image

Business & Industrial

Socialgiver มิติใหม่ของการทำความดี ที่มีแต่ได้กับได้

Published Date : 3 ก.ค. 2561

Resource : Creative Thailand

2,902

เคยไหม เวลาเดินผ่านอาสาสมัครที่ยืนถือกล่องรับบริจาค แล้วก็นึกสงสัยว่า “นอกจากการบริจาคหรือการลงแรงช่วยเหลือแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่คนทั่วไปอย่างเราจะสามารถช่วยสังคมได้แบบง่ายๆ แต่ให้ประโยชน์อย่างยั่งยืนบ้างไหม”

หากคุณก็สงสัยเหมือนเรา อลิสา นภาทิวาอำนวย ผู้ร่วมก่อตั้ง Socialgiver ธุรกิจเพื่อสังคมน้องใหม่ซึ่งเพิ่งอายุครบ 3 ปีเมื่อเดือนพฤษภาคม จะมาเสนอไอเดียธุรกิจฉลาดล้ำ ที่จะปลดล็อกวิธีรับเงินสมทบทุนขององค์กรการกุศลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แถมยังช่วยสร้างสีสันให้ชีวิตสำหรับคนใจดีที่ชอบการหยิบยื่นเงินเพื่อบริจาคได้อีกด้วย

Living is Giving. แค่ใช้ชีวิต ก็ได้ช่วยชีวิต
“คนไทยใจดี” ใครๆ ก็บอกอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เราเป็นคนธรรมดาที่มีค่าใช้จ่ายประจำวันต้องรับผิดชอบ แม้ใจจะอยากช่วย แต่การแบ่งเงินในกระเป๋าให้องค์กรการกุศลซึ่งมีให้เลือกมากมาย เราก็ทำได้แบบมีขีดจำกัด

สถิติจากรายงานของกรมสรรพากรพบว่า โดยทั่วไปคนไทยบริจาคเงินเพื่อสังคมประมาณ 0.36% ของรายได้ แต่ใช้เงินกว่า 70% ไปกับไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่จะนิยมระดมทุนและทำงานอาสาแบบครั้งเดียวจบ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว องค์กรการกุศลต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำงานที่ต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งสตาร์ทอัพเพื่อสังคมจากการริเริ่มของอลิสา นภาทิวาอำนวย และอาชว์ วงศ์จินดาเวศย์ “Socialgiver เกิดจากการที่เราตั้งคำถามว่า จะทำยังไงให้การทำความดีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการใช้จ่ายประจำวันของเรา ทำยังไงให้เราไปกินข้าว ไปเที่ยว ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต แล้วได้ช่วยโครงการเพื่อสังคมไปด้วย” อลิสาเท้าความ

ฟังดูเหมือนเป็นโจทย์ที่เป็นไปไม่ได้ แต่สองผู้ก่อตั้งก็ค้นพบทางออกเมื่อพบว่า ธุรกิจในภาคท่องเที่ยวและบริการมักจะมี “บริการคงเหลือ (Spare Service Capacity)” ที่สูญหายไปโดยไม่เกิดประโยชน์ คิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของขีดความสามารถการบริการ (Capacity)* เช่น ห้องว่างในโรงแรมช่วงโลว์ซีซั่นที่มียอดการจองไม่เต็มจำนวน โดยที่ผ่านมาธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในบ้านเรามีมูลค่าบริการสูญหายไปถึงปีละ 6 แสนล้านบาท หรือวันละ 1.6 พันล้านบาท**

ไอเดียของพวกเขา ก็คือรับสมัคร ‘ธุรกิจใจดี’ ที่พร้อมอาสาบริจาคมูลค่าบริการคงเหลือให้ Socialgiver นำไปจำหน่ายบนเว็บไซต์ในรูปแบบของบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า ‘GiveCard’ เช่น บัตรรับประทานอาหาร ตั๋วหนัง คอนเสิร์ต และฟิตเนส ในราคาพิเศษ ผู้บริโภคสามารถซื้อเพื่อใช้เองหรือจะส่งเป็นของขวัญให้เพื่อนก็ได้ โดยกำไร 100% จะนำไปสมทบทุนโครงการพัฒนาสังคมที่คัดสรรมาแล้ว “การกินเที่ยวมันเป็นแรงกระตุ้นของคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว เท่ากับว่าเขาสามารถทำความดีได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือเราไม่ได้พูดถึงแต่คนที่สนใจประเด็นสังคม เพราะคนเหล่านั้นเขามักจะทำความดีด้วยการบริจาคหรือไปทำงานอาสาอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะมีแค่ 1% แต่เราเชื่อว่าถ้าเราทำให้คนส่วนใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมได้ นี่แหละคือคนที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง” อลิสาอธิบาย

Win-Win-Win ทั้งผู้บริโภค ธุรกิจ และสังคม
นอกจากผู้บริโภคจะได้ ‘ช้อป’ และ ‘ช่วย’ สังคมไปพร้อมๆ กันแล้ว หากมองจากมุมของภาคธุรกิจ นี่ก็เป็นทางเลือกใหม่ในการช่วยเหลือสังคมที่ตอบโจทย์ไม่แพ้กัน “เราอยากท้าทายให้ธุรกิจตั้งคำถามว่า นอกจากการทำ CSR แบบเดิม เขายังสร้างผลกระทบให้สังคมในรูปแบบไหนได้อีก หลายคนอาจจะพูดถึง CSR in process (การรับผิดชอบต่อสังคมในทุกขั้นตอนการทำงาน) กันเยอะ แต่มันเป็นสิ่งที่คุณอาจจะควรทำอยู่แล้วหรือเปล่า”

“เราให้ความสำคัญกับการนัดเข้าไปคุยกับผู้บริหารเพื่อทำความเข้าใจก่อนว่าเราทำแบบนี้ทำไม เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีคนเคยทำมาก่อน ต้องสร้างความเชื่อใจให้เขาเห็นว่าเราทำงานอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ว่าการเข้ามาร่วมกับเรา เขามีแต่ได้กับได้ คนมาใช้บริการเขา เขาก็ได้ทำความดีด้วย อย่างร้านอาหารที่ต้องเปิดร้านทุกวัน การจัดเวลาให้พนักงานไปทำงานอาสามันยากมาก แต่พอมาเข้าร่วมกับเรา แค่มีคนมาใช้บริการ แค่เขาทำงานของเขา ก็เท่ากับได้ช่วยสังคมแล้ว เจ้าของธุรกิจที่เข้าร่วมก็บอกกับเราว่าพนักงานเขาแฮปปี้”

โครงการที่ดี ต้องแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ
จริงอยู่ว่าโมเดลการทำงานของ Socialgiver นั้นช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้โครงการเพื่อสังคมได้รับเงินสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับว่า เงินสนับสนุนเหล่านี้ถูกส่งต่อไปสู่โครงการที่มีความโปร่งใสในการทำงานและมีประสิทธิภาพในการสร้างผลกระทบทางสังคม (Social Impact) อย่างแท้จริง ความท้าทายจึงอยู่ที่การคัดสรรโครงการที่จะได้รับเงินสนับสนุน

Socialgiver มีพาร์ทเนอร์ภายนอกที่ช่วยประเมินประสิทธิภาพของโครงการ ในขณะเดียวกันก็มีเกณฑ์การพิจารณาภายในที่เข้มข้นไม่แพ้กัน “เราจะดูตั้งแต่ขั้นตอนการทำงาน กลยุทธ์ในการแก้ปัญหา ไปจนถึงว่าเขายินยอมให้เราเข้าไปตรวจสอบการทำงานส่วนไหนบ้าง รวมถึงการตั้งตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำงาน เพราะบางโครงการก็เริ่มจากคนตัวเล็กๆ ที่ทำด้วยใจ อาจจะไม่เคยคำนึงถึงเรื่องนี้มาก่อน เราก็เข้าไปคุยเพื่อให้เขาตกผลึกว่าผลลัพธ์ที่เขาคาดหวังคืออะไร นอกจากนี้ โครงการควรจะมีพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันด้วย เพราะทุกวันนี้หลายมูลนิธิแข่งกันระดมทุนโดยไม่มองภาพใหญ่ของการแก้ปัญหา มองในเชิง KPI ของตัวเองให้สำเร็จไป บางแห่งทำงานคล้ายกันแต่เสียดายที่ไม่ค่อยได้ร่วมมือกัน หรือไม่เคยเชื่อมโยงทักษะของทั้งสองแห่งเข้าด้วยกันเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุด คือการแก้ปัญหา เช่น มูลนิธิหนึ่งอาจจะเก่งด้านการสื่อสาร อีกมูลนิธิถนัดงานภาคสนาม” 

“ที่สำคัญคือเขาวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแบบนั้นซ้ำอีกในอนาคตยังไง คือปัญหาเดิมต้องไม่เกิดซ้ำอีก (Irreversibility) นั่นคือเป้าหมายในอุดมคติ ดังนั้นเวลาเลือกโครงการที่จะสนับสนุน เราก็จะถามตัวเองด้วยว่า เราได้ช่วยเขาแก้ปัญหาที่เป็นต้นน้ำจริงๆ หรือเปล่า หรืออย่างน้อยคือเขามีแผนที่จะจัดการกับปัญหาต้นน้ำตรงนั้นหรือเปล่า เพราะเราเข้าใจว่าปัญหามันซับซ้อน ปัจจัยรอบด้านมันเยอะมาก”

ปัจจุบัน Socialgiver มีธุรกิจใจดีมาเข้าร่วมแล้วมากกว่า 200 แบรนด์ สนับสนุนโครงการพัฒนาสังคมไปแล้วเกือบ 40 โครงการ รวมแล้วได้สร้างผลกระทบเชิงบวกให้คนและสัตว์มากกว่า 45,000 ชีวิต และตั้งเป้าว่าจะสนับสนุนโครงการให้ครอบคลุมตาม ‘เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals)’ ที่ UNDP บัญญัติไว้ทั้ง 17 ข้ออีกด้วย 

เชื่อมต่อโลกแห่งการแบ่งปัน
หลังจากที่ก่อร่างสร้างเครือข่ายระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยงานเพื่อสังคมมาครบ 3 ปีเต็ม Socialgiver ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสะดวกของผู้ใช้งานไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยในเร็วๆ นี้ จะปรับเพิ่มฟีเจอร์ให้ผู้บริโภคเลือกได้เองว่าต้องการให้เงินที่จ่ายไปสมทบทุนโครงการไหน และยังติดตามความคืบหน้าของแต่ละโครงการบนแอพฯ ได้เช่นเคย ทั้งยังมีแผนจะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาต่อยอด เพื่อสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินที่โครงการได้รับอีกด้วย 

“เราอยากจะเป็นแพลตฟอร์มระดับโลก เพราะศักยภาพของธุรกิจบริการมีอยู่ทั่วโลก ถ้าในอนาคตเราไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วการเลือกไปพักโรงแรมนั้น หรือกินอาหารที่ร้านนี้ มันทำให้เราได้ช่วยเหลือโครงการพัฒนาสังคมในเมืองนั้นด้วย ก็คงจะดี ดังนั้นตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือเราพยายามจะสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ให้ธุรกิจรู้สึกตื่นตัวว่าเขาต้องมาทำตรงนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้วเราคิดว่า CSR มันไม่ใช่ Corporate Social Responsibility มันคือ Citizen Social Responsibility เราทุกคนควรต้องมีบทบาทรับผิดชอบต่อสังคมด้วยกันทั้งหมด”CT

____________________
*ข้อมูลจาก World Travel & Tourism Council
**ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย


เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ
ภาพ: ภีร์รา ดิษฐากรณ์ 

ขอขอบคุณสถานที่สัมภาษณ์: OMMO Studios Bangkok