image

Design & Creativity

ปัตตานี เมืองพร่ามัวที่กำลังถูกปลุกให้สว่างไสว

Published Date : 3 ก.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

1,991

เมืองแอตแลนติสที่สาบสูญไปกว่าสหัสวรรษยังคงมีภาพจำของมหานครที่ยิ่งใหญ่ แต่เมืองบางเมืองที่มียังลมหายใจกลับถูกสร้างภาพจำแบบเหมารวมว่าเป็น ‘พื้นที่สีแดง’ แทนชื่อเรียก ‘ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส’

แม้ภาพข่าวจะพูดซ้ำ ๆ ย้ำด้วยการประมวลผลผ่านกูเกิลที่มีแต่ภาพความรุนแรงจนตีกลบประวัติศาสตร์เมืองท่าชายทะเลที่ยิ่งใหญ่ ความสมบูรณ์พูนสุขของถิ่นฐานที่เรียกว่าบ้าน จวบจนความศิวิไลซ์ในภูมิปัญญาที่แทรกซึมผ่านวิถีที่ยังคงขับเคลื่อนอย่างมีชีวิต หาก ‘สายน้ำ’ คือการชักนำกลุ่มคนต่างชาติต่างภาษาเข้ามาและเป็นต้นทางของการเชื่อมต่อ แลกเปลี่ยนและแพร่กระจายความเจริญไปยังตำแหน่งต่าง ๆ ‘ผืนดิน’ ก็คือต้นทางของการทรัพยากรที่เปลี่ยนผ่านจากสินแร่ พืชพรรณธัญญาหาร และทักษะช่างฝีมือไปเป็นการค้าพาณิชย์ และ ‘ปัตตานี’ ก็คือจุดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพแห่งนั้น

ทุนรอน ที่รอการรื้อฟื้น
หากพิจารณาถึงความอุดมสมบูรณ์เชิงภูมิศาสตร์ผ่านการสำรวจที่ปรากฏในหลักฐานต่าง ๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นปีพ.ศ. 2434 ข้อมูลบันทึกของเจมส์ แมคคาธีย์ (James McCarthy) บันทึกไว้เมื่อปีพ.ศ. 2426 ตอนหนึ่งว่า “เราเดินเรือต่อจากสงขลาไปปัตตานี เรือทอดสมอห่างฝั่ง แล้วใช้เรือแคนูท้องแบนพานขึ้นไปตามลำน้ำปัตตานี ถึงบริเวณที่มีคนจีนอยู่มาก บ้านเรือนหลายหลังปลูกรวมกันเป็นกลุ่มอยู่ในกำแพงอิฐสูง…วังของพระราชาอยู่เหนือขึ้นไปตามลำน้ำไปประมาณไมล์ครึ่ง มีบริเวณกว้างอยู่แห่งหนึ่งเป็นที่ปลูกข้าวมาก่อน…กิจการค้าขายทั้งหมดอยู่ในมือของคนจีน สินค้าหลักได้แก่ ตะกั่ว ดีบุก งาช้าง หนังสัตว์ และยาง” นอกจากนี้ เฮนรี หลุยส์ อาร์ม (Henry Luise A.R.S.M.) ยังได้เข้ามาสำรวจและเขียนแผนที่ในช่วงเวลาก่อนการทำสนธิสัญญา Anglo-Siamese Treaty โดยการสำรวจในครั้งนั้น ให้ความสำคัญกับแหล่งทรัพยากรและเส้นทางการเดินทางสัญจรทางน้ำ ทั้งแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรี รวมถึงเส้นทางเดินทางบกบางเส้นทางด้วย ซึ่งอนุมานได้ว่าเป็นเส้นทางที่จะเข้าถึงแหล่งทรัพยากรต่าง ๆ ของแผ่นดินตอนใน โดยเฉพาะแหล่งแร่ดีบุกและแหล่งแร่ทอง 

ในการรายงานเรื่อง Mineral Production on the East Coast of Malaya in the Nineteenth Century ยังระบุว่า ปัตตานีมีชื่อเสียงด้านการส่งออกแร่และการทำเหมืองแร่เชิงพาณิชย์ ปัตตานีคับคั่งไปด้วยผู้คนที่ทำการค้า การส่งออกทองคำและดีบุก โดยเหมืองทองที่สายบุรีมีความสำคัญมากที่สุด ชาวเหมืองบางคนกลายเป็นเศรษฐีที่มีชื่อเสียงของปัตตานีและยะลาในยุคนั้น ซึ่งยุคแรกเป็นเหมืองของชาวมลายูและจีน มีหลวงสำเร็จกิจกรจางวางเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ปัตตานี ในฐานะผู้ทำหน้าที่คุมเหมืองแร่ ภายหลังผู้ดำเนินกิจการเหมืองแร่แถบหุบเขาทะลุ จังหวัดยะลา (ต้นน้ำปัตตานี) หรือรู้จักกันว่าเป็นดาโตะแห่งเหมือง ได้รับการแต่งตั้งเป็นหลวงสุนทรสิทธิโลหะ และเป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการนำความรู้ใหม่ ๆ มาสู่ปัตตานี หลังจากที่ชาวมลายูกับคนจีนเลิกสัมปทาน เหมืองแร่จึงได้เข้าสู่ยุคที่มีนายทุนชาวออสเตรเลียมารับช่วงของการทำสัมปทานต่อจนถึงปีพ.ศ. 2535 

เมื่อสินทรัพย์ถูกเปลี่ยนเป็นงานเชิงช่าง
ด้วยเมืองที่มีต้นทุนในฐานะเมืองท่าที่สำคัญและการค้าพาณิชย์ การเป็นจุดรับ กระจาย และแลกเปลี่ยนสินค้าหลากหลายประเภทอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เมื่อผสมผสานกับสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม จึงทำให้สายป่านทั้งการค้าและองค์ความรู้ยาวไปถึงยุโรป อาหรับ และอินโดนีเซีย ที่สำคัญ เมื่อคุณค่าไม่ได้จบลงที่คนรุ่นเก่าแต่ยังถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ธุรกิจดั้งเดิมต่าง ๆ จึงได้รับการเพิ่มมูลค่าผ่านการต่อยอดจากคนในเจเนอเรชันใหม่

จากธุรกิจทอง 70 โต๊ะ ซึ่งหมายถึง 70 ใน 100 ครัวเรือนของสายบุรีมีอาชีพช่างทอง และอาชีพช่างทองในยุคนั้น ถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ แม้จำนวนโต๊ะช่างทองจะลดจำนวนลง แต่ที่ยังคงสานต่ออย่างไม่หยุดเดินเครื่องก็คือแบรนด์ Hadi’s Jewelry ธุรกิจเครื่องประดับที่ได้ดึงจุดยุทธศาสตร์ในฐานะเมืองท่ามาสู่การค้าแบบสากล ปัจจุบันแบรนด์มีช่างทองรุ่นที่ 3 เข้ามาสานต่อธุรกิจ โดยยังคงเน้นการผลิตลายตัวเรือนด้วยกรรมวิธีแบบดั้งเดิม อย่างขั้นตอนดึงลวดด้วยมาวา (เครื่องเผาไฟไว้สำหรับเชื่อมทอง) หรือใช้เยื่อไม้ไผ่ขัดตัวเรือนให้แวววาว ลวดลายได้รับอิทธิพลจากชวา รูปแบบทรงแหวนเป็นทรงมอญ ได้แรงบันดาลใจจากกริช ชื่อศาสดา บัยตุลลอฮ์ และลวดลายมลายู ซึ่งถือเป็นการหลอมรวมวัฒนธรรมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ในตลาดที่มีผู้คนหลากหลาย หรือเปอร์ลางี ผืนผ้าที่จัดอยู่ในหมวดปาเต๊ะชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินโดนีเซีย หากแต่ภายใต้ลายเส้นสีไม้ ฝีเย็บเป็นระเบียบ ชั้นสีที่ผ่านการย้อมมานับครั้งไม่ถ้วนจนแทบไม่ต่างจากผืนรุ้งตามคำแปลของชื่อเรียกนี้ มีความยึดโยงกับต้นกำเนิดจากชวา แหล่งแพรไหมชั้นดีที่ไหลหลากจากจีนด้วยระบบค้าพาณิชย์ จนกระทั่งครั้งหนึ่ง อ.สะบารัง จ.ปัตตานี เคยเป็นแหล่งผลิตและแหล่งย้อมขนาดใหญ่ในภูมิภาค ปัจจุบันมีนักสะสมและจำหน่ายผ้าอย่างดุลฟิรตรี เจ๊ะมา ที่ศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลด้านผ้า จนถึงความพยายามในการฟื้นลวดลายและทักษะเปอร์ลางีโดยคุณปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มศรียะลาบาติก นอกจากนี้ ตำนาน 200 ปีของการสร้างสรรค์กริชที่กษัตริย์เมืองรามันห์ได้เชิญช่างผู้ชำนาญจากอินโดนีเซียชื่อปันไดซาร๊ะ มาทำกริชจนทุกวันนี้กลายเป็นทักษะที่ส่งต่อสู่ลูกหลาน มีความสง่างามผ่านเวลา ทั้งยังเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากศาสตราวุธเป็นศาสตราภรณ์ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

เรามีคนรุ่นใหม่ ในทุกรุ่น
นักมนุษยสังคมวิทยา มูฮัมหมัด อาราฟัต บิล โมฮัมหมัด (Muhammad Arafat Bin Mohamad) กล่าวว่า ศิลปวิทยาการของปัตตานีกำลังถูกฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง (Pattani Renaissance) ซึ่งหากมองแล้วแทบไม่ต่างจากเมืองอื่น ๆ ที่คนรุ่นใหม่กำลังอยากกลับบ้าน พร้อมสานต่อภูมิปัญญาที่ถูกแช่แข็งไว้ท่ามกลางช่วงเวลาที่โลกาภิวัตน์และเมืองมหานครกำลังถูกท้าทาย กระแสการเพิ่มความสำคัญให้กับเมืองรองหรือชนบทที่เรียกว่าอะโลกาภิวัฒน์ (De-globalization) นั้น ให้ความสำคัญกับจุดย่อยในระยะสายตามากกว่าการขับเคลื่อนด้วยตัวเมืองที่ขยายออกไปจนไร้ทิศทาง

คนรุ่นใหม่ที่ว่า เป็นผลพวงจากคนรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงไฟฟ้าแห่งแรกของปัตตานีที่เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2474 โดยขุนธำรงพันธุ์ภักดี การมีไฟฟ้าใช้เป็นเสมือนการนำความเจริญเข้ามาสู่ย่านและสู่เมืองปัตตานี จากโรงไฟฟ้าสู่การสร้างระบบธนาคารในคนอีกรุ่น ธนาคารนครหลวงไทย คือธนาคารแห่งแรกของปัตตานี ความเจริญในเวลานั้นส่งผลให้เกิดการค้าขายในย่านหัวตลาด โดยเฉพาะบริษัทตัวแทนเรือที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากริมฝั่งแม่น้ำปัตตานี อย่างบริษัทพิธานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการรับสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทางเรือ ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนหลังสงครามโลกก็ส่งผลให้ย่านหัวตลาดหรือเมืองเก่าของปัตตานีกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งยังเชื่อมต่อขยายกับถนนเส้นใหม่ มีโรงแรม ร้านค้า และโรงพิมพ์เกิดขึ้นตลอดถนนฤาดี โดยมีโรงแรมบันเฮงลูน โรงแรมเกียวโด ทำหน้าที่รับแขกผู้มาเยือนเพื่อการค้าขาย และยังเป็นจุดพักผ่านทางไปยังประเทศฝั่งมลายา มีโรงพิมพ์ถึง 3 แห่งบนถนนเส้นนี้ ได้แก่ โรงพิมพ์ปัตตานีเพลส โรงพิมพ์แห่งแรกในปัตตานีที่เริ่มพิมพ์ภาษาอาหรับ ยังมีโรงพิมพ์มิตรภาพ และนะห์ดี ที่ทุกวันนี้ยังคงเปิดให้บริการอยู่

หนึ่งในอีกธุรกิจสำคัญของปัตตานีคือยางพารา หนึ่งในพืชเศรษฐกิจอันดับ 1 ของภูมิภาคมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2500 และหากจะกล่าวว่า นวัตกรรม คือการมองเห็นโอกาสในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน และทำให้องค์กรมีแผนการสำรองหรือ Plan B ตั้งรับและเตรียมการณ์สำหรับความเปลี่ยนแปลงไว้เสมอ 

นวัตกรคนสำคัญก็คือคุณเต็มสิทธิ์ นิธิอุทัย คุณปู่ของดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย ที่เริ่มทำลูกโป่งตุ๊กตาฉีกแนวจากรุ่นบิดา นอกจากผลิตภัณฑ์น้ำยางแล้ว ยังมี Plastisol ซึ่งเป็นพลาสติกจำพวกพีวีซี รวมทั้งยางลบจากยางธรรมชาติ 100% ตลอดจนฟองน้ำที่พัฒนามาเป็นเบาะนั่ง ก่อนต่อยอดไปเป็นสินค้าส่งขายที่กรุงเทพฯ จากร้านเต๊กซุ่น โรงงานก็เติบโตขยายไปถึงถนนปรีดา ก้าวสู่การเป็น หจก. ปัตตานีอุตสาหกรรม ค้าขายน้ำยางเป็นรายแรกของประเทศ มีผลิตภัณฑ์ที่ราคาสูงที่สุดในยุคนั้นคือ ยางเหมือง ซึ่งผลิตใช้เพื่อป้องกันการสึกหรอของชิ้นส่วนปั้มที่ทำจากอลูมิเนียม โดยมีลูกค้าเป็นเหมืองลาบูของขุนธำรงพันธุ์ภักดี ปัจจุบัน ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย เป็นหนึ่งในรุ่นหลานที่สานต่อธุรกิจ คือ Patex และ Original by Patex ต้นตำรับหมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ เครื่องนอนสุขภาพจากยางพาราธรรมชาติ 100%  โดยร่วมพัฒนากับทีมแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช ในช่วงแรก หมอนยางพาราที่แบ่งพื้นที่การรองรับร่างกายออกเป็น 7 ส่วน ตามการกระจายน้ำหนักเฉพาะในแต่ละส่วน ลอนคลื่นบนหมอนคือนวัตกรรมที่ช่วยลดแรงกดทับที่ผิวสัมผัส ช่วยให้ผู้นอนสามารถหลับสนิทได้อย่างยาวนาน ไปจนถึงการเริ่มต้น ทะเลจร กิจการเพื่อสังคมที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้คน ด้วยการรีไซเคิลขยะรองเท้าที่เก็บได้จากท้องทะเล ที่ล่าสุดร่วมมือกับแบรนด์นันยาง ผุดโปรเจ็กต์รักษ์โลกที่ชื่อ Khya หรือรองเท้าแตะช้างดาวจากขยะ

สุนทรียะภายใต้เงา และเคราครึ้ม 
“มาจากดิน อยู่กับดิน กลับสู่ดิน” หลักคิดอันแข็งแกร่งและละเอียดอ่อนของเอ็มโซเฟียน แห่งเบญจเมธาเซรามิก ที่ทุกประโยคต่างสื่อสารและตอกย้ำถึงเรื่องราวความศรัทธาในพระเจ้าที่มนุษย์ล้วนถูกสร้างขึ้นจากดิน เมื่อสิ้นชีวิตก็ต้องคืนกลับสู่ดิน เป็นหลักธรรมชาติที่ทุกสรรพสิ่งต่างต้องผุพังย่อยสลายกลายเป็นธุลีเมื้อสิ้นอายุขัย ตลอดจนการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อก้าวผ่านจากอิฐก้อนละ 1 บาทสู่คุณค่าเกินกว่าการพาณิชย์ สั่งสมจนเป็นชิ้นงานที่มีความหมาย ก่อร่างเป็นเครือข่ายชุมชนและสายธารคิดแบบไม่รู้จบ ผนวกกับความเข้าใจรากเหง้าจนเกิดเป็นภูมิคุ้มกันที่มั่นคง ทุกชิ้นงานที่ผ่านการกลั่นกรอง ตั้งแต่การเลือกดิน ที่เน้นใช้ ‘ดินจึงงา’ ที่มีอยู่ในพื้นที่ มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลัก จนปรากฏสีของเหล็กผ่านชิ้นงาน เช่นเดียวกับสีน้ำเคลือบผลึกเขียวคล้ายทะเลแฆแฆ สะท้อนสัจจะของวัสดุและความงามอันจริงแท้ นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดกับทักษะเดิมในท้องถิ่น อย่างการนำไม้เนื้อแข็งที่นิยมใช้ในส่วนบนของกรงนก ก่อนพัฒนามาเป็นลูกข่าง ด้ามจับมีด จนถึงการสร้างเครือข่ายแบบไม่สิ้นสุดผ่านวิถีของคน “ฉันโตมาจากข้าวบ้านคุณ คุณโตมาจากข้าวบ้านฉัน” ความสัมพันธ์และร่วมมือกันภายใต้แปลงปลูกข้าวในพื้นที่ปะนาเระ ที่ทุกคนพร้อมใจกันโดยไม่มีพรมแดนด้านศาสนา พัฒนาจากฟางข้าวเป็นเป้าธนูสำหรับฝึกปรือสมาธิและความแม่นยำ จนถึงการฟื้นฟูและสร้างจิตสำนึกผ่านการนำผ้าขาวม้าแบบมลายูที่เรียกว่าผ้าลือปัส (Kain Lepas) ที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับผู้คนในทุกกิจวัตรตลอดชีวิต โดยลายที่สะท้อนถึงท้องถิ่น คือ อาเนาะกาเรง หรือปลากัดป่าปัตตานี ซึ่งมีนิสัยรักสงบถ่อมตน แม้ตัวจะเล็กแต่มีเลือดนักสู้อย่างกล้าหาญ จนถูกกล่าวขานว่า นักสู้ผู้รักสันติ

พื้นที่เปิดกว้างในชื่อ Patani Artspace เปิดประตูต้อนรับศิลปินผู้รักในศิลปะที่ต้องการนำเสนอผลงานของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ โดยอาจารย์เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ ผู้ก่อตั้ง Patani Artspace และยังเป็นผู้ที่ถ่ายทอดผลงานศิลปะ เป็นผู้จุดประกายความหวังของศิลปินให้ได้มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานศิลปะระหว่างกัน ที่สำคัญคือเป็นแหล่งบ่มเพาะของศิลปินรุ่นใหม่ในพื้นที่ให้มีที่ทางในการต่อยอดไปสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพ พื้นที่นี้จึงเป็นเสมือนลานประลองฝีมือให้ได้โชว์ผลงานด้านศิลปะที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนในแบบมลายูก่อนสะท้อนสู่พื้นที่ภายนอก 

ขณะที่ De’ Lapae Art Space คือสตูดิโอแห่งแรกในจังหวัดนราธิวาส ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงานศิลปะ โดยดัดแปลงจากบ้านของครอบครัวพิมานแมน โดยมีปรัชญ์ พิมานแมน และคีต์ตา อิสรั่น ร่วมสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับศิลปินรุ่นใหม่ทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อบอกกล่าวเรื่องราวของศิลปะ ความงาม ความรู้ ความฝัน และแบ่งปันให้ชุมชนได้เรียนรู้ร่วมกัน

พลังของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่
เทศกาล Pattani Decoded ถอดรหัสปัตตานี คือกิจกรรมล่าสุดที่ได้กลุ่ม Melayu Living และเครือข่าย เข้ามาร่วมพยายามผลักดันกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ เรียกได้ว่าไม่ต่างจาก ‘ดีไซน์วีค’ ที่มีการนำเรื่องราวของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีอยู่จริงในพื้นที่ ได้แก่ สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ศิลปะและทัศนศิลป์ สื่อสมัยใหม่และงานออกแบบ มาถอดรหัส ตีความใหม่ ผ่านกิจกรรมหลักอย่างนิทรรศการ การแสดงผลงาน กิจกรรมบรรยาย เวิร์กช้อปและเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ครอบคลุมใน 3 เส้นถนนที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ถนนอา-รมย์-ดี (อาเนาะรู ปัตตานีภิรมย์ และฤาดี) โดยเน้นการใช้พื้นที่อาคารเก่าและพื้นที่ทิ้งร้างมาปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดแสดงงาน มีเป้าหมายในการส่งเสริมธุรกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ และให้คนรุ่นใหม่เข้าใจและภูมิใจในคลังความรู้ ตลอดจนต้นทุนที่มีอยู่ ด้วยความหวังว่าท้ายที่สุด ความรู้ทั้งหลายจะได้รับการส่งต่อ และเดินหน้าไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทั้งค่อย ๆ เผยแสงอันแท้จริงของเมืองซึ่งเคยถูกฉาบไว้ด้วยความพร่ามัว

ที่มา :
ครองชัย หัตถา. 2551. ประวัติศาสตร์ปัตตานี สมัยอาณาจักรโบราณถึงการปกครอง 7 หัวเมือง.  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
ธาม วชิรกาญจน์. 2553. ตึกแถวประวัติศาสตร์: การคงอยู่และการแปรเปลี่ยน กรีณีศึกษา ตึกแถว ชุมชนชาวจีนย่านหัวตลาดปัตตานี. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา
สุจิตต์ วงษ์เทศ. 2547. รัฐปัตตานี ใน “ศรีวิชัย” เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์. สำนักพิมพ์มติชน
สุภาวดี เชื้อพราหมณ์. 2546. ตึกแถว ผลผลิตทางกายภาพและวัฒนธรรม ในชุมชนเมืองเก่า จังหวัดสงขลา. มหาวิทยาลัยศิลปากร
อาเดียร์ มะรานอ. 2557. ลวดลายสถาปัตยกรรม: ชินโปรตุกีส ปัตตานี. มหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดปัตตานี. 2542. กรมศิลปากร
เรื่องเล่าชุมชนตลาดเทศวิวัฒน์1. 2556. คณะทำงานชุมชนตลาดเทศวิวัมน์
วารสาร  รูสะมิแล. 2554. ปัตตานีและยะลาในรายงานลับ หลังญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก. ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 
มกราคม-เมษายน

เรื่อง : kariya_bil

ภาพ : Pattani Decoded