎหมายเป็นของตนเอง (นอกเหนือจากกฎหมายส่วนกลาง) แม้จะรวมกันแบบหลวมๆ และประกอบด้วยผู้คนจากหลายภาษา แต่รากฐานความเป็นมานั้นแทบไม่ต่าง โดยเฉพาะความรักในอิสรภาพและการใช้ระบบประชาธิปไตยทางตรงในการตัดสินใจเรื่องราวส่วนใหญ่ การทำประชามติเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในประเทศนี้

ความเป็นกลางไม่เพียงเป็นประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสวิตเซอร์แลนด์ แต่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในนโยบายต่างประเทศว่าสวิตเซอร์แลนด์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในการขัดกันด้วยอาวุธ (Armed Conflict) ของผืนดินใดๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศนี้ไม่มีกองทัพ ตรงกันข้าม ชายชาวสวิสทุกคนถูกบังคับโดยกฏหมายให้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นทหาร ส่วนคนที่ไม่เป็นก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่มร้อยละ 4 ต่อปีเพื่อชดเชยการละเว้นนี้

Swiss Guard
©wikimedia.org

ไม่นับการมีธุรกิจทหารรับจ้างหรือ Swiss Guard ซึ่งการใช้ทหารสวิสทำหน้าที่คุ้มครองราชสำนักยุโรปเป็นธุรกิจสำคัญมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 (ในปัจจุบันเหลือธุรกิจที่อยู่วาติกันเพียงแห่งเดียวเท่านั้น)

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการทำประชามติเรื่องการเกณฑ์ทหารในปี 2013 จะบอกให้รู้ว่าชาวสวิสยังคงต้องการให้ประเทศมีการเกณฑ์ทหารต่อไป แต่มันก็บอกให้รู้เช่นกันว่าคนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามกับเรื่องนี้ 

เพราะในโลกปัจจุบัน สิ่งที่ทำให้สวิตเซอร์แลนด์มั่นคง อาจไม่ใช่การมีกองกำลังเข้มแข็ง แต่เป็นเศรษฐกิจและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศแห่งนี้

ศูนย์การประชุม Davos Congress Centre ซึ่งใช้เป็นที่จัดงาน World Economic Forum

เวทีเศรษฐกิจโลก
แม้สวิตเซอร์แลนด์จะไม่เข้าร่วมในสงครามโลกทั้งสองครั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะปราศจากบทบาทใดๆ ตรงกันข้าม ในขณะที่ทุกคนรบพุ่งกันอยู่นั้น สวิตเซอร์แลนด์ก็คือฐานที่มั่นสำหรับมนุษยธรรม เหตุผลสำคัญก็คือเพราะเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานของกาชาดสากลนั่นเอง

ไม่แปลกที่เมื่อได้ยินคำว่าเจนีวา เรามักนึกถึงสันติภาพ พื้นที่ปลอดภัยจากความขัดแย้งของโลก

ในปัจจุบัน นอกเหนือจากเจนีวาที่พัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการทูต และมีหน่วยงานระหว่างประเทศตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงที่ทำการสหประชาชาติและองค์กรการค้าโลก ประเทศแห่งนี้ยังเป็นฐานที่มั่นของงานแสดงศิลปะระดับโลกอย่าง Art Basel ที่จัดขึ้น ณ เมืองบาเซิล และยังเป็นที่จัดงานเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่บางครั้งเราก็เรียกชื่องานนี้เล่นๆ ตามชื่อเมืองซึ่งใช้เป็นที่จัดงานว่า "ดาวอส" 

มันไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเวทีเศรษฐกิจโลก ที่รวมเอาผู้นำภาคส่วนต่างๆ จากทั่วโลกมาประชุมร่วมกันเพื่อ “Improve the Stage of the World” อย่างในทุกวันนี้ แต่มันเเริ่มต้นจากการเป็นเวทีระดับยุโรปในปี 1971 โดยผู้ก่อตั้งชาวสวิส เคลาส์ ชวาบ  (Klaus Schwab) ซึ่งในตอนนั้นเป็นอาจารย์สอนธุรกิจอยู่ในมหาวิทยาลัยเจนีวา ชักชวนผู้นำธุรกิจในยุโรปมาพบปะกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดว่าทำอย่างไรจะแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะแข่งกับธุรกิจจากอเมริกา

ทำไมจึงเป็นเมืองดาวอส? แน่นอนว่าดาวอสซึ่งเป็นเมืองสกีรีสอร์ตแห่งเทือกเขาแอลป์นั้นเป็นสถานที่ดึงดูดชั้นดีสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม แต่มากกว่านั้น ดาวอสยังเป็นฉากหลังสำคัญสำหรับนวนิยาย The Magic Mountain ของโทมัส แมนน์ นักประพันธ์ผู้มีอิทธิพลทางความคิดชาวเยอรมัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ที่เล่าถึงดาวอสในฐานะสถานพักฟื้นผู้ป่วยวัณโรคสำคัญในอดีต

อากาศดีๆ ของดาวอส ที่คนป่วยไข้ใช้เป็นที่พักฟื้นเพื่อสู้กับโรคร้าย อาจเป็นสิ่งที่ชวาบคิดไว้ในใจก็ได้ว่าเหมาะแก่การเป็นที่พักฟื้นเพื่อต่อสู้กับธุรกิจอเมริกัน ที่ขยายอำนาจไปทั่วโลกในวันที่เขาก่อตั้งการประชุมนี้ขึ้นมา

คำถามก็คือในวันที่สงครามของโลกเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นสงครามการค้า สวิตเซอร์แลนด์จะยังคงรักษาสันติภาพของโลกและ Improve the Stage of the World ต่อไปอย่างไร

ที่มาภาพเปิด : Unsplash/Ricardo Gomez Angel

ที่มา
Why is Switzerland always Neutral ? โดย Knowledgia จาก youtube.com
Switzerland from war to neutrality โดย Jocelyn Rochat / Allez Savoir จาก wp.unil.ch
A Brief History of the World Economic Forum โดย Alyssa Fetini จาก time.com

เรื่อง : Little Thoughts