image

Design & Creativity

ครูสอญอ ครู “อินดี้” (TH/EN)

Published Date : 16 ต.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

427

“ถ้าครูมีความรู้สึกอยากมาสอน ผมว่าเด็กเองก็มีความรู้สึกอยากจะมาเรียน”

ครู “สอญอ” ชื่อที่คุ้นหูและติดปากของครู นักเรียน และผู้ปกครองแห่งโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จังหวัดขอนแก่น นอกจากจะเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของคนในพื้นที่แล้ว คุณครู สัญญา มัครินทร์ ยังได้รับสมญาเรียกขานผ่านสื่อหลายแห่งว่า ครู “อินดี้” ครู “ฮิปสเตอร์” จนแม้แต่ ครู “เกรียน” ครูหนุ่มผู้นี้เป็นที่สนใจและสร้างชื่อเสียงจากการเป็นครูเลือดใหม่ที่สรรสร้างรูปแบบการสอนที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบใคร ความคิดสร้างสรรค์ของครูสอญอที่ถ่ายทอดผ่านการออกแบบการเรียนรู้โดยเน้นที่การเสริมสร้างทักษะให้นักเรียน “กลับมารู้เนื้อรู้ตัว” ในคาบสอนแบบบูรณาการที่ชื่อว่า “โฮมรูมโฮมใจ” (โฮม ในภาษาอีสานแปลว่า รวม หรือ ร่วมกัน) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและการสร้างความไว้ใจและสายสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ด้วยครูสอญอเชื่ออย่างหนักแน่นว่ากระบวนการเรียนรู้จะจะสัมฤทธิ์ผล เมื่อเกิดครูและนักเรียนมีสายสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน 

ผลงานของครูเป็นที่เตะตาสื่อหลายสำนัก มีทั้งสื่อสารคดีและสำนักข่าวที่มาขอสัมภาษณ์เพื่อแบ่งปันเรื่องราวประสบการณ์การออกแบบการสอนของครูสอญออย่างต่อเนื่อง จนในปี 2559 ครูสอญอเป็นครูเพียงคนเดียวที่ได้รับเลือกให้ไปออกรายการโทรทัศน์กับรายการ ดูให้รู้ (ตอน ไป เปลี่ยน โลก: ครูสอญอ...ครูเลือดใหม่ ไปญี่ปุ่น ออกอากาศเดือน ต.ค. 2559) เพื่อทัศนศึกษาดูงานการเรียนการสอนที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อจะได้เป็นแรงบันดาลใจให้นำกลับมาพัฒนาการเรียนการสอนที่ประเทศไทย

“สอญอ” เป็นชื่อที่ครูและเพื่อน ๆ เรียกเขาติดปากมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลายและกลายเป็นชื่อติดตลาด จนแม้แต่ครอบครัวของครูสอญอเอง ก็เริ่มเรียกครูด้วยชื่อนี้แทน “น้อย” หรือ “บักจ่อย” ชื่อเล่นจริง ๆ ที่น้อยคนจะรู้ หรือยังใช้เรียก 

จากนักเรียนที่เรียนดีโดดเด่นจากต่างอำเภอ (อ. สีชมพู) ในจังหวัดขอนแก่น ได้ย้ายมาเป็น “เด็กในเมือง” เมื่อต้องย้ายมาเรียนที่โรงเรียนมัธยมชื่อดังในตัวเมืองเมื่ออายุ 15 ปี ครูสอญอได้พบความจริงในตอนนั้นว่า ที่เคยคิดมาตลอดว่าตัวเองแน่ ก็ยังต้องยอมแพ้กระแสการแข่งขันที่เข้มข้นกับเด็กเรียนในเมือง จากสถานภาพที่เคยเป็น “เด็กเรียน” และ “เด็กหน้าห้อง” แปรสภาพมาเป็น “เด็กหลังห้อง” โดยปริยาย

“เรียนไม่ทันเพื่อนฮะ เรียนภาษาอังกฤษไม่ทัน เรียนเลขไม่ทัน เพื่อนเรียนกันเร็วมาก โรงเรียนในเมืองมีการแข่งขันกันสูง จากเด็กที่เคยมั่นใจกลายมาเป็นหมดความมั่นใจไปเลย”

แต่ความต้องการจะได้เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มเพื่อน อันเป็นวิถีธรรมชาติของวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเองและยังไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ที่สมบูรณ์มากนัก เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่จึงมักจะตะเกียกตะกายหาวิถีทางที่จะเป็นที่มองเห็นและเป็นที่ยอมรับในสังคมโรงเรียน แต่เด็กส่วนใหญ่ที่มักจะได้เป็นที่ชื่นชมจากอาจารย์และเพื่อน ก็มักจะมาจากความโดดเด่นเรื่องผลการเรียนเป็นหลัก แล้วเด็กหลังห้องที่ผลการเรียนไม่โดดเด่นล่ะ นั่นคือคำถามที่ครูสอญอถามตัวเองในวัยรุ่น พร้อม ๆ กับการค้นหาพื้นที่ที่จะสร้างความมั่นใจและนำพาเอาความเคารพตัวเองคืนมา

“ตอนนั้นก็คิดว่าเรามีศักยภาพอะไรบ้าง มันก็มีกิจกรรมอาสา ซึ่งพอเราไปอาสาทำ อาจารย์ก็ให้เห็นว่าเรามีข้อดีด้านอาสา ชอบช่วยเหลือคนอื่นเราเลยไปเจอพื้นที่การทำกิจกรรม ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีพื้นที่แล้ว เรามีศักยภาพ แล้วอาจารย์เขาก็ให้โอกาส ให้พื้นที่เราในการทำกิจกรรม มันก็เลยทำให้เราได้เป็นผู้นำในโรงเรียน เพราะอาจารย์คนนี้เขาได้เห็นศักยภาพเรา และเขาช่วยให้เราได้ไปเจอพื้นที่ที่เหมาะกับเรา เพราะในห้องเรียนเราด้อยค่ามาก แต่พื้นที่ตรงนี้ทำให้เรามั่นใจ โลกของการเรียนรู้ของเราเลยเปลี่ยนไปเลย จากมองการเรียนเพื่อสอบ เพื่อแข่งขัน เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย กลายเป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตัวเอง เป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจสังคม และเห็นโอกาสว่าเราไปทำอะไรเพื่อสังคมก็ได้ด้วย เลยเป็นจุดที่ทำให้โลกทัศน์เราเปลี่ยนมาก”

เมื่อถึงเวลาต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้ว่าด้วยใจจริงครูอยากเรียนนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ แต่ไม่มีตัวเลือกนั้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ครูไปสอบเข้า ด้วยความรักและความมีพรสวรรค์ในเชิงศิลปะ จึงทำให้ครูสอญอเลือกที่จะสอบเข้าเรียนที่คณะศึกษาศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา จากเด็กที่สนุกสนานมากกับการทำกิจกรรมและเคยได้รับอิสระในการคิดสร้างสรรค์งานด้วยตัวเอง การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกในคณะที่ขึ้นชื่อว่ามีกรอบระเบียบวินัยเคร่งครัดที่สุดคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัย ทำให้การเรียนของครูในปีแรกไม่ประสบความสำเร็จนัก

“ช่วงไปเรียนปีแรก เอาเวลาเรียนไปทำกิจกรรมเยอะ เริ่มขี้เกียจเรียน โดยเฉพาะที่คณะ ณ ตอนนั้นค่อนข้าง conservative มาก แค่เราเห็นต่างก็กลายเป็นว่าวิธีคิดเราใช้ไม่ได้ เราก็ผิดหวังกับระบบมาก รู้สึกว่ามันย้อนแย้งกับสถานที่ที่ผลิตครู เราอยากเป็นอิสระ อยากไว้ผมยาวเพราะก็ถูกกรอบมาจากตอนที่เรียนม.ปลายมาตลอด ก็ถูกไล่ไปโกนหนวด ไปตัดผม อึดอัดมาก พอไม่ศรัทธาก็เลยปฏิเสธห้องเรียน ไปใช้ชีวิตในค่าย ไปทำแต่กิจกรรม เพราะรู้สึกว่านั่นเป็นพื้นที่อิสระของเรา จนจะถูกรีไทร์

ตอนปีหนึ่งได้เกรด 1.48 เพราะทำกิจกรรมเยอะ เป็นหัวหน้าชั้น ทำงานสโมสรนักศึกษาด้วย เราก็อินกับกิจกรรม แต่ไม่อินกับเรื่องเรียน แล้วก็มีแต่วิชาบังคับทั้งนั้นเป็นวิชาปฏิบัติซึ่งเราไม่ไหว อย่างวิชาภาษาอังกฤษก็เรียนกันตอนแปดโมงเช้า ยังไม่ตื่นหรอก (หัวเราะ) ก็ติดเอฟกันไป จนจะถูกเชิญออก”

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนั้นเอง ครูสอญอก็ได้รับความเมตตาจาก “ครู” อีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาเอง ที่เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของเขา จึงได้ให้โอกาสครูสอญอได้เรียนรู้บทเรียนความผิดพลาดของตนเองในครั้งนี้ พร้อมกับให้โอกาสแก้ตัวใหม่อีกครั้งหนึ่ง

“ตอนนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาก็เรียกมาคุย มาประเมิน เพราะเกรดยังออกไม่หมด แต่ก็น่าจะไม่พ้นต้องโดนรีไทร์ แต่ตอนนั้นก็ได้โอกาสจากอาจารย์ศิลปศึกษาที่ออกเกรดวิชาสุดท้าย ก็ได้รับคำรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษาว่าเราก็เป็นคนใช้ได้อยู่ เพียงแต่อาจจะประมาท ไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ ตอนนั้นก็เลยได้เกรดจาก D เป็น D+ ซึ่งก็ช่วยทำให้เกรดถึง 1.50 พอดี ก็เลยทำให้ได้เรียนต่อ”

บทเรียนสำคัญครั้งนั้นทำให้ครูสอญอเริ่มตั้งสติและปรับทัศนคติบางอย่างใหม่ด้วยตัวเอง ได้เรียนรู้ว่าชีวิตมนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียวแต่ทุกชีวิตต้องเชื่อมโยงกับคนอื่น ๆ ที่รายล้อมอยู่เสมอ เมื่อได้รับโอกาสครั้งที่สอง ทำให้ครูสอญอกลับมาตั้งใจเรียน จนในที่สุดก็สามารถเรียนจบได้อย่างไม่มีอุปสรรคภายในสี่ปี และได้โอกาสมาฝึกสอนที่โรงเรียนบ้านโนนชัยในยุคแรกที่ทางโรงเรียนกำลังเปิดพื้นที่ทดลอง เพื่อวางแผนทิศทางหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นโรงเรียนวิถีชุมชนท้องถิ่นที่มีชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ การเข้าร่วมสังเกตการณ์และฝึกงานในครั้งนั้น นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตครูสอญอเลยก็ว่าได้ เมื่อผลงานการสร้างสรรค์หลักสูตรและบุคลิกภาพของครูไปเตะตาผู้บริหารจนได้รับการทาบทามให้มาสอบบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนนี้ในที่สุด จนถึงปัจจุบันครูสอญอเป็นครูมาได้ 12 ปีเต็มแล้ว

เมื่อถามครูสอญอว่าโรงเรียนวิถีชุมชนท้องถิ่นคืออะไร มีหลักสูตรหรือการเรียนการสอนที่ไม่เหมือนโรงเรียนสามัญทั่วไปตรงไหน ครูสอญอก็คว้าเอากระดาษและปากกามาวาดแผนผังพร้อมอธิบายอย่างตั้งใจ ดูครูจะถนัดอธิบายโดยใช้ภาพวาดเป็นสื่ออยู่เสมอ สังเกตเห็นได้ว่าแม้แต่การจดโน้ตย่อของครูเองก็ยังเป็นภาพวาด เพียงการวาดเส้นเชื่อมโยงเพียงไม่กี่ลายเส้นพร้อมตัวการ์ตูนเล็ก ๆ น่ารักไม่กี่ตัว ครูก็สามารถอธิบายเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายดายมาก 

ระบบการศึกษาไทยจัดเป็นระบบการศึกษาสามแบบ คือ ในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย นั่นคือ (1) การศึกษาในระบบ อย่างที่เราเห็นการจัดการศึกษาแบบโรงเรียนทั่วไป (2) การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม เช่น การศึกษานอกโรงเรียน หรือโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ เป็นต้น และ (3) การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ 

ในการนี้โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย  สังกัดสำนักการศึกษา  เทศบาลนครขอนแก่น  อยู่ในสังกัดขององค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น จึงทำหน้าที่จัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน อย่างทั่วถึงแก่ประชาชนในเขตพื้นที่ตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีอำนาจในการจัดการศึกษาเอง โดยใช้แกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งยังคงหลักสูตรบังคับของส่วนกลางซึ่งมี 8 สาระวิชา ในขณะเดียวกันก็สามารถออกแบบจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับท้องถิ่นได้ ซึ่งเรียกกันว่าหลักสูตร “บูรณาการ” จำนวน 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยทางโรงเรียนได้เปิดโอกาสให้มีการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกันจากทั้งครู ผู้ปกครอง และนักเรียน หนึ่งในกิจกรรมบูรณาการคือชั่วโมงที่ชื่อว่า “โฮมรูม โฮมใจ” ในทุก ๆ วัน  ซึ่งจัดสองช่วงเวลาคือ 30 นาทีก่อนเข้าเรียนภาคเช้า และ 30 นาทีก่อนเลิกเรียน ครูสอญออธิบายถึงกิจกรรมนี้ว่า “เป็นการสร้างพื้นที่ความปลอดภัยให้เด็กรู้สึกว่าเขาปลอดภัยที่จะพูดได้ทุกเรื่อง เป็นพื้นที่ที่ครูกับนักเรียนจะได้สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เป็นพื้นที่เตรียมความพร้อมเรื่องข้างในของเขา สื่อสารกันอย่างสันติ และพัฒนาไปด้วยกัน”

นอกจากกิจกรรมโฮมรูมโฮมใจแล้ว ยังมีกิจกรรมบูรณาการอื่น ๆ อีกหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไป โดยอาศัยร่วมมือกับทางชุมชนเพื่อจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนได้เข้าใจ “วิถีชุมชน” อย่างแท้จริง จากประสบการณ์กว่าสิบปี ครูได้กล่าวสรุปถึงข้อดีข้อด้อยและความเปลี่ยนแปลงในการจัดกิจกรรมเชิงบูรณาการแบบนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

“การเปลี่ยนแปลงก็มีอยู่ อย่างแรกคือ ตัวเนื้อหาและกระบวนการของงานก็เปลี่ยนไปทุกปี เราก็มีนวัตกรรมใหม่ ๆ มาเปลี่ยนด้วย แต่หัวใจคือการบูรณาการ คือการชวนให้เด็กได้กลับมาเห็นตัวเองและชุมชน และมีทักษะในการเอาชีวิตรอดได้ และอยู่กับคนอื่นอย่างมีความหมายได้ เราค่อย ๆ เห็นกระบวนการที่แหลมคมขึ้นและมิติที่ขยายกว้างขึ้น อย่างที่สองคือเห็นความเปลี่ยนแปลงของครู เพราะกระบวนการนี้มันสอนเป็นทีม การสอนเป็นทีม เราจะเห็นทักษะ ทัศนคติ และกระบวนการจัดการของเพื่อนครู ทำให้เราได้เห็นเพื่อนของเราเติบโต และเกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ แต่กระบวนการสอนแบบทีมก็มีจุดอ่อนอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะมันค่อนข้างใช้เวลาต้องคุยกัน พอสอนเสร็จก็ต้องมา AAR กัน [AAR = การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (After Action Review)] และถ้าทีมไหนความสัมพันธ์ในทีมไม่ดี มันก็จะเป็นปัญหา เราก็เลยต้องมีระบบ Coaching เข้าไปช่วยเพื่อสังเกตการณ์ครู มาช่วยอำนวยความสะดวก เพราะในกรณีที่ครูในทีมสื่อสารกันไม่ได้ คนเป็นโค้ชก็จะมาช่วยตรงนี้ และได้ทักษะที่มาแลกเปลี่ยนกันได้ แต่บางกรณีครูผู้สอนก็อาจจะไม่ได้ไว้ใจโค้ช มันก็จะเป็นปัญหาอีก ซึ่งก็มีทั้งมุมบวกมุมลบ มีทั้งความงอกงามและการถอยหลังอยู่เหมือนกัน”

เมื่อถามถึงในฝั่งของผู้เรียน ซึ่งได้รับโอกาสในการเรียนการสอนแบบบูรณาการที่แตกต่างจากการเรียนการสอนตามหลักสูตรบังคับทั่วไป ครูสอญอได้ให้ความมั่นใจว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนที่จบไปแล้วหลายรุ่นเปลี่ยนแปลงไปในเชิงพัฒนาเป็นไปในทางที่ดีมากขึ้น

“เด็กที่นี่พื้นฐานเป็นเด็กคนจนเมือง จากชุมชนใกล้เคียงต่าง ๆ ประมาณ 60-70 % จะไปเรียนสายอาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับบริบทครอบครัวของเขา และก็จะมีอีกส่วนหนึ่งที่เรียนสายสามัญ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งพอเรียนจบม. 3 แล้วก็จะออกไปทำงาน กลุ่มที่เรียนมหาลัยก็มี หรือจบสายอาชีพแล้วไปต่อให้จบปริญญาตรีจากวิทยาลัยราชมงคลแบบก็มี ก็ถือว่าวิชาการก็ไม่ได้ขี้เหร่ 

นักเรียนแต่ละรุ่นก็แตกต่างกันไป บางรุ่นก็ไปได้ดีมาก จนเติบโตไปเป็นผู้นำชุมชนได้จัดเวทีเสวนาชุมชนได้ บางรุ่นศักยภาพต่างกัน เราก็ออกแบบกระบวนการให้สอดคล้องกับศักยภาพของเขา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

และก็มีรุ่นหนึ่งที่ผมติดตาม เด็กกลุ่มหนึ่งที่เรียนกระบวนการแบบนี้ ได้โอเน็ตอันดับหนึ่งเลย คะแนนระดับประเทศด้วยซ้ำ สมัยที่ผมสอนวิชาสังคม มันเป็นวิชาที่ต้องวิเคราะห์ ต้องดูหลายมิติ ไม่ได้ตอบแบบความจำ ซึ่งทักษะแบบนี้เราสร้างทุกเช้าในวิชาบูรณาการ และผมใช้วิธีสอนแบบ active learning ไม่ได้เน้นตรงความรู้มาก แต่เวลาสอน เราจะเน้นให้เด็กได้วิเคราะห์ ซึ่งพอเขามีทักษะการวิเคราะห์แบบนี้คะแนนก็พุ่งเลย จากที่เคยอยู่อันดับท้าย ๆ ก็พุ่งไปอันดับหนึ่งเลย คือความรู้มันก็ต้องมีนะมันถึงจะทำข้อสอบได้ มันก็ไม่ได้แยกส่วนเสียทีเดียว”

ในยุคปัจจุบันมีข้อถกเถียงกันในวงกว้างถึงระบบการศึกษาไทยที่ดูจะถูกแช่แข็ง สื่อหลายสำนักไปจนถึงนักการศึกษายุคใหม่มองว่าการศึกษาไทยในปัจจุบันกำลังก้าวถอยหลัง ซึ่งย้อนแย้งกับความรุดหน้าทางด้านเทคโนโลยี ข่าวที่น่าตกใจและเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือเรื่องการจัดอันดับการศึกษาไทยในกลุ่มเซียน ในปี 2556 ซึ่งได้ผลลัพธ์ว่าการศึกษาไทยอยู่อันดับรั้งท้ายของอาเซียน จนถึงขั้นกล่าวกันว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยตอนนี้อาจจะเรียกได้ว่า ล้มเหลว เมื่อถามมุมมองครูสอญอ ซึ่งเป็นบุคลากรในแวดวงการศึกษาอย่างเต็มตัว ครูได้ร่วมแสดงความคิดเห็นถึงเรื่อง “กับดัก” ของระบบการศึกษาไทย และยอมนับว่าปัญหานี้อาจจะยังไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น

“ผมว่าเรื่องนี้เป็นความจริงอยู่หลายส่วนเลย บางมุมก็แก้เชิงโครงสร้างลำบากมาก ถ้ามองในแง่การเมือง รัฐไทยทำให้ครูกลายเป็นเครื่องมือของรัฐ สังเกตได้ว่าหลักสูตรใด ๆ ก็แล้วแต่ คุณธรรม 12 ประการ การเป็นพลเมือง หลักสูตรเหล่านี้มาจากส่วนกลางทั้งนั้นเลย ซึ่งจริง ๆ แล้วควรมีการกระจายอำนาจให้ทุก ๆ ที่มีอำนาจในการออกแบบการเรียนรู้ที่มันสอดคล้องกับบริบทของเด็ก ตรงนี้เคยทำได้แล้วใน พรบ. การศึกษา 2542 ซึ่งมันงอกงามมาก และเราได้เห็นผลที่ผลิบาน หนึ่งในนั้นคือผม ซึ่งก็โตมาจากกระบวนการเรียนการสอนยุคนั้น มันเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากเลย เราก็เลยอยากเอาประสบการณ์นั้นมาทำให้ต่อเนื่อง

แต่พอการศึกษามันถูกรวมศูนย์จากนโยบายมันเลยทำให้ครูไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า ฉันไม่มีอำนาจในการจัดการศึกษาเองเลยเหรอ และครูเองก็เป็นข้าราชการส่วนใหญ่ คนยุคผมอยากมาเป็นครู เพราะสวัสดิการของรัฐ แต่เขาไม่ได้อยากเป็นครูแบบเป็นครูจริง ๆ  และระบบการประเมินก็ใช้ระบบประเมินซึ่งไม่ได้เพิ่มพูนจิตวิญญาณความเป็นครูเลย คนที่ตั้งใจมาเป็นครูจริง ๆ เลยเหี่ยว เพราะมาเจอระบบที่แข็งมาก ระบบเสรีนิยมใหม่ที่ประเมินครูโดยใช้วิธีการแบบการตลาดแบบนี้ มันไม่สอดคล้องกับการพัฒนาครูที่มันวัดเป็นตัวเลขลำบาก 

และก็ยังการสอบโอเน็ต สอบนู่นนี่นั่น ซึ่งการสอบมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นในการวัดศักยภาพคน แต่รัฐไทยให้น้ำหนักกับการสอบโอเน็ต การสอบเข้ามหาลัยเป็นงานใหญ่มาก ระบบมันเลยมาติดกับดักเอาตรงนี้ คนก็เลยรู้สึกว่าต้องติวเพื่อไปสอบ แต่พอสอบปุ๊ป จบมาได้ ความรู้ก็ไม่ได้ใช้ คนในส่วนงานเอกชนเลยรู้สึกว่าทำไมการศึกษาไทยมันแย่ เพราะความรู้มันไม่สอดคล้องไม่ได้ติดเนื้อติดตัวเป็นทักษะ มันเลยเป็นผลออกมาว่าทำไมเราถึงรั้งท้าย เพราะเขาไม่ได้ประเมินการสอบโอเน็ต แต่ประเมินทักษะ การเอาตัวรอด การใช้ชีวิต แต่การศึกษาของเรามันไปติดระบบการแข่งขันและการให้ค่าของการจัดลำดับต่าง ๆ ซึ่งผมว่ามันหลงทาง

ช่วงแรกของการตั้งโรงเรียนดีมาก เพราะโรงเรียนนี้ได้รับการคาดหวังว่าจะทำให้เป็นโรงเรียนตัวอย่างของโรงเรียนทางเลือกในระบบ ที่เด็กไม่ต้องไปแข่ง ไปอะไรมาก ให้เขาได้เป็นเขา ให้เขามีความสุข ให้เขาภูมิใจที่เป็นเด็กโนนชัย มีความเป็นบ้าน ๆ แต่มีศักยภาพ เพราะเชื่อว่าถ้าเด็กมั่นใจ เด็กมองเห็นตัวเอง เขาจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้หรอก แล้วก็จะเลือกครูที่มีบุคลิกสอดคล้องกับแนวทางแบบนี้ แต่ต่อมาพอมีการเปลี่ยนผู้บริหารหลายรุ่น ทั้งทางเทศบาลเอง และโรงเรียน ทิศทางของโรงเรียนก็อาจจะเปลี่ยนไปอีก ก็กลับมาดูที่การติวการสอบ การแข่งขันกันอีก ซึ่งเราก็ต้องมาทบทวนจุดยืนกันอยู่เรื่อย ๆ”

อย่างไรก็ตาม ก็อาจจะมีข้อสงสัยได้ว่า ในเมื่อการสอบวัดมาตรฐานก็เป็นวิถีทางหนึ่งที่สามารถชี้ชัดถึงระดับความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนออกมาได้เป็นรูปธรรมที่สุด ถ้าเราจะไม่มีการสอบ แล้วเราจะวัดความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน และจะประเมินผลการเรียนได้อย่างไร 

“เข้าใจว่าเรายังอยู่ในระบบที่ประเมินแบบนี้ เรายังตัดขาดไม่ได้หรอกครับ เพราะโลกเรายังให้ค่าการประเมินแบบนี้อยู่ แต่เราก็พยายามทำให้นักเรียนได้เห็นโลกของความเป็นจริงที่มีการประเมินหลายแบบ เราชวนให้เขาเห็นคุณค่าแท้และคุณค่ารองของการประเมินค่า

คนที่ออกแบบวัด เขาก็ออกไม้บรรทัด มาวัด ใครที่เหมาะกับไม้บรรทัดนั้นก็วัดผ่านไป แต่จริง ๆ เราควรวัดในทิศทางพัฒนาการ ซึ่งคนที่มีหน้าที่สร้างพัฒนาการก็ควรมีอำนาจในการออกแบบเครื่องมือวัดของเราเองด้วย หลัง ๆ เราเลยมีการออกแบบการประเมินที่ แน่นอนเรายังคงต้องมีเครื่องมือการวัดที่เหมือนกันอยู่ แต่เราให้อำนาจเด็กประเมินตัวเองด้วย ให้ผู้ปกครองประเมินลูกเขาด้วย ให้เพื่อนประเมินเพื่อน และเด็กเองก็ประเมินครูผู้สอนได้ เราได้สร้างวัฒนธรรมตรงนี้ขึ้นมา ให้มันหลากหลาย เราจะเห็นได้ทุกมิติ เห็นได้จากหลายมุมมอง ไม่ใช่แค่การประเมินความรู้ที่สอบแล้ว แต่จะผ่านงานที่เราเรียกว่า งาน “หยดน้ำแห่งการเรียนรู้” ทุกปี พอเรียนเสร็จแล้วก็จะชวนเด็กมา AAR ซึ่งก็จะกลั่นมาว่า ทั้งเทอมที่เขาเรียนมานี่ เขาได้องค์ความรู้อะไรบ้าง เขามีทักษะอะไรบ้าง และมีทัศนคติให้คุณค่ากับสิ่งที่เรียนอย่างไรบ้าง โดยการให้เขาจัดการนำเสนอสิ่งที่เขาเรียนรู้ออกมาให้คนที่ไม่รู้เลยว่าเขาเรียนอะไร ได้รู้ด้วยในสองชั่วโมง ซึ่งนักเรียนก็ต้องออกแบบแล้ว อาจจัดเป็นละคร ทำเป็นนิทรรศการ เป็นหนังสั้น เป็นเวทีเล่า แล้วแต่เค้าเลย และให้วางแผนการทำงานกับเพื่อน ให้อาสางานกันเอง ใครถนัดอะไรก็ทำที่ตัวเองถนัด อย่างคนถนัดพูดก็เป็นพิธีกร บางคนถนัดงานช่างก็ไปทำนิทรรศการ คนถนัดประสานโทรหาผู้ปกครอง ให้เป็นการของเขา  หน้าที่ของครูคือติดตามว่าวันนี้ทำอะไรคืบหน้าไปบ้างแล้ว ผู้ปกครองมานั่งดูลูกเขา เห็นลูกเขาเติบโต ทำงานได้ มีศักยภาพ ผู้ปกครองก็ประเมินลูกเขา เวลาประเมินเราให้เกรดด้วย แต่จะทำเป็นคะแนนรูบิค เก็บคะแนนจากหลาย ๆ แหล่งประเมินแบบนี้ ซึ่งก็ได้ประเมินจากพัฒนาการและจุดเด่นของเด็กเอง”

เมื่อการประเมินและการสอบแข่งขันยังคงเป็นส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งในแวดวงการศึกษา จนทำให้มีแรงกดดันสูงแบบนี้ที่ส่งผลต่อทั้งผู้เรียนและผู้สอนในวงการศึกษาไทย เราจะหาทางออกจากวงจรการสอบ การประเมิน การวัดคุณค่าการทำงานออกมาเป็นตัวเลขจุดทศนิยมแบบนี้ได้อย่างไร 
“ผมมองอย่างมีความหวังนะ อย่างก็มีกลุ่มครู รวมตัวกันตั้งกลุ่มชื่อว่า “ครูขอสอน” หมายถึงกลุ่มคุณครูที่รู้สึกว่าเราขอทวงคืนเวลาที่จะเอาไปทำงานเชิงระบบ งานประเมินเอกสารกระดาษอะไรต่าง ๆ พวกนี้ไปสอนนักเรียนเถอะ 

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มครูจบใหม่ไปจนถึงรุ่นอายุ 30 กว่า 40 เราเป็นเจน X เจน Y เรามีความแอนะล็อกกับดิจิทัล เติบโตมาทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ พวกเราจะเข้าใจทั้งครูรุ่นเก่าแบบเดิม และครูจบใหม่ที่เข้ามาอยู่ในระบบแล้วฟีบมาก การรวมกลุ่มกันก็หาวิธีและเพื่อจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม อันที่หนึ่ง คือ ทำหน้าห้องให้เห็นประจักษ์ เป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ ถ้าเราต้อการการเปลี่ยนแปลง เราต้องทำหน้างานให้ได้เห็น อันที่สอง เราต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน มันเลยมีเพจอื่น ๆ ตามมา อย่างเพจ “ครูปล่อยของ” เพจ “ก่อการครู” นู่นนี่ ที่เราเชื่อว่าครูก็ทุกข์นะกับระบบการศึกษาแบบนี้ เราเลยต้องมาร่วมมือกันทำอะไรสักอย่างเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง อาจจะเป็นไม้ขีดก้านเล็ก ๆ  ที่จะจุดสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมที่เราพอจะมีศักยภาพทำได้ และเราก็ทำงานเชิงระบบไปพร้อมกับด้วย เรามีการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่เราคิดว่ามันไม่โอเค กับประสบการณ์ที่เราคิดว่ามันโอเค เพื่อส่งเสียงขึ้นไปยังกระทรวง ซึ่งเป็นการทำงานเชิงระบบจากล่างไปบน ให้ข้างบนรับรู้ด้วยว่าเราเจออะไร ผมว่าครูก็ควรมีสิทธิ์มีเสียงที่จะเลือกปฏิเสธระบบบางอย่าง เพื่อให้ได้ทำงานสอนซึ่งเป็นงานหลักของเราได้เต็มที่”

ในคำว่า “ครูเกรียน” หรือ “ครูอินดี้” ที่หลายคนกล่าวถึง ครูสอญอกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ “อินดี้” อยู่แต่เพียงผู้เดียว

“มีครูประเภทเดียวกับเราอยู่เยอะนะ ครูที่ไม่ยอมจำนนกับกรอบเดิม ๆ ที่พยายามหาทางเลือกใหม่ ๆ ให้ตัวเราเองด้วยล่ะ เพราะเราเองก็ไม่อยากจะมาโรงเรียนด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยว เอาจริง ๆ นี่เหมือนทำเพื่อตัวเองนะ เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตชีวาอยากมาสอน เราอยากสนุกกับเขา ถ้าครูมีความรู้สึกอยากมาสอน ผมว่าเด็กเองก็มีความรู้สึกอยากจะมาเรียน แล้วมุมมองเดิมที่มองว่าครูคือผู้ถ่ายทอดนี่ก็ไม่ใช่แล้ว เราต้องเป็นคนที่พร้อมจะเรียนกับเด็ก กล้าที่จะทดลองอะไรใหม่ ๆ”

ท้ายที่สุด เมื่อเราขอให้ครูสอญอช่วยสรุปภาพการวิเคราะห์ผู้เรียนยุคใหม่ ว่ามีบุคลิกลักษณะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เพื่อที่ครูจะได้ตระหนัก ตามนักเรียนได้ทัน และมองเห็นภาพกว้างของทิศทางการศึกษาที่ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถออกแบบการเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะที่เหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับผู้เรียนยุค 4.0 แบบนี้

“เข้าใจเขานะครับว่าเด็กยุคนี้เติบโตมากับเทคโนโลยีความเร็ว เลยทำให้สมาธิสั้นมาก ระบบครอบครัวก็ล่มสลายด้วย เด็กผมกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์มาจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว เมื่อสายใยครอบครัวไม่ได้ถูกเติมเต็ม เด็กก็ต้องการแสดงตัวอะไรบางอย่าง ถ้าเรามองอย่างเข้าใจเราจะเห็นอกเห็นใจ และใจเย็นพอที่จะช่วยเขา ไม่มองเขาอย่างตัดสิน ทั้งเห็นใจตัวเองด้วย เห็นใจเด็กด้วย ทักษะที่ผมให้ค่าอันดับหนึ่งเลยทักษะการกลับมารู้เนื้อรู้ตัว เพราะเด็กเดี๋ยวนี้ไปง่าย และมีความอดทนไม่พอ คาบโฮมรูมโฮมใจจะทำให้ใจเขามาอยู่ตรงนี้ โฮมใจเขา (แตะที่หัวใจ) ให้เขารู้สึกเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะแบ่งปันสุขทุกข์กับเรา และเป็นพื้นที่ให้เราเองใจใหญ่มากพอที่จะฟังคำหยาบจากเด็กยุคนี้ ที่เด็กไม่น่าพูดเลยในห้องเรียน เราก็ต้องพยายามใจกว้างมากขึ้น พอเราให้ใจเขา ให้เขาไว้ใจเรา เรื่องที่พยายามจะนำพาทิศทางให้เขา เขาก็จะให้ค่ามากขึ้น อย่างการรู้เนื้อรู้ตัวผมใช้เครื่องมือศิลปะ การทำงานศิลปะเป็นการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว พยายามให้เขาตามอารมณ์ตอนทำงาน เบื่อบอกเบื่อนะ หงุดหงิดให้รู้ว่าหงุดหงิดอยู่นะ ให้เขาซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง

อีกทักษะหนึ่งที่พยายามชวนให้เขาเห็นคือการรู้โลกมาก ๆ ในขณะเดียวกันก็รู้ตัวเองด้วย จะได้ไม่หลงไปกับข้อมูล ไม่หลงไปกับข่าวปลอม ๆ  ต้องกลับมาตระหนักรู้ตัวเองอยู่เรื่อย ๆ เพราะเขารับรู้ข่าวสารเร็วมาก รู้แล้วเชื่อเลย อย่างในชั่วโมงโฮมรูม เราจะให้เขาอัพเดทว่าเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมามีข่าวอะไรบ้าง เด็กบางคนอาจจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพราะอยู่แต่ร้านเกม แต่ก็จะได้ฟังเพื่อนเล่า ระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ไปจนระดับประเทศ ต่างประเทศ ข่าวสารต่าง ๆ ที่เราจะเรียนรู้ด้วยกัน อย่างเรื่องไฟไหม้ป่าอเมซอน มันมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเรา ครูก็จะต้องชี้ชวนให้เขาเห็นความเชื่อมโยงในทางอ้อมหรือทางตรง เขาก็จะได้เปิดหูเปิดตา รับรู้อะไรมากขึ้น ว่ามันเกี่ยวไม่เกี่ยวกับเราอย่างไร เรารู้สึกอย่างไรกับมัน ก็พยายามทำแบบนั้น”

ก่อนจะลาจากกัน เราถามคำถามสุดท้ายกับครูว่า กว่าสิบสองปีที่ครูสอญอใช้เวลาไปในการออกแบบเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน แล้วสำหรับตัวครูเองล่ะ ยังมีช่องว่างอะไรที่อยากพัฒนาเพื่อตัวเองหรือวิชาชีพของตัวเองอีกบ้างหรือเปล่า ครูสอญอตอบคำถามพร้อมรอยยิ้มอ่อน ๆ 

“ผมอยากพัฒนาเรื่องการเติบโตด้านในของตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้วเราเรียนเรื่องข้างนอก เรื่องโลกข่าวสาร แต่ท้ายที่สุดแล้วเราต้องกลับมาจัดการกับความทุกข์ความสุข และทำยังไงให้เราเป็นพลังงานที่ดีของคนที่อยู่รอบข้าง ผมอยากเป็นครูที่พัฒนาด้านการเติบโตด้านในให้มั่นคง มีอะไรที่มากระทบ มีอะไรที่พอใจไม่พอใจเราก็อยู่กับมันได้อย่างปกติ เพราะพลังงานที่ได้มาจากการดิ้นรนต่อสู้การไปฟาดฟันคนอื่นมันเหนื่อยมาก เหนื่อยกับเราและกับคนอื่นด้วย เราอยากหาพลังงานดีงามที่ทำให้ทั้งเราและคนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน และเป็นพลังงานที่ทำให้เราพอใจในตัวเรา มันก็จะส่งต่อไปให้คนเห็นได้จากตัวอย่างที่เราทำ มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากปัจเจกไปสู่สิ่งแวดล้อม มันเป็นพลังที่เราจะได้แลกเปลี่ยนกันและมาสร้างพลังใจกลับมาให้ตัวเองด้วย....”

William Arthur Ward (1921-1994) นักเขียนชาวอเมริกันชื่อดังได้เขียนคำคมถึงอาชีพครู ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางไว้อย่างน่าประทับใจว่า

“The mediocre teacher tells. The good teacher explains. The superior teacher demonstrates. The great teacher inspires.” (ครูทั่วไปจะเล่าเรื่อง ครูที่ดีจะอธิบาย ครูที่เก่งจะสาธิตให้เห็น แต่ครูที่ยอดเยี่ยมจะสร้างแรงบันดาลใจ)

วันนี้คิดว่าเราได้พบคุณครูรุ่นใหม่ที่ “ยอดเยี่ยม” อีกท่านหนึ่งแล้วล่ะ

เรื่อง ภารดี ตั้งแต่ง
แปล ภารดี ตั้งแต่ง
ภาพ ฐิติพัฒน์ พัฒนวิจิตร (ROUGE Studio)