image

Design & Creativity

สิงคโปร์ กับแผนยกระดับ “ความสุข” ในสังคมด้วยศิลปะ

Published Date : 28 ส.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

2,326

พูดถึง ‘สิงคโปร์’ คงแทบไม่มีใครคิดถึง ‘ศิลปะ’ ...ผลสำรวจของกระทรวงการท่องเที่ยวสิงคโปร์เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วพบว่า ในบรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสิงคโปร์ทั้งหมด แทบไม่มีใครเลยที่มีศิลปะเป็นเป้าหมายหลักในการไปเยือน 

แต่มุมมองที่โลกมองสิงคโปร์กำลังจะเปลี่ยนไป เพราะแม้ไม่ได้ตั้งใจมาหา ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่เราจะต้องบังเอิญได้พบกับอาร์ตอีเวนต์สักงานระหว่างใช้เวลาในดินแดนสิงโตทะเลแห่งนี้

37,000 คือจำนวนกิจกรรมด้านศิลปะทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่สิงคโปร์ในแต่ละปี หรือถ้าเฉลี่ยให้เห็นภาพง่ายๆ คือภายในเวลาหนึ่งวันจะมีการแสดงถึง 26 โชว์ และนิทรรศการแนวทัศนศิลป์ (Visual Arts) อีก 81 งานให้เราได้เลือกชม

ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยเมื่อเทียบกับขนาดของประเทศที่ใหญ่เท่ากับพื้นที่เพียงครึ่งหนึ่งของกรุงเทพฯ 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ถ้ามองย้อนกลับไปไม่เกิน 20 ปี แม้สิงคโปร์จะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจแต่วงการศิลปะกลับแห้งแล้งเข้าขั้นได้รับฉายาว่า ‘ทะเลทรายวัฒนธรรม’ (Cultural Desert) เลยทีเดียว นั่นแปลว่าการเติบโตของวงการศิลปะและวัฒนธรรมในช่วงที่ผ่านมาของสิงคโปร์ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ต้องได้รับการผลักดันจากภาครัฐและหลายฝ่ายอย่างเอาจริง

สิงคโปร์กำลังทำอะไรอยู่ และเบื้องหลังแผนการส่งเสริมด้านศิลปะของประเทศอายุน้อยแต่มาแรงแห่งนี้มีแนวคิดอย่างไร คุณเคนเนท กว็อก (Kenneth Kwok) ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายการวางแผนและการมีส่วนร่วมจากสภาศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์ (NAC: National Arts Council) ซึ่งได้มาร่วมเป็นวิทยากรในหัวข้อ “Singapore Arts Plan: Excellence that Inspires People and Connects Communities” ที่งาน CEA Forum 2019 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้ให้เกียรติพูดคุยและไขข้อสงสัยของเราหลังจบการบรรยาย

สิงคโปร์ เศรษฐกิจ ศิลปะ
“ทำไมสิงคโปรจึงเริ่มหันมาสนใจศิลปะ” คือคำถามแรกๆ ที่เราเอ่ยถามคุณเคนเนท ผู้เคยเป็นทั้งครูสอนภาษาอังกฤษ วรรณกรรม และการแสดงในโรงเรียน ทำงานคลุกคลีอยู่ในแวดวงการศึกษานานนับสิบปี รวมถึงการเป็นหนึ่งในทีมนโยบายและการจัดการหลักสูตรการศึกษาในกระทรวงการศึกษาของสิงคโปร์ ก่อนจะย้ายมารับบทบาทหัวหน้าผู้ดูแลหลายแผนกสำคัญในสภาศิลปะแห่งชาติ จนมาเป็นผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายการวางแผนและการมีส่วนร่วมในปัจจุบัน 

ภายใต้ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศใหม่ที่เพิ่งจะมีอายุครบ 54 ปีอย่างสิงคโปร์ คุณเคนเนทสะท้อนมุมมองให้เราเห็นว่า ยังมีสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปในประเทศนี้ “ในเส้นทางที่ผ่านมาของสิงคโปร์เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศในทางเศรษฐกิจมาก เราเป็นประเทศใหม่ แต่ผมคิดว่าคนสิงคโปร์ก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่ต้องการอะไรที่มากกว่าการทำงาน เราต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องการความรู้สึกของการมีชีวิตที่เติมเต็ม ศิลปะและวัฒนธรรมคือส่วนหนึ่งในนั้น”

หลังผ่านช่วงเวลาของการทำงานหนักเพื่อก่อร่างสร้างประเทศแล้ว รัฐบาลสิงคโปร์จึงเริ่มหันมาส่งเสริมงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ‘สภาศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์’ หรือ ‘NAC’ จึงก่อตั้งขึ้นในปี 1991 ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ชุมชนและเยาวชน โดยมีภารกิจหลักคือการสนับสนุนศักยภาพด้านศิลปะให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และอีกด้านคือการทำให้ชาวสิงคโปร์เข้าถึงและเห็นว่างานศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยแนวคิดการทำงานของ NAC ประกอบด้วย

I.เงินทุนและพื้นที่: สิทธิพิเศษเพื่อคนทำงานศิลปะ
ในสิงคโปร์ ไม่ว่าคุณจะเป็นแค่คนทำงานศิลปะด้านไหน เพิ่งเปิดบริษัทใหม่หรือเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์มานาน ก็สามารถขอรับเงินทุนสนับสนุนจากสภาศิลปะแห่งชาติได้ทั้งนั้น โดยแบ่งประเภทการรับทุนเป็น 2 ประเภทหลัก ประเภทแรกคือ “ทุนเพื่อพัฒนาองค์กร” (Organisational Development Grant) มอบให้ทั้งบริษัทใหญ่ (Major Company Grant) และบริษัทเล็กที่เพิ่งก่อตั้งไม่ถึง 3 ปี (Seed Grant) ส่วนประเภทหลังคือ “ทุนเพื่อพัฒนาการสร้างผลงาน” (Creation Grant) แบ่งเป็นสาขาต่างๆ ตั้งแต่การผลิต (Production) การตลาด (Market & Audience Development) การพัฒนาศักยภาพ (Capability Development) การนำเสนอ (Presentation & Participation) และการทำวิจัยด้านศิลปะ (Research)

ปัจจุบันมีองค์กรด้านศิลปะจดทะเบียนในสิงคโปร์มากกว่า 6,200 แห่ง มีบริษัทใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนแล้ว 52 แห่ง บริษัทเล็ก 7 แห่ง และองค์กรศิลปะแห่งชาติอีก 2 แห่ง

คุณเคนเนทย้ำกับเราว่าเขาใช้คำว่า ‘คนทำงานด้านศิลปะ’ (Art Professional) แทนคำว่า ‘ศิลปิน’ (Artist) เพราะการที่จะรัฐบาลจะผลักดันวงการศิลปะให้แข็งแรงได้ ต้องไม่มองเพียงแค่กลุ่มคนที่สร้างงานศิลปะโดยตรง แต่ต้องมองทั้งนิเวศ (Ecosystem) ต้องพัฒนาศักยภาพของคนทำงานสนับสนุนศิลปินในเชิงเทคนิค เช่น โปรดิวเซอร์ ผู้จัดการ ผู้ระดมทุน นักสร้างภาพยนตร์ นักบัญชี นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านแสงสีเสียง ฯลฯ ไปพร้อมกัน

“ผมคิดว่าที่ผ่านมาสิงคโปร์สร้างศิลปินที่ยอดเยี่ยมได้แล้ว แต่ตรงกันข้ามกับฝ่ายสนับสนุน เรายังมีความหลากหลายของคนที่ทำงานด้านศิลปะค่อนข้างน้อย เราต้องการจะสร้างคนเหล่านี้เพื่อมาสนับสนุนศิลปินให้สามารถสร้างผลงานที่ดี แล้วอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งหมดก็จะเติบโต นั่นคือทิศทางการทำงานของเราในช่วงสองสามปีข้างหน้า”

นอกจากการสนับสนุนเงินทุนและพัฒนาทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ รัฐบาลสิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นที่ เพราะเข้าใจดีว่างานศิลปะจำเป็นต้องใช้พื้นที่สำหรับการซ้อม การแสดง หรือการจัดนิทรรศการ แต่สิงคโปร์มีพื้นที่จำกัด NAC จึงลงไปสำรวจและเข้าซื้อพื้นที่มาเปิดให้คนทำงานศิลปะเช่าในอัตราเพียง 20% ของราคาตลาด โดย NAC จะจ่ายเงินอุดหนุนให้อีก 80% เรียกว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่ช่วยให้คนทำงานด้านนี้มีโอกาสเติบโตได้ง่ายขึ้นมาก

II. ศิลปะสำหรับทุกคน
“คนสิงคโปร์บางคนยังคิดว่าศิลปะเป็นเรื่องของชนชั้นนำ แต่เราควรเปลี่ยนความคิดว่าทุกคนต้องเข้าถึงและสมควรได้รับความสุขจากศิลปะ เราหวังว่าจะมีกิจกรรมที่ทำให้คนตระหนักว่าทุกอย่างคือศิลปะ อะไรก็ตามที่เป็นการบันทึกความสวยงามในชีวิต เป็นการแสดงออกถึงตัวตนและความคิดของคุณ ถือว่าเป็นศิลปะทั้งนั้น”

ภารกิจหลักของ NAC คือการทำให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของชาวสิงคโปร์ NAC จึงพยายามทำให้ศิลปะเข้าถึงง่ายขึ้น ด้วยการจัดกิจกรรมและการแสดงศิลปะมากมายให้เข้าชมและเข้าร่วมได้ฟรี ‘Arts in Your Neighborhood’ เป็นหนึ่งในเทศกาลชิ้นโบว์แดงซึ่งจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยจะเชิญทั้งศิลปินท้องถิ่นและต่างชาติมาแสดงในพื้นที่ชุมชน เพื่อให้ประชากรทุกวัยและทุกวัฒนธรรมได้ใช้เวลาร่วมกัน “ผลสำรวจของเราพบว่า กลุ่มคนที่เราดึงให้มาใช้เวลากับศิลปะยากที่สุดคือกลุ่มคนทำงานที่มีลูกเล็ก พวกเขามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเยอะ เราจึงใช้วิธีนำศิลปะเข้าไปแสดงในบริเวณชุมชนและหมุนเวียนสถานที่จัดไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไม่ต้องเดินทางไกลเข้ามาดูการแสดงในเมือง”

นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลอื่นๆ ที่เน้นกิจกรรมสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น 

  • Silver Arts Festival: เวทีศิลปะเพื่อผู้สูงวัย ออกแบบการแสดงให้ตรงกับรสนิยมและความชอบของผู้สูงอายุ พร้อมด้วยกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงหรือสร้างงานศิลปะของตัวเอง   
     
  • The Artground: พื้นที่จัดกิจกรรมสำหรับผู้ชมวัยเด็ก เปิดให้ศิลปินมาจัดแสดง รวมถึงนำเสนอตัวอย่างการแสดงที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อนำความคิดเห็นที่ได้จากผู้ชมไปพัฒนาต่อ
     
  • Noise Singapore: เทศกาลปล่อยของ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านศิลปะ และมอบทุนสนับสนุนสำหรับคนรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 35 ปี เพื่อให้ศิลปะเป็นเครื่องมือสำหรับคนรุ่นใหม่ในการแสดงออกถึงตัวตนและความคิด

สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมด้านศิลปะให้เหมาะสมกับผู้เข้าร่วมเฉพาะกลุ่มมาก คณะละคร ‘Drama Box’ ซึ่งได้รับทุนจาก NAC คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดี เมื่อเร็วๆ นี้ พวกเขาเข้าไปแสดงละครและจัดเวิร์กช็อปในชุมชนผู้มีรายได้น้อย ให้ได้แสดงความคิด ความรู้สึก ความกังวล ผ่านการสร้างผลงานศิลปะ การเล่าเรื่อง การเต้น และการแสดงละคร “การที่เรานำศิลปะเข้าไปหาคนเฉพาะกลุ่ม เช่น การแสดงออกของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือใช้ในการเรียนการสอนของกลุ่มเด็กพิเศษ ไม่ใช่เพราะว่าเขาต้องการมันมากกว่าคนอื่นๆ แต่เพราะเราเชื่อว่าทุกคนควรได้เสพและสร้างงานศิลปะ แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีความต้องการที่ต่างกันไป เราจึงต้องออกแบบศิลปะให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม” 

สถิติการทำกิจกรรมด้านศิลปะของคนสิงคโปร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ผลสำรวจในปี 2005 พบว่า มีคนสิงคโปร์ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านศิลปะเพียง 9% ตัวเลขเพิ่มเป็น 22% ในปี 2017

ดูผลการสำรวจประชากรเพิ่มเติมได้ที่: POPULATION SURVEY ON THE ARTS

III. พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยศิลปะ 
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การปลูกฝังความรักในศิลปะที่ดีที่สุดควรเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก จากคำบอกเล่าของคุณเคนเนท เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ศิลปะและดนตรีเป็นวิชาบังคับของเด็กสิงคโปร์อายุต่ำกว่า 15 ปีทุกคน และคำถามที่ว่า “การเรียนศิลปะจำเป็นสำหรับเด็กหรือไม่” ไม่เคยเป็นข้อกังขาในสิงคโปร์

บทบาทของ NAC ในด้านการศึกษาจึงเป็นการพัฒนาการเรียนศิลปะให้เป็นมากกว่าการเรียนจากตำราในห้องเรียน ด้วยการเชิญศิลปินเข้ามาแสดงและมีปฎิสัมพันธ์กับเด็กๆ ในโรงเรียน รวมถึงจัดกิจกรรมเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการต่างๆ เพราะสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ คือประสบการณ์ เด็กๆ ย่อมจำสิ่งที่พวกเขาได้พบเจอด้วยตนเอง มากกว่าสิ่งที่ครูเล่าให้ฟัง 

ถึงอย่างนั้น เป้าหมายสูงสุดในใจผู้ช่วยผู้บริหารสภาศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์ก็ไม่ใช่แค่การที่เด็กๆ ได้มีประสบการณ์กับศิลปะ แต่ยังต้องเป็นประสบการณ์ที่มี ‘คุณภาพ’ ด้วย 

“กิจกรรมศิลปะส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับการลงมือทำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแล้ว แต่ผมคิดว่าเราต้องสร้างอะไรที่กระตุ้นให้เขาจดจำประสบการณ์นั้น สร้างช่วงเวลาที่เหมือนเวทมนตร์ที่ทำให้พวกเขาอุทานว่า ‘โอ้โห’ ดังนั้นเราต้องไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนกิจกรรม แต่ต้องเพิ่มคุณภาพของกิจกรรมด้วย สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความสามารถในการพัฒนาโครงสร้างเพื่อให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในระดับพื้นฐานได้ดีมาก แต่เรายังไปไม่ถึงจุดที่สามารถสร้างประสบการณ์ กระตุ้นจินตนาการที่น่าจดจำและเปลี่ยนชีวิตพวกเขาได้ ผมว่านั่นคือก้าวต่อไปที่เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากขึ้น”

IV. ทำยังไงให้คนบริจาคเงินเพื่อศิลปะ 
แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่รัฐมีโครงสร้างการจัดการและดูแลประชาชนอย่างดีในหลายด้าน รวมถึงวงการศิลปะที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ แต่การจะผลักดันบทบาทของศิลปะในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น การพึ่งแต่รัฐอย่างเดียวตลอดไปคงไม่พอ จึงเป็นที่มาของแนวคิดและวิธีการกระตุ้นภาคเอกชนและคนทั่วไปให้มาร่วมด้วยช่วยกัน ดังนี้

  • นโยบาย Cultural Matching Fund - ทุก 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ที่ประชาชนบริจาคให้อุตสาหกรรมศิลปะ รัฐบาลจะสมทบทุนเพิ่มอีก 1 ดอลลาร์ ที่ผ่านมาองค์กรด้านศิลปะในสิงคโปร์บอกว่านโยบายนี้กระตุ้นให้คนบริจาคมากขึ้น
     
  • งานประกาศรางวัล Patron of the Art - รางวัลประจำปีเพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้บริจาคที่มอบเงินทุนสูงสุด ทั้งผู้บริจาคที่เป็นองค์กรและบุคคลทั่วไปจะได้รับรางวัลจากปลัดกระทรวงวัฒนธรรมฯ 

“เราต้องทำให้เอกชนและประชาชนเห็นว่า การสนับสนุนศิลปะคือเรื่องดีที่คุณสามารถทำเพื่อประเทศได้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งถ้าคุณได้รับอภิสิทธิ์ก็ควรจะต้องคืนให้สังคมบ้าง คุณจะช่วยเหลือคนไม่มีทุนทรัพย์ คนพิการ หรือเด็กก็ได้ แต่วงการศิลปะก็ต้องการความช่วยเหลือนะ ทำไมคุณไม่ลองช่วยศิลปิน เพื่อที่เขาจะไปสร้างงานที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตคนได้มากกว่า สร้างผลกระทบที่มีพลังทวีคูณกว่าที่คุณทำได้เอง”

V. วัดผลแบบเน้นความยั่งยืน
ปัจจุบันในหลายประเทศ อุตสาหกรรมศิลปะถูกยกให้เป็นเครื่องมือในแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่สำหรับสิงคโปร์ คุณเคนเนทบอกว่าพวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาคศิลปะมากเท่ากับผลกระทบทางสังคม 

ทุกสองปี NAC จะเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ชาวสิงคโปร์ 2,000 คนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านศิลปะ และความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อศิลปะ เพื่อนำมาใช้วัดผลและพัฒนาการทำงาน  ส่วนในฝั่งของผู้ผลิต ยังได้มีการสำรวจความยั่งยืนของกลุ่มผู้ผลิตงานศิลปะว่า มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่เมื่อเทียบกับเงินทุนสนับสนุนที่ได้รับจากภาครัฐ รายได้ครอบคลุมต้นทุนหรือไม่ (Cost Recovery Ratio) เพราะการที่อุตสาหกรรมศิลปะจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว กลุ่มผู้ผลิตต้องมีความสามารถในการสร้างรายได้และจัดหาผู้สนับสนุนได้เอง 

ผลสำรวจความรู้สึกเกี่ยวกับศิลปะของชาวสิงคโปร์ในปี 2017  

  • 74% รู้สึกว่าศิลปะและวัฒนธรรมทำให้คุณภาพชีวิตทุกคนดีขึ้น (เพิ่มขึ้นจาก 67% ในปี 2013)
     
  • 78% รู้สึกภูมิใจในศิลปะและวัฒนธรรมของตัวเอง (เพิ่มขึ้นจาก 59% ในปี 2013)
     
  • 89% รู้สึกว่าศิลปะและวัฒนธรรมทำให้พวกเขาเข้าใจคนที่มาจากต่างพื้นเพ ต่างวัฒนธรรมมากขึ้น (เพิ่มขึ้นจาก 76% ในปี 2013

“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขผู้เข้าร่วมหรือรายได้จากการจัดกิจกรรม แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจคน เช่น ผู้ชมที่ได้เสพศิลปะมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด มีความรู้สึกรักและผูกพันกับประเทศ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง รู้สึกถึงแรงยึดเหนี่ยวกับสังคมที่อาศัยอยู่ เราพยายามจะพิสูจน์คุณค่าของศิลปะในมุมนี้มากกว่า แต่แน่นอนว่าบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคมของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน ย่อมจะมองบทบาทของศิลปะต่างกัน”

ที่มา : สรุปการบรรยาย “Singapore Arts Plan: Excellence that Inspires People and Connects Communities” โดย เคนเนท กว็อก ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายการวางแผนและการมีส่วนร่วมจากสภาศิลปะแห่งชาติสิงคโปร์ (NAC: National Arts Council) ในงาน CEA FORUM 2019 วันที่ 15 สิงหาคม 2562 ณ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และสัมภาษณ์พิเศษคุณเคนเนท กว็อก

เรื่อง : ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ

ข้อมูลเพิ่มเติม :
Population Survey on the Arts
https://www.nac.gov.sg/whatwedo/support/research/Research-Main-Page/Arts-Statistics-and-Studies/Participation-and-Attendance/population-survey.html

Singapore Arts Plan
https://www.nac.gov.sg/singaporeartsscene/Our-SG-Arts-Plan-2018-2022.html