image

Design & Creativity

แปลงงานดีไซน์ให้เกิดเป็นธุรกิจอย่างยั่งยืนในทรรศนะของ ดุลยพล ศรีจันทร์ แห่ง PDM BRAND

Published Date : 3 พ.ค. 2562

Resource : TCDC CONNECT

955

หลายคนคงเคยได้ยินหรือได้เห็นผลิตภัณฑ์เสื่อจากแบรนด์ PDM ตามงานแสดงสินค้าและดีไซน์หรือจากรางวัลออกแบบต่างๆ ซึ่ง PDM ได้ประยุกต์นำเอาการผลิตเสื่อรูปแบบดั้งเดิมของคนไทยมาดีไซน์ใหม่ให้มีลวดลายและสีสันที่ทันสมัยพร้อมคุณสมบัติทนทานจากวัสดุพลาสติก PP recycle ให้เสื่อเป็นสีด้านไม่สะท้อนไฟ ทนน้ำทนแดดและสามารถใช้ได้ทั้งสองด้าน ปัจจุบันได้รับการยอมรับจากทั้งลูกค้าในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างดี

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้เชิญ คุณดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์ ผู้อำนวยการบริหาร PDM BRAND มาเป็นผู้บรรยายในงาน Creative Craft Transformation Talk หนึ่งในกิจกรรมของงาน Creative Transfiormation  ซึ่งเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่ม Creative Craft เพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ มาบรรยายในหัวข้อ Design & Creativity for Value Creation เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เราได้สรุปสาระประเด็นจากคุณดิวเพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้ประกอบการจะได้นำไปปรับใช้ของธุรกิจของตนไว้ดังนี้
 

ดีไซน์จะกลายเป็นธุรกิจได้อย่างไร?

เมื่อก่อนเมืองไทยมีลักษณะการทำธุรกิจในรูปแบบที่เรียงจาก
1.ลูกค้าอยากได้อะไร -> 2. คนไปบอกโรงงาน -> 3. โรงงานหาสิ่งที่ลูกค้าอยากได้และผลิต

ในยุคสมัยนั้นเป็นยุคที่คนไม่รู้จัก “การดีไซน์” และดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่หลังจากปี 1995 โรงงานหลายที่เริ่มปิดตัวลง เพราะคนหันไปสั่งผลิตที่จีน เวียดนาม หรือประเทศที่แรงงานถูกกว่า จนเหลือโรงงานไม่มากที่ยังอยู่ได้ ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตของตกแต่งบ้านให้กับแบรนด์ดังระดับโลกจำนวนมาก แต่น่าแปลกที่ไม่ค่อยมีแบรนด์ไทยของตัวเอง
 

“การแปลงงานดีไซน์ให้เกิดเป็นธุรกิจไม่ใช่เพียงออกแบบให้คนชมว่าสวยเท่านั้น แต่หากขายไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์”

 

  • Local manufacturing + Modern touch = Good Design

เนื่องจากทางรัฐบาลเริ่มเห็นมุมมองความสำคัญด้านดีไซน์จึงเริ่มส่งดีไซเนอร์ไปตามหมู่บ้านต่างจังหวัดเพื่อให้ชาวบ้านทำสิ่งที่ทำได้อยู่แล้วให้ทันสมัยขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คุณต่าย - ธีระ ฉันทสวัสดิ์ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ T-ra ซึ่งหยิบเอาการเพ้นท์ผ้าบาติกมาเปลี่ยนรูปแบบเดิมที่เราเคยรู้จัก จากลายปลาการ์ตูนมาเป็นลายที่เรียบง่าย ดูโมเดิร์นขึ้น และนำไปสู่งานเสื้อผ้าแฟชั่นบนรันเวย์ เพื่อให้เกิดคุณค่าและความแตกต่างของงานคราฟต์ไทยที่เพิ่มความทันสมัย กลายเป็นงานดีไซน์ที่สวยงามและได้รับการยอมรับไปในระดับสากล


 

  • Good Story Teller เคล็ดลับความสำเร็จของงานคราฟต์ญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นมีจุดแข็งของการเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี (Good Story Teller) พวกเขามีวิธีการเล่าเรื่องที่ฟังแล้วเรารู้สึกได้ถึงความจริงใจและแตกต่าง โดยชาวบ้านในแต่ละจังหวัดของญี่ปุ่นจะพิจารณาว่าตัวเองนั้นเก่งอะไรและนำไปสื่อสารในสิ่งที่ตนเชื่อและศรัทธาในแบบที่หมู่บ้านอื่นเล่าซ้ำไม่ได้ ทั้งยังมีคนมาช่วยสื่อสารต่อไปสู่ระดับจังหวัด ระดับประเทศ และระดับโลก

ในขณะที่ประเทศไทยเราเอง เคสที่มักเกิดขึ้นเสมอคือ หากหมู่บ้านติดกันขายผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ พอขายดีปั๊ป หมู่บ้านข้างๆก็ทำตามด้วย ทำให้ตลาดเสีย มีการตัดราคา เป็นอย่างนี้ซ้ำๆจนอุตสาหกรรมคราฟต์บอบช้ำ สิ่งที่เรานำรูปแบบของญี่ปุ่นมาปรับใช้ได้คือการเล่าเรื่องและใส่คุณค่าความเป็นตัวตนของแบรนด์ DNA ลงไป ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Inspire by living ของคุณ กรกต อารมย์ดี ซึ่งเกิดจากคุณปู่เป็นช่างทำว่าวที่ช่ำชอง ส่วนเขานั้นได้นำเทคนิคที่เรียนรู้มาดัดแปลงจนเกิดเป็นการสร้างสรรค์งานเฟอร์นิเจอร์โคมไฟจากไม้ไผ่ที่ไม่เคยมีคนทำมาก่อนและยากที่จะเลียนแบบ

  • Innovate+Primary Technique หลอมรากเหง้าเข้าสู่นวัตกรรม

ในยุคดิจิทัลที่เกิดนวัตกรรมขึ้นเต็มไปหมด ทำอย่างไรจึงจะสามารถนำนวัตกรรมมาผสานกับเทคนิคความรู้ที่มีอยู่ในธุรกิจปัจจุบันมาต่อยอดและยากที่จะเลียนแบบได้ คำถามนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมากในธุรกิจที่ส่งไม้ต่อให้รุ่นลูก

คุณดิวได้ยกตัวอย่างเคสที่ได้ไปช่วยบริษัทหนึ่งพัฒนาเครื่องเบญจรงค์ ซึ่งโจทย์ความยากของธุรกิจนี้เมื่อมาสู่รุ่นลูกคือการทำให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ดูโมเดิร์นมากขึ้น มีราคาที่จับต้องได้มากขึ้นจนกลายเป็น Everyday Life Product ได้ คุณดิวได้ออกแบบให้ลายเครื่องเบญรงค์โดยลดทอนรายละเอียดลง เพื่อให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น และการออกแบบ รูปแบบดั้งเดิมผสมแบบใหม่ยังช่วยขยายฐานลูกค้าจากที่เป็นคนต่างชาติและการเป็นของขวัญที่นิยมให้ผู้ใหญ่หรือข้าราชการ กลายเป็นของที่ขึ้นห้างสรรพสินค้าได้ มีความ Hi-end และตีตลาดโรงแรมได้เพิ่มขึ้น