image

Design & Creativity

ชัวร์หรือมั่ว : จากถ้อยคำของมาร์ก ทเวน ถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า

Published Date : 2 ก.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

354

มีคำพูดหนึ่งของมาร์ก ทเวน (Mark Twain) นักประพันธ์ชื่อดังชาวอเมริกาที่กล่าวว่า  "It's easier to fool people than to convince them that they have been fooled." หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "ไปหลอกเขามันง่ายกว่าไปบอกว่าเขาโดนหลอก" ซึ่งประโยคแบบนี้แน่นอนว่าต้องโดนใจคนทุกยุคทุกสมัย ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์แฮชแท็กในปัจจุบันที่ต่างกดไลก์กดแชร์ บ้างก็เก็บคำกล่าวนี้ไว้สอนใจตัวเองไม่ให้ช้ำเพราะโดนใครเขาหลอกอีก

เมื่อมองย้อนมาที่ความเป็นจริง ประโยคข้างต้นมันช่างจริงเหนือจริง น่าเชื่อและน่าแบ่งปันเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีที่ปกครองโดยพ่อขุนมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก และพญาปักษาสีฟ้าทวิตเตอร์ที่ทำให้ทุกคนสามารถอุปโลกน์ตนเองขึ้นเป็นนักสื่อสารมวลชนจน "ใครใคร่ส่งเรื่องมั่วส่ง ใครใคร่นั่งเทียนบทความ เชิญนั่งเทียน” ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราทั้งหลายจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกองภูเขาของข้อมูลข่าวสารที่เลื่อนฟีดหน้าจอมือถือทั้งวันทั้งคืนก็มีเรื่องให้อ่านไม่รู้จบ แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เราฉุกคิดว่าสิ่งที่เรากดไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์อย่างเอาเป็นเอาตายนั้นเป็น ‘เรื่องจริง’ 

ว่ากันตามหลักฐานประวัติศาสตร์ มนุษย์เราต่างอาศัยอยู่ท่ามกลางเรื่องราวจริงและเท็จระคนกันประหนึ่งหม้อไฟโป๊ะแตกแบบนี้มาช้านานแล้ว ย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาลอ้างอิงจากพระไตรปิฎก ฉบับหลวงภาษาไทย มีเนื้อความโดยย่อว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปหมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล ชาวกาลามะ ซึ่งอาศัยในเมืองนั้น มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และปรับทุกข์ว่าในหมู่บ้านมีพวกนักบวชเยอะมาก ต่างคนต่างพูดว่าคำสอนลัทธิตัวเองดีเลิศ ของคนอื่นผิด บิดเบือน ทำให้ชาวเมืองสับสนไปหมดแล้วว่าเรื่องไหนควรเชื่อ เรื่องไหนไม่ควรเชื่อ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนหลักการเชื่อ 10 ประการ ซึ่งเรียกกันภายหลังว่า ‘กาลามสูตร’ โดยเนื้อความทุกข้อในนั้นจะกล่าวว่าอย่าปลงใจเชื่อทั้งหมด อาทิอย่าปลงใจเชื่อเพราะฟังตาม ๆ กัน อย่าปลงใจเชื่อเพราะตำรา อย่าปลงใจเชื่อเพราะคิดเอง หรืออย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่าเป็นครู เมื่อครบทั้ง 10 ข้อ ก็สรุปโดยย่อได้ว่า ได้รู้ได้เห็นอะไรมาอย่าเพิ่งรีบร้อนเชื่อเลย ต้องทบทวนด้วยตนเองอีกรอบว่าสิ่งที่รู้มานี้ เป็นไปเพื่อกุศลหรืออกุศลจากผู้ส่งสาร แล้วมีประโยชน์หรือโทษมากน้อยในการปฎิบัติ

หากยังสงสัยต่อ อยากจะให้สอนวิธีฟันธงเลยว่าเรื่องที่ได้รู้มา ชัวร์หรือมั่ว จะทำอย่างไร ...ณ จุดนี้พระพุทธเจ้าก็เคยตรัสสอนในเรื่อง ‘มหาปเทส’ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุสาวกทั้งหลายที่มาเข้าเฝ้าในช่วงที่พระองค์ใกล้ปรินิพพาน ซึ่งพระองค์ตรัสว่า ในอนาคตคำสอนของพระองค์จะมีการบิดเบือน คนนั้นคนนี้จะแอบอ้างคำสอน จึงให้เธอทั้งหลายอย่าพึงเชื่อ อย่าพึงคัดค้าน อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ให้เอาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา ตรวจสอบกับคำสอนอื่น ๆ หากเนื้อความมีความสอดคล้องกัน ไม่ขัดแย้ง ให้ตั้งสมมติฐานว่าสิ่งที่ได้ยินมานั้นถูก แต่ถ้าตรวจสอบแล้วมีความขัดแย้งกับคำสอนอื่น ๆ หรือมีเพียงเรื่องเดียวลอย ๆ ไม่มีคำสอนอื่นมาสนับสนุน ให้ตั้งสมมติฐานว่าสิ่งที่ได้ยินมานี้น่าจะผิด 

เมื่อนำหลักคำสอนพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้มาประยุกต์ใช้ในการเสพสื่อในชีวิตประจำวัน เราก็จะเริ่มเห็นจุดสังเกตบางอย่าง เช่น เรื่องทุกเรื่องต้องมีความสอดคล้องกัน ทุกเรื่องต้องมีเรื่องอื่น ๆ มาเสริมไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าเรื่องไหนหาหลักฐานอื่นมาสนับสนุนไม่ได้ เรื่องนั้นก็ถือว่าอยู่ในวิสัยที่ยังไม่น่าปักใจเชี่อ คำสอนที่ว่า "อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า" ดูจะเป็นคำสอนที่ไว้ใช้เตือนสติได้เป็นอย่างดี

สุดท้ายนี้ ขอย้อนไปยังคติพจน์ของมาร์ก ทเวน ข้างต้น เมื่อลองค้นหาข้อมูลแล้ว ก็จะไม่พบว่ามีการปรากฏหลักฐานของสถานที่ เวลาของถ้อยคำ หรือชิ้นงานที่ประพันธ์ อีกทั้งผู้ดูแลเว็บไซต์ TwainQuotes.com ก็ยังกล่าวยืนยันด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่พบเอกสารที่มีการบันทึกข้อความ "It's easier to fool people than to convince them that they have been fooled." แต่อย่างใด 

... อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง กระทรวงศึกษาธิการ ปี ๒๕๑๔  เล่มที่ ๒๐ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต สุตตันตปิฎก หน้า ๑๗๔ ข้อ ๕๐๕, พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง กระทรวงศึกษาธิการ ปี ๒๕๑๔  เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค สุตตันตปิฎก หน้า ๑๐๒ ข้อ ๑๑๓ และ twainquotes.com

เรื่อง : อภิชญ์ บุศยศิริ