image

Design & Creativity

Point of View วรรณคดีจานด่วนในยุคที่อะไรๆ ก็ 4.0

Published Date : 1 ก.พ. 2562

Resource : Creative Thailand

8,832

ทุกครั้งที่เราใช้ปลายนิ้วเลื่อนบนหน้าจอ news feed เพื่อเช็กความเคลื่อนไหวในมือถือของเรา เราเคยลองถามตัวเองบ้างไหมว่ากำลังมองหาอะไรอยู่ ในยุคที่การรับส่งข้อมูลข่าวสารทุกอย่างนั้นต้องรวดเร็ว สั้น และกระชับ ผู้คนส่วนใหญ่มองหาแต่ความสนุกเพื่อผ่อนคลายจากความเครียดในชีวิตประจำวัน การผ่อนคลายในยุคนี้จะสามารถมีอะไรที่มากกว่าความสนุกหรือความบันเทิงแต่เพียงอย่างเดียวได้หรือไม่ 

หากลองไล่ชมคลิปวิดีโอมากมายในยูทูบตอนนี้ คุณอาจได้พบกับ Content Creator สาวน้อยแว่นกลมผู้ที่นำเสนอเรื่องราวยากๆ ของวรรณคดีไทยมาย่อยให้ง่ายและสนุก ผ่านการเล่าเรื่องสั้นๆ ภายในระยะเวลา 3-20 นาที ในแต่ละคลิปนั้นอัดเต็มไปด้วยสาระความรู้คู่ความบันเทิง พร้อมมุมมองแปลกๆ และช่างสังเกตจากผู้เล่า พร้อมกับเสน่ห์ในการดึงเอาเรื่องราวในอดีตให้กลับมามีชีวิตโลดแล่นในยุคออนไลน์เช่นปัจจุบันได้อย่างน่าติดตามผ่านช่องยูทูบที่ใช้ชื่อว่า “Point of View”

แนะนำตัวก่อน
สวัสดีค่ะ วิว ชนัญญา เตชจักรเสมา เป็นคนทำคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียผ่านช่องยูทูบชื่อ Point of View เป็นช่องทางที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ วรรณคดี ศิลปวัฒนธรรม และภาษา ผ่านแนวคิดที่ว่า เรื่องราวที่มีสาระก็สนุกได้เหมือนกัน ช่องทางหลักที่มีมากที่สุดตอนนี้คือยูทูบ ในช่อง Point of View ตอนนี้มียอดผู้ติดตามประมาณ 550,000 คนค่ะ นอกจากนั้นก็มีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ในชื่อ Point of View เหมือนกันค่ะ

มีหลักในการเลือกคอนเทนต์ของช่อง Point of View อย่างไรบ้าง
ต้องบอกก่อนว่า วิวเป็นคนที่เชื่อว่าเรื่องที่มีสาระก็สนุกได้ ดังนั้นหลักการเลือกคอนเทนต์จึงมี 2 ทาง ทางแรกคือ วิวไปเจออะไรสักอย่างมา แล้วรู้สึกว่าอันนี้สนุกมาก อยากเล่าให้ทุกคนฟัง วิวก็จะหยิบขึ้นมาเล่า กับอีกช่องทางหนึ่งก็คือทุกคนไปเจอเรื่องอะไรสักอย่างหนึ่งมาแล้วสงสัย อยากรู้ แล้วเขามาถามเรา วิวก็รู้สึกว่าวิวอยากรู้เหมือนกัน วิวก็จะไปค้นมาเพื่อไปตอบในคลิปค่ะ

มีขั้นตอนในการค้นคว้าเตรียมตัวในการทำคลิปแต่ละเรื่องอย่างไร 
ตอบยากมากว่าแต่ละคลิปใช้เวลานานเท่าไร เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องที่วิวอ่านมาตั้งแต่เด็ก อ่านตั้งแต่ 4-5 ขวบก็มี ดังนั้นมันเหมือนเราค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ สะสมมาตลอดทั้งชีวิตค่ะ แล้วพอถึงวันหนึ่งอยากหยิบตรงไหนขึ้นมาเล่า ก็หยิบมันขึ้นมา อาจไปหาข้อมูลเพิ่มซ้ำอีกทีหนึ่งให้ลึกขึ้น หรือเพื่อเช็กความถูกต้อง ดังนั้นจึงมีตั้งแต่ข้อมูลที่เรารู้มา 10-20 ปี ไปจนถึงที่เพิ่งรู้เรื่องเมื่อวาน แล้วก็ค้นคว้าเลย แล้วก็ทำคลิปออกมาเลยทันทีก็มี

ใช้เวลานานแค่ไหนในการเตรียมข้อมูลเพื่อทำคลิปแต่ละชิ้น
ยกตัวอย่างคลิปที่ทำยากที่สุดของปีที่แล้วนะคะ คลิปนั้นเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ต คือวิวเคยเรียนประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์มาแค่นิดหน่อยตอนสมัยเรียน ก็คุ้นๆ อยู่ในหัวว่า อินเทอร์เน็ตมันเริ่มมาจากสงคราม แล้วรู้สึกว่าเราอยากค้นเพิ่ม ก็ไปค้น โดยเริ่มจาก wikipedia ก่อนเลย อาจจะเป็นวิธีที่ดูไม่ค่อยเวิร์กสำหรับหลายๆ คนที่เรียนมานะคะ แต่เราต้องคิดว่าการค้นในนั้นไม่ใช่ค้นเพื่อหาความถูกต้อง แต่ค้นเพื่อดูภาพรวมก่อนว่าภาพรวมทั้งหมดมันเป็นอย่างไร แล้วค่อยไปเช็กความถูกต้องในแต่ละจุด ว่าตรงนี้ถูก เชื่อได้ ตรงนี้ผิด เชื่อไม่ได้ พอได้ข้อมูลดิบมาทั้งก้อนแล้วค่อยเอามาเรียบเรียงว่าเราจะหยิบเรื่องไหนมาเล่า เรียงยังไง อย่างไรดี ซึ่งคลิปประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ตเป็นคลิปค่อนข้างใหญ่ เป็นคลิปที่เล่าเรื่องยาวมาก และวิวก็ไม่ได้ถนัดมากขนาดนั้น ดังนั้นตัวข้อมูลจึงใช้เวลาเตรียมประมาณ 1-2 อาทิตย์อยู่เหมือนกันค่ะ

ให้ความสำคัญอะไรมากกว่ากัน ระหว่างสิ่งที่ตัวเองอยากจะบอก อยากจะทำ และพูดออกไป กับสิ่งที่คนอื่นอยากรู้ 
ต้องบอกว่าเท่ากันค่ะ เพราะว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมาจากช่องทางไหน วิวมองว่ามันเป็นวงกลม 2 วง แล้ววิวหาจุดที่มัน ทับซ้อน (intersect) กัน ถ้ามันไม่เป็นแบบนั้น วิวไม่ทำ แม้ว่าวิวจะอยากเล่า แต่ถ้าคนไม่อยากฟัง วิวก็ไม่ทำ หรือถ้าคนอยากฟัง แต่วิวไม่อยากเล่า วิวก็ไม่เล่า เพราะถ้าเราไม่สนุก เราก็ถ่ายทอดความสนุกออกไปไม่ได้ และมันขัดกับคอนเซ็ปต์ของช่องที่บอกว่าเรื่องที่มีสาระก็สนุกได้ แล้วถ้าวิวไม่สนุกกับเรื่องนั้นเลย แล้ววิวจะชวนคนอื่นมาสนุกกับเรื่องนั้นได้อย่างไร อันนี้คือประเด็นแรก

ส่วนถ้าสมมติว่าวิวไปรู้มา แล้ววิวสนุกกับมันมาก แต่วิวไม่สามารถหาวิธีทำให้คนอยากรู้กับเราได้ วิวก็จะไม่ทำ เพราะถ้าเราสนุกอยู่คนเดียว แล้วยังหาวิธีทำให้คนอื่นสนุกไปกับเราไม่ได้ แปลว่ามันยังไม่สนุกจริง ถ้ามันสนุกจริงเราต้องหามุมที่คนอยากรู้ขึ้นมาได้ ล่าสุดวิวเพิ่งทำตอน “Cockney slang” ไป คือเป็นคำแสลงของสำเนียงค็อกนีย์ (Cockney) ในอังกฤษ จริงๆ เรื่องนี้วิวอยากทำมานานแล้วตั้งแต่ 3-4 เดือนที่แล้ว ตั้งแต่ไปเจอมาก็อยากเล่ามาตลอด แต่รู้สึกว่าคนไทยไม่เข้าใจหรอก แล้วไม่รู้ว่าจะมีใครอยากรู้ไหมด้วย วิวก็เลยเก็บไว้ก่อนยังไม่ทำ จนกระทั่งอยู่ดีดีมีภาพยนตร์เรื่อง Mary Poppins Returns (2018) เข้ามา แล้วบังเอิญว่าเรื่องนี้มีการใช้ภาษาที่เรียกว่า Cockney slang วิวก็เริ่มเห็นแล้วว่าความต้องการของวิวบวกกับความต้องการของคนฟังมันเริ่มทับซ้อนกัน จึงหยิบมาเล่าได้แล้วตอนนี้ ยังมีคอนเทนต์อีกเยอะมากค่ะที่วิวอยากเล่าแต่ยังเก็บไว้อยู่ ต้องรอจนกระทั่งหาอะไรที่คนดูจะสนใจแล้วค่อยหยิบขึ้นมาเล่าค่ะ

มีเทคนิคที่ทำให้ผู้ชมสนุกกับเรื่องเล่าของเราได้อย่างไรบ้าง
วิวเป็นคนซนตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ ชอบมองอะไรในมุมที่ชาวบ้านเขาไม่มอง เช่น สมมติว่าทุกคนอ่านรามเกียรติ์ทั้งเรื่องทุกคนก็จะ อ๋อ นี่เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระราม เราจะต้องโฟกัสที่การกระทำของพระรามนะ พระรามกำลังจะไปรบกับทศกัณฐ์อย่างนู้นอย่างนี้ แต่สิ่งที่วิวโฟกัสตั้งแต่เด็กคือ อ่านไปๆ อุ้ย ลิงตัวนี้อะไรเนี่ย เกิดจากพระอิศวรเอาขี้ไคลมาปั้น วิวชอบเจาะรายละเอียดพวกนี้ค่ะ แล้ววิวรู้สึกว่ามันตลก พอวิวรู้สึกว่ามันตลกมันก็น่าจะแปลว่าคนอื่นก็น่าจะตลกกับเราไปด้วย แต่เขาแค่ไม่รู้ว่ามันไปอยู่ตรงนั้น วิวก็เลยจะดึงอะไรพวกนี้ขึ้นมาเล่าให้คนฟังมากกว่า คือมันเหมือนกับว่าในคนทั่วไปมันจะมีอะไรสักอย่างที่มันสนุกสำหรับพวกเราอยู่แล้วล่ะ แค่พวกเราไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น

มีวิธีอื่นไหมในการถ่ายทอดเรื่องราวพวกนี้ก่อนที่จะมาเป็นยูทูบ
เอาจริงๆ คือเป็นคนชอบเล่าเรื่องตั้งแต่เด็กค่ะ ก่อนสะกิดเพื่อน วิวสะกิดพ่อแม่เป็นคนแรกเลยค่ะ เวลาอ่านอะไรมาเจออะไรแปลกๆ ปุ๊บก็จะวิ่งไปหาคนที่บ้านและเล่าให้เขาฟัง เราเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด จนโตมาช่วงมัธยม วิวเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ก็จะมีความรู้สึกลึกๆ ว่าอยากเป็นนักเขียน จุดเริ่มแรกคือแอบอยากเป็นนักเขียนก่อน ไม่ได้อยากมาเป็น Content Creator อะไรแบบนี้เลย 

แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไดอารี่ออนไลน์เริ่มบูม นิยายออนไลน์เริ่มบูม มีเพื่อนวิวส่งลิงก์มาให้เป็นนิยายออนไลน์เรื่องหนึ่ง วิวอ่านแล้วก็สงสัยว่าเขียนไม่เห็นดีเลย ทำไมมีคนอ่านตั้งเยอะเป็นหมื่นเป็นแสน คือเนื้อเรื่องก็สนุกดีแต่ภาษาไม่เห็นดีเลย ฉันเขียนได้ดีกว่านี้อีก (หัวเราะ) ตอนนั้นเข้าใจไปเองด้วยความเป็นเด็กนะคะ ก็เลยมีความรู้สึกว่าเขาเขียนได้ ฉันก็ต้องเขียนได้ เลยมีความพยายามที่จะเขียนนิยายออนไลน์ตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งก็ไม่สำเร็จ เขียนไม่จบเรื่อง ก็เป็นปกติของเด็กมัธยม เขียนไป 3 ตอนทิ้ง 4 ตอนทิ้ง เปิดเรื่องใหม่ และก็เขียนไดอารี่ออนไลน์มาตลอด  จนกระทั่งช่วงที่คนเริ่มทำ blog กัน ก็ไปเขียน blog กับเขาอยู่พักหนึ่ง มันก็ได้รับความนิยมระดับหนึ่ง เรียกว่ามีไว้เพื่อจดบันทึกว่าวันนี้เราทำอะไร ไม่ได้เขียนแบบเน้นให้คนจำนวนมากอ่าน แต่ว่าช่วงนั้นวิวอ่านนิตยสารเล่มหนึ่งอยู่ชื่อ ฮิ แมกกาซีน ซึ่งต่อมาวิวได้มาทำงานกับเขาด้วย ในนิตยสารนี้จะมีคอลัมน์ตลกๆ เยอะมาก ความคิดสร้างสรรค์เลยพุ่งพล่าน ตอนนั้นเราก็ได้รับอิทธิพลจากนิตยสารเล่มนี้ ก็เลยมาเขียน how to ลงเว็บ ว่าทำอย่างไรให้เชงเม้งสนุก เป็นต้น มันก็จะเป็นกึ่งๆ how to แต่ไม่ใช่ how to ที่ใช้ในชีวิตจริงๆ เป็น how to แบบตลกๆ แล้วอยู่ดีๆ เรื่องเชงเม้งที่วิวเขียน มันก็ขึ้นเป็นบทความท็อปในเว็บเลย เพราะว่ามันคงแปลกมั้งคะ เราก็เลยติดใจ แล้วก็เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ

ทำไมถึงในที่สุดถึงมาเป็นยูทูบเบอร์ได้
คลิปในยูทูบตอนแรกๆ ของวิวจะเป็นเป็นคลิปที่วิวเล่นดนตรี คือคลิปนั้น วิวไม่ได้ตั้งใจจะเล่นให้คนอื่นดูเลยค่ะ แต่พอดีว่าวิวมีเพื่อนอยู่ต่างประเทศ แล้วเขาไม่เชื่อว่าวิวเล่นเปียโนเป็น วิวก็เลยเล่นเปียโนแล้วอัดคลิป แล้วส่งลิงก์เล่นเปียโนนี้ไปให้เพื่อนดู วิวก็เลยมีแอคเคาน์ของยูทูบตั้งแต่นั้นมา แล้วก็ใช้ยูทูบเป็นที่ฝากลิงก์อะไรๆ มาตลอด 

จนกระทั่งช่วงหนึ่งที่วิวมาเล่นทวิตเตอร์ แล้วตอนนั้นวิวกำลังเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ปกติตอนมัธยมวิวจะอ่านหนังสือติวให้เพื่อนเป็นการทวนให้ตัวเอง หลังจากอ่านเสร็จปุ๊บก็จะมาติวให้เพื่อน ติวๆๆ ก็จะรู้ว่าที่ฉันติวตรงนี้ไม่ได้เพราะฉันอ่านขาดไป เดี๋ยวไปอ่านเพิ่ม พอเข้าอักษรฯ ทุกคนก็น่าจะรู้ว่าที่อักษรฯ คือเพื่อนทุกคนเก่ง วิวไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในคณะ เรียกได้ว่ากลางๆ ไปจนถึงล่างๆ ในบางวิชา ก็คือติวให้ใครไม่ได้ พอไม่สามารถติวให้ใครได้ก็เลยติวให้ตัวเอง โดยการพิมพ์ลงโซเชียลมีเดีย คือช่วงนั้นเริ่มเล่นทวิตเตอร์ ถ้าใครเคยเล่นจะรู้ว่าทวิตเตอร์จะเหมือนที่ที่ใครจะพ่นอะไรลงไปก็ได้ อยากพ่นอะไรก็พ่น คือไม่ได้สนใจว่าจะมีคนอ่าน ดังนั้นวิวก็เลยพ่นติวตัวเองใส่ตรงนั้นละกัน แบบจำไว้นะว่าเรื่องสามกรุง จุดเด่นคือตรงนี้ จำไว้นะว่ากรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์คือคนนี้ เป็นอย่างนี้ อะไรอย่างนี้ ก็ทวิตๆ ไป ปรากฏว่าจู่ๆ มีคนมาตาม คืออยู่ดีๆ คนที่มาตามอ่านทวิตเรา เขาก็เริ่มถามว่า ทำไมเล่าแค่แบบนี้ ทำไมเล่าแค่ว่ากนกนครจุดที่สำคัญที่สุดคืออันนี้ ทำไมไม่เล่าเลยเหรอว่ากนกนครคือเรื่องอะไร คือตอนนั้นมันยังไม่มีละครเรื่องบุพเพสันนิวาสค่ะ ก็เลยยังไม่มีใครเคยได้ยินชื่อกนกนครมาก่อนในชีวิต พอมีคนถามมา วิวก็เลยเริ่มเล่าทั้งเรื่อง แล้วบางทีมันยาวมาก แต่ทวิตเตอร์มันจำกัดได้แค่ 140 ตัวอักษรในตอนนั้น บางทีวิวแบบถล่มทั้งไทม์ไลน์เลย แบบ 100 ทวิตติดกันเพื่อเล่าทั้งเรื่อง 

คือถ้าเป็น blog ก็เคยลองเขียนเล่าลงไปในนั้น แต่คนบอกว่ายาวไปไม่อ่าน คือมันเป็นพรืด แต่ทวิตเตอร์ มันจะเป็นประโยคสั้นๆ ต่อๆ กัน คนก็เลยน่าจะชอบมากกว่า ทีนี้มันจะมีว่าหลายครั้งก็มีคนมาถามซ้ำเรื่องเดิมที่เมื่อวานเล่าไปแล้ว มีคนมาถามว่าเล่าเรื่องนี้หน่อย ซึ่งเราเล่าไปแล้วเมื่อวาน คือเราก็อยากให้เขาไปตามอ่าน แต่จะตามก็ไม่ได้ เพราะเมื่อก่อนระบบแฮชแท็กยังไม่ได้ดีเหมือนระบบปัจจุบัน พอทวิตไป มันก็จะค่อยๆ หาย ก็เลยมีคนหนึ่ง เสียดายมากที่จำไม่ได้ว่าใคร ทวิตมาบอกว่าอัดเป็นคลิปไหม แล้วส่งลิงก์เอา วิวก็เลยลองเล่าลงในยูทูบที่เรามีแอคเคานต์ อยู่แล้ว แล้วใช้วิธีส่งลิงก์เอา ใครถามเรื่องนี้ปุ๊ป เอาลิงก์ไป เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการอัดคลิปเล่าเรื่องลง ยูทูบตั้งแต่ 6-7 ปีที่แล้ว คือตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นอาชีพ หรือจะทำเป็นช่องอะไรเลย คือคิดแค่ว่าขี้เกียจเล่าซ้ำ ขอเล่าเรื่องนี้แล้วส่งลิงก์ไปทีเดียวจบ แทนที่จะนั่งพิมพ์ครึ่งชั่วโมง ก็นั่งพูดแค่ 10 นาทีจบ

มาเริ่มจริงจังตอนไหนกับการทำช่อง Point of View
ประมาณช่วง 2 ปีที่แล้วค่ะ หลังๆ คนที่ตามจากทวิตเตอร์ที่ดูลิงก์ เริ่มย้ายตามเข้าไปในยูทูบมากขึ้น ก็เริ่มมีคนติดตามมาเรื่อยๆ มีสัก 6,000-7,000 คนนะคะ ในตอนนั้นเป็นยุคที่เริ่มมียูทูบเบอร์เข้ามา แล้วเราก็มีรุ่นพี่ที่สนิทกันทำแคสเกม ซึ่งเขาทำเป็นอาชีพเลย เขาก็บอกเราว่าทำไมไม่แปะโฆษณาล่ะ วิวก็ลองแปะดู แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร จนกระทั่งพอเราเริ่มเป็นพาร์ทเนอร์กับยูทูบ (ประเทศไทย)  แล้วเผอิญว่าเราดันมีเพื่อนทำงานอยู่ที่ยูทูบอีก ทำหน้าที่เป็นคนดูแลยูทูบเบอร์โดยเฉพาะ เพื่อนเลยชวนมางานอีเวนต์ของยูทูบ พอไปปุ๊บ ปรากฏว่าวันนั้นมีโครงการที่เรียกว่า Youtube Next Up มาเปิดตัว คือโครงการที่เขาเล็งว่ายูทูบเบอร์คนไหนกำลังจะมา แล้วเขาจะให้เงินสนับสนุน เพื่อนก็เลยยุให้สมัคร ซึ่งพอเราสมัครแล้วติดปุ๊บ ก็กลายเป็นเราเข้าวงการเลย แล้วทุกคนรอบตัวคือจริงจังมาก เราเลยต้องจริงจังด้วย ตอนนั้นได้เงินสนับสนุนมาก้อนหนึ่งให้เอาไปใช้ซื้ออุปกรณ์ ซื้อกล้องดีๆ มาใช้ในการถ่ายทำ เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราหันมาจริงจังกับคอนเทนต์ของเรามากขึ้น พอเข้าโครงการนี้ต้องไปเข้าค่ายด้วย เราก็จะเห็นเพื่อนๆ ที่ทุกคนก็ดูทำจริง มีทีมตัดต่อกันด้วย เราก็เลยลองทำดูเอง ตอนนั้นเริ่มมองเห็นแล้วว่ามันทำเป็นอาชีพได้ มีคนทำเป็นอาชีพเยอะแยะ มากกว่าเพื่อนเราคนเดียวที่เราเคยเห็น อย่างตอนนี้เวลาใครถามว่าทำอะไร ก็จะบอกว่าเป็น Content Creator จะไม่เรียกตัวเองว่าเป็นยูทูบเบอร์ เพราะเราทำลงยูทูบด้วย ทำลงเฟซบุ๊กด้วย ตอนนี้วิวเอาเวลาไปทำคลิปเป็นงานหลักเลยค่ะ แล้วก็มีอีกบทบาทหนึ่งคือเป็นนักเขียนด้วย แต่ก็เขียนน้อยมากต่อปี จนไม่รู้ว่าจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนดีไหม (หัวเราะ) มีผลงานเขียนหนังสือชื่อ “วรรณคดีไทยไดเจสต์” ค่ะ ส่วนเล่มถัดไปที่กำลังเขียนอยู่ ยังเป็นการนำเรื่องที่มีสาระมาเล่าในวิธีที่เชื่อว่าสนุกเหมือนเดิมในแบบฉบับของวิวค่ะ

คิดว่าคนไทยในยุคปัจจุบันยังจำเป็นต้องรู้เรื่องวรรณคดีไทยไหม
อาจจะไม่จำเป็นขนาดนั้น แต่ถ้าถามว่ารู้แล้วดีไหม ต้องบอกว่าจุดมุ่งหมายในการสร้างวรรณคดีคือเพื่อให้ชีวิตเรารื่นรมย์ มันเป็นศิลปะ ถึงแม้ว่าชีวิตเราไม่มีศิลปะก็ได้  แต่การมีศิลปะมันช่วยให้ชีวิตเราสวยงามขึ้น ดังนั้น ถ้าคุณรู้เรื่องวรรณคดีไทย คุณจะเห็นความสวยงามของชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านตัวเรื่องราว ผ่านภาษา หรือมันจะทำให้คุณเข้าใจศิลปะแขนงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีไทยมากขึ้น เช่น คนทั่วไปเดินเข้าวัดก็เห็นเป็นวัด ไหว้พระ จบ แต่คนที่เรียนวรรณคดีเดินเข้าไปในวัดอาจจะ อุ้ย นี่พระประธาน ด้านหลังเป็นไตรภูมิ มันตีความได้ว่าพระพุทธเจ้ากำลังหันหลังให้กับโลกมนุษย์ เราไม่เอาแล้วซึ่งกิเลสต่างๆ คือถ้าเป็นคนที่ชอบ เขาก็จะรื่นรมย์กับอะไรแบบนี้ 

การหยิบวรรณคดีเรื่องต่างๆ มาย่อยหรือทำให้ง่ายขึ้นเป็นสิ่งที่ทำให้คนยุคนี้ได้ใกล้ชิดหรือสื่อสารกับวรรณคดีมากขึ้นหรือเปล่า
วิวมองว่าชีวิตเราเปลี่ยนไปแล้วค่ะ คือถ้าเป็นคนสมัยโบราณ ความเชื่อในไตรภูมิมันคือความเชื่อที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเขา เขาอาจจะไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่ม เพราะว่ามันคืออะไรที่พ่อแม่สอนอยู่แล้ว นี่ถ้าเธอทำบาป เธอจะต้องตกนรกชั้นนี้นะ นี่คือสิ่งที่เขาคุยกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน หรือว่าเขาเสพความบันเทิง เขาก็ดูละครนอก ถ้าอยู่ในวัง เขาก็ดูละครรำ ดังนั้นเขาอาจจะไม่ต้องถึงขั้นว่าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมา 

ในขณะที่สิ่งที่วิวทำ วิวมองว่าวิวทำให้คนเห็นภาพรวมของวรรณคดีมากกว่า แล้วก็ดึงมาใกล้ชีวิตเขามากขึ้น ว่าเกี่ยวข้องกับคุณยังไง สนุกตรงไหน เพราะตอนนี้มันห่างออกไปแล้ว ไม่ใช่ความบันเทิงหลักที่คนเสพในชีวิตประจำวัน ดังนั้นวิวจึงชี้ให้เขาดูว่าจุดที่สนุกมันอยู่ตรงนี้นะ ตรงนั้นนะ ถ้าคุณอยากสนุกคุณต้องทำแบบนี้คุณต้องทำแบบนั้นมากกว่าค่ะ ในท้ายคลิปของ Point of View อาจจะมีสรุปบ้างหรือไม่มีบ้าง ก็แล้วแต่คอนเซ็ปต์ของคลิปค่ะ มันจะชี้ให้เห็นเองว่าถ้าคุณอยากสนุกกับเรื่องนี้ คุณสนุกได้อย่างไร

CREATIVE INGREDIENTS
ความไม่รู้คือวัตถุดิบสำคัญที่นำมาสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ ได้ 
ความรู้มันมีอยู่ 2 แบบ คือความรู้ที่เราจะได้ใช้แน่ๆ กับความรู้ที่ก็แค่รู้แล้วมันสนุกดี สำหรับโฟกัสของช่องวิวไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนเอาไปใช้เรียนหนังสือ แต่คือเรื่องที่รู้แล้วสนุก แล้วทำไมคุณถึงจะไม่อยากรู้มันล่ะ วิวรู้สึกว่าต่อให้รู้เรื่องไร้สาระหรืออะไรก็ตามที่คิดว่าในชีวิตนี้มันไม่ต้องใช้ เดี๋ยวสุดท้ายมันก็ได้หยิบขึ้นมาใช้แบบที่เราไม่รู้เอง แค่เราต้องประยุกต์ให้เป็นค่ะ

คุณสมบัติของ Content Creator ควรจะมีอะไรบ้าง 
คุณต้องมีคอนเทนต์ค่ะ ต้องรู้ก่อนว่าจะนำเสนออะไร เพื่ออะไร ส่วนที่เหลือ เดี๋ยวมันไปหาเอาเองได้ เช่น วิวถนัดพูด วิวก็พูด บางคนพูดไม่เก่ง เขาพิมพ์ บางคนเสียงเพราะแต่ไม่อยากเปิดเผยหน้า เขาก็พากย์ บางคนอยากโชว์แต่หน้า แต่ไม่อยากพูดไม่อยากพิมพ์อะไรเลย เขาก็ใช้ท่าทาง มันได้หมดเลย

ถ้าโลกนี้ไม่มีอินเทอร์เน็ต คิดว่าตอนนี้จะไปทำอะไรอยู่
วิวก็ยังจะคงยืนหยัดในความต้องการของตัวเองอยู่ คือความต้องการอยากจะเล่าเรื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็ยังมีสื่ออื่นอยู่ เราก็ยังจะเขียนหนังสือ อยากเล่าเรื่องอยู่ตลอดเวลา วิวมองว่าสุดท้ายแล้วสื่อมันก็คือสื่อ เป็นแค่พาหะที่นำสารไป ดังนั้นถ้าสารเรายังดีอยู่ ผู้ส่งสารยังอยากส่ง ผู้รับสารก็ยังอยากรับ สื่อจะเป็นอะไร เดี๋ยวมันก็ไปได้อยู่ดี  

เรื่อง : รติพร ยงทัศนะกุล l ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์