image

Business & Industrial

Reggae -- Heartbeat of the Jamaica

Published Date : 1 พ.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

134

สิ่งที่เรานึกถึงเมื่อพูดถึงจาเมกา นอกจากจะเป็นประเทศแห่งนักวิ่งโอลิมปิกระดับโลก และบ้านเกิดของบ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ศิลปินระดับตำนานแล้ว ที่นี่ยังเป็นต้นกำเนิดของแนวดนตรีมากมายที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้นับเป็นจุดเด่นที่แข็งแกร่งและเพียงพอในการสร้างภาพจำให้แก่ประเทศเกาะท่ามกลางทะเลแคริเบียนได้เป็นอย่างดี โดยแนวดนตรีที่ถือกำเนินขึ้นที่เกาะแห่งนี้มีด้วยกันถึง 6 ประเภท ได้แก่ เมนโต (mento), สกา, เร็กเก, ร็อกสเตดี (rocksteady), ดั๊บ (dub) และ แดนซ์ฮอลล์ ทำให้องค์การยูเนสโกได้คัดเลือกให้คิงส์ตัน (Kingston) เมืองหลวงของประเทศจาเมกาเป็นเมืองแห่งเสียงดนตรี (UNESCO City of Music) ในปี 2015

Kingston UNESCO City of Music
City of Music คือโปรเจ็กต์ของยูเนสโกที่ต้องการจะสร้างเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (Creative Cities Network) ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ของเมืองที่มีความสำคัญและโดดเด่นในงานสร้างสรรค์ 7 ประเภท เช่น วรรณกรรม การออกแบบ งานฝีมือและศิลปะพื้นบ้าน ศาสตร์การทำอาหาร สื่อศิลปะ ภาพยนตร์ และดนตรี โดยเมืองจะต้องสามารถนำความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์มาใช้เพื่อเป็นกลยุทธ์สำหรับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

เกณฑ์การคัดเลือก UNESCO City of Music 
1.การเป็นที่รู้จักในด้านการก่อกำเนิดของดนตรีและเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางดนตรี
2.มีประสบการณ์ในการจัดเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ระดับชาติหรือระดับโลก
3.ส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านดนตรีอย่างรอบด้าน
4.มีโรงเรียนสอนดนตรี สถานศึกษา และสถาบันที่มีความเชียวชาญด้านดนตรีขั้นสูง
5.มีการสนับสนุนความรู้ด้านดนตรีแบบนอกบทเรียน เช่น คณะประสานเสียง หรือวงออร์เคสตราสมัครเล่น
6.มีแพลตฟอร์มระดับประเทศหรือนานาชาติในการสนับสนุนแนวดนตรีประเภทหนึ่ง
7.มีพื้นที่ที่สามารถฝึกซ้อมและรับฟังดนตรีได้


ซึ่งในปี 2015 ยูเนสโกก็ได้เลือกให้คิงส์ตัน เมืองหลวงของจาเมกา เป็นเมืองแห่งเสียงดนตรีพร้อมกับเมืองลิเวอร์พูลจากอังกฤษ พาราณสีจากอินเดีย และเมืองทงยองจากเกาหลีใต้ ด้วยเหตุผลจากวัฒนธรรมด้านดนตรีที่โดดเด่น และการสนับสนุนด้านดนตรีจากทุกภาคส่วนของเมือง แต่กว่าที่จาเมกาจะมีชื่อเสียงด้านดนตรีอย่างปัจจุบัน เกาะแห่งนี้เคยมีอดีตอันขมขื่นที่ไม่สามารถเล่าข้ามได้ เพราะมันคือสิ่งที่หล่อหลอมความเป็นจาเมกามาจนทุกวันนี้

"Out of Many, One People" 
ก่อนที่จาเมกาจะมีประชากรเชื้อสายแอฟริกันมากที่สุดในประเทศอย่างที่เราเห็นกัน เกาะแห่งนี้เคยเป็นบ้านของชนพื้นเมืองตาอีโน (Taino) ที่ลงหลักปักฐานอาศัยมาหลายชั่วอายุคน แต่การค้นพบทวีปอเมริกาของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นำไปสู่การเกณฑ์ชนพื้นเมืองมาใช้เป็นแรงงานทาสจำนวนมาก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชากรชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบทะเลแคริบเบียนต้องเสียชีวิตไปกว่าร้อยละ 80 - 90 ในเวลาเพียง 30 ปี จากการทำงานหนักและโรคภัยที่ชาวยุโรปพาติดตัวมาเช่นไข้ทรพิษ

©wikipedia.org

ต่อมาชาวสเปนได้เปลี่ยนจากการนำชนพื้นเมืองมาเป็นทาสไปเป็นการนำทาสชาวแอฟริกันมาใช้แรงงานแทน โดยเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศแห่งนี้ถูกรุกรานจากจักรวรรดิอังกฤษซึ่งเข้ายึดครองจาเมกาหลังจากนั้นเป็นต้นมา การนำทาสจากแอฟริกาเข้ามายังจาเมกายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานที่ใช้ในการทำไร่อ้อยเพื่อผลิตน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในขณะนั้น ทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่เฟื่องฟูในช่วงคริสตศตวรรษที่ 18 ทำให้นายทาสชาวอังกฤษจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนทาสเพื่อให้ทันและเพียงพอต่อการผลิตน้ำตาล การใช้แรงงานอย่างโหดร้ายและทารุณได้สร้างความโกรธแค้นให้กับเหล่าทาส จนก่อให้เกิดสงครามระหว่างขบวนการต่อต้านของกลุ่มทาสและเจ้าอาณานิคมหลายครั้ง

เมื่อระบบทาสเริ่มเสื่อมถอยและจักรวรรดิอังกฤษได้ประกาศยกเลิกการใช้แรงงานทาสเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 1834 จึงกลายเป็นวันสำคัญของประชาชนชาวจาเมกามาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จาเมกาก็ยังคงอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษจนที่สุดแล้วได้รับอิสระในปี 1962 และได้เปลี่ยนคติพจน์ประจำชาติเป็น "Out of Many, One People" โดยมีตราสัญลักษณ์เป็นชาวตาอีโนหญิงและชายยืนระหว่างโล่ที่มีสัญลักษณ์กางเขนแดงและรูปสับปะรดที่เป็นตัวแทนของผลไม้พื้นเมือง

wikipedia.org

สกาและเร็กเก ความภาคภูมิใจของชาวจาเมกา
เมื่อจาเมกาเป็นอิสระจากอังกฤษในปี 1962 แนวดนตรีที่พัฒนามาจากดนตรีพื้นบ้านอย่างเมนโต (Mento) จึงถูกต่อยอดให้กลายเป็นดนตรีแห่งการเฉลิมฉลอง นั้นก็คือดนตรีสกา (Ska) ที่เริ่มได้รับความนิยมโดยเป็นดนตรีที่มีกลิ่นอายความเป็นอเมริกันจากอิทธิพลของดนตรีริทึมแอนด์บลูส์ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีเนื้อหาพูดถึงความรักเป็นส่วนใหญ่ เพลง My Boy Lollipop ของนักร้องชาวจาเมกามิลลี สมอลล์ (Millie Small) ดังข้ามไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจดนตรีจากจาเมกา แม้เพลงนี้จะยังเป็นเพลงสกายุคแรกที่มีส่วนผสมแบบริทึมแอนด์บลูส์อยู่ ก่อนจะค่อยๆ เสริมสร้างเอกลักษณ์เป็นของตนเองจากศิลปินอย่างปรินซ์ บัสเตอร์ (Prince Buster), เดอะ สกาทาลิตส์ (The Skatalites) และเดอร์ริก มอร์แกน (Derrick Morgan)

หากสกาเป็นดนตรีแห่งการเฉลิมฉลองของชาวจาเมกา ดนตรีเร็กเกที่เปลี่ยนแปลงมาจากสกาโดยการเล่นจังหวะที่ช้าลง จึงเปรียบได้กับการครุ่นคิดและการรำลึกประวัติศาสตร์ของระบบทาสที่กลายเป็นเครื่องเตือนใจของประชาชนชาวจาเมกาถึงความโหดร้ายที่บรรพบุรุษได้เผชิญและการถูกพรากมาจากมาตุภูมิอย่างแอฟริกา ศิลปินเร็กเกในยุคบุกเบิกจึงมีบทเพลงเกี่ยวกับระบบทาสหลายเพลงเช่น Slavery Day, Slave Market และ Too Long In Slavery หรือเพลงที่หวนรำลึกถึงทวีปแอฟริกาอย่าง Cry Blood Africans, Africa Unite และ Mama Africa ซึ่งล้วนเป็นบทเพลงที่แสดงให้เห็นว่าดนตรีเร็กเกเป็นเสมือนกระบอกเสียงของการเรียกร้องความยุติธรรม สันติภาพ และความเท่าเทียม

ดนตรีเร็กเกกลายเป็นที่นิยมทั่วโลกจากบทเพลงของบ็อบ มาร์เลย์ในช่วง 1970 บ็อบมีอัลบั้มมาสเตอร์พีซอย่าง Natty Dread (1974) Rastaman Vibration (1976) และ Exodus (1977) อีกทั้งเขายังใช้เพลงเร็กเกในการเผยแพร่แนวคิดของขบวนการราสตาฟารี (Rastafari) ซึ่งสนับสนุนให้บรรดาลูกหลานของอดีตทาสเดินทางกลับไปยังแอฟริกา และยังเป็นกระบอกเสียงแห่งสันติภาพสำหรับผู้ที่มีเชื้อสายแอฟริกาที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้คนทั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และทวีปแอฟริกา เมื่อบ็อบ มาร์เลย์เสียชีวิตลงในปี 1981 บ้านพักและสตูดิโอของเขาในเมืองคิงส์ตันก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์บ็อบ มาร์เลย์ และกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจาเมกาจนทุกวันนี้

ธงของขบวนการราสตาฟารีที่มีส่วนประกอบของสีเขียว ทอง และแดง โดยมีสัญลักษณ์สิงห์แห่งเผ่ายูดาห์อยู่กึ่งกลาง เดิมเป็นธงของประเทศเอธิโอเปียในยุคของสมเด็จพระจักรพรรดิเฮลี เซลาสซีที่ 1 (Haile Selassie I) ซึ่งครองราชตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ถึง ค.ศ. 1974 เป็นพระจักรพรรดิองค์สุดท้ายของเอธิโอเปียและเป็นบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดราสตาฟารี

มรดกจากวัฒนธรรมและจังหวะหัวใจของชาวจาเมกา
ดนตรีเร็กเกเปรียบดั่งจังหวะหัวใจของชาวจาเมกาที่มีบทบาทอย่างใหญ่หลวงต่อสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของประเทศจาเมกาจึงสถาปนาวัน International Reggae Day ขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งจะมีคอนเสิร์ตและการเฉลิมฉลองด้วยการเปิดเพลงเร็กเกตลอด 24 ชั่วโมงในหลายเมืองของจาเมกาและอีกหลายประเทศทั่วโลก

แม้จะมีวันเร็กเกนานาชาติแล้ว ในปี 2008 นายกรัฐมนตรีบรูซ โกลดิง (Bruce Golding) ของจาเมกายังได้ประกาศให้เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น Reggae Month หรือเดือนแห่งดนตรีเร็กเก เพื่อเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นสำคัญของชาวจาเมกา อีกทั้งเดือนกุมภาพันธ์ยังเป็นเดือนเกิดของสองศิลปินเร็กเกคนสำคัญคือเดนนิส บราวน์ (Dennis Brown) หรือที่รู้จักกันในฉายา ‘Crown Prince of Reggae’ และบ็อบ มาร์เลย์ หรือ ‘King of Reggae’ 

การเฉลิมฉลองในเดือนกุมภาพันธ์ยังนำไปสู่เทศกาล Reggae Month ที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่เมืองคิงส์ตัน โดยมีองค์กรอิสระอย่าง Jamaica Reggae Industry Association (JaRIA) เป็นหัวใจหลักของงาน ซึ่งจะประกอบไปด้วยกิจกรรมและคอนเสิร์ตทั่วทั้งเมือง โดยมีกิจกรรมเด่น ๆ ได้แก่ 

  • Reggae Open University การเสวนาพูดคุยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดนตรีของจาเมกา และประวัติศาสตร์ความเป็นมาของดนตรีเร็กเก
     
  • Reggae Wednesdays ฟรีคอนเสิร์ตซึ่งจัดที่ Mandela Park มีวงดนตรีเร็กเกหลายวงร่วมเล่นตลอดทุกวันพุธ
     
  • JaRIA Honour Awards งานประกาศรางวัลให้แก่ศิลปินชาวจาเมกาผู้มีส่วนในการช่วยเหลือและพัฒนาอุตสาหกรรมดนตรีของจาเมกา
     
  • นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเช่น Vinyl Thursdays ที่เหล่าดีเจจะมาเปิดเพลงเร็กเกคลาสสิกตลอดทั้งวัน กิจกรรมการอ่านบทกวี และกิจกรรมฉายหนัง 

ไม่เพียงแค่นี้จาเมกายังมีเทศกาลเกี่ยวกับดนตรีเร็กเกอีก เช่น Rebel Salute, Reggae Sumfest, Reggae Sunsplash และอีกมากมาย

แม้จะดนตรีเร็กเกจะเป็นจุดขายหลักของจาเมกา แต่มันก็ยังไม่สามารถช่วยเหลือปัญหาในด้านเศรษฐกิจของจาเมกาได้มากเท่าที่ควร เพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา จาเมกาประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจมาโดยตลอด เช่น ปัญหาเงินเฟ้อและภาวะว่างงาน ถึงแม้ว่าตัวเลขของคนว่างงานจะลดน้อยลงในปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยให้ปัญหาเงินเฟ้อทุเลาลงได้  

ธนาคารแห่งชาติจาเมกา (Bank of Jamaica) จึงมีแนวคิดในการนำดนตรีประจำชาติมาต่อยอดเป็นแคมเปญ ‘Inflation Targeting’ ที่มีเป้าหมายควบคุมการเพิ่มขึ้นของปัญหาเงินเฟ้อ โดยให้ประชาชนหันมาสนใจสถานการณ์การเงินในประเทศผ่านดนตรีเร็กเก โดยมีศิลปิน เช่น ทาร์รัส ไรลีย์ (Tarrus Riley) และ Adahzeh (อะดาซีห์) วงเร็กเกหญิงล้วนเป็นตัวกลางในการสื่อสารข้อมูลด้านการเงินในรูปแบบวิดีโอและบทเพลงผ่านสื่อโทรทัศน์ ป้ายบิลบอร์ด และโซเชียลมีเดีย โดยมีสโลแกนว่า “Reggae music is the heartbeat of the country. Low and stable inflation is the heartbeat of the economy” (ดนตรีเร็กเกคือจังหวะหัวใจของประเทศชาติ แต่อัตราเงินเฟ้อในระดับต่่าและไม่ผันผวนคือจังหวะหัวใจของเศรษฐกิจ) 

©wsj.com
อะดาซีห์ (Adahzeh) วงเร็กเกหญิงล้วน

ความยิ่งใหญ่ของดนตรีเร็กเกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ องค์การยูเนสโกได้คัดเลือกดนตรีเร็กเกให้เป็นหนึ่งในตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ในปี 2018 ซึ่งเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมพื้นบ้านอีกกว่า 300 รายการทั่วโลก ด้วยเห็นถึงความสำคัญของดนตรีเร็กเกที่มีอิทธิพลต่อผู้คนทั่วโลก การเป็นกระบอกเสียงของคนชายขอบและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อีกทั้งยังช่วยแสดงจุดยืนของความรัก มนุษยชาติ และการต่อต้านความอยุติธรรมในสังคม ดนตรีเร็กเกจึงไม่ใช่เพียงเสื้อยืดบ็อบ มาร์เลย์ หรือธงราสตาอีกต่อไป แต่มันคือมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นสำคัญของชาวจาเมกาที่สามารถต่อยอดและสร้างความยั่นยืนให้กับเศรษฐกิจและผู้คนของจาเมกาต่อไปในอนาคตได้อีกยาวนาน

เร็กเกไม่ได้มีแต่บ็อบ มาร์เลย์ ลองฟัง 10 อัลบั้มเร็กเกสุดคลาสสิก
1.Yellowman – Mister Yellowman (1982)
2.Bunny Wailer - Blackheart Man (1976)
3.Gregory Isaacs - Night Nurse (1982)
4.John Holt – 1,000 Volts Of Holt (1982)
5.Burning Spear - Marcus Garvey (1975)
6.Culture - Two Sevens Clash (1977)
7.Peter Tosh - Legalize It (1976)
8.Toots & The Maytals - Funky Kingston (1972)
9.Big Youth - Screaming Target (1972)
10.Dr. Alimantado - Best Dressed Chicken in Town (1978)


ที่มา : 
City of Music (UNESCO) จาก wikipedia.org
History of Jamaica จาก wikipedia.org
Music of Jamaica จาก wikipedia.org
Kingston | UNESCO City of Music จาก citiesofmusic.net
บทความ “Reggae Added to UNESCO’s ‘Intangible Cultural Heritage’ List” (29 พฤศจิกายน 2018) โดย Jon Blistein จาก rollingstone.com
ireggaeday.com
jariajamaicamusic.com

เรื่อง : นพกร คนไว