image

Design & Creativity

NOSEstory…Scent Design สื่อสารผ่านฝีมือนักออกแบบกลิ่น

Published Date : 1 ส.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

864

“เราสามารถเล่าเรื่องผ่านกลิ่นได้ กลิ่นคือการสื่อสาร เช่นเดียวกับการใช้ภาพหรือเสียง” ก้อย - ชลิดา คุณาลัย นักออกแบบกลิ่น (Scent Designer) กล่าว 

ชลิดาเป็นผู้ก่อตั้ง NOSEstory สตูดิโอที่เชื่อในศาสตร์และพลังของกลิ่น สร้างสรรค์และส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างสรรค์และการรับรู้กลิ่น ซึ่งชลิดาจะเล่าเรื่องราวของกลิ่น และงานของ “นักออกแบบกลิ่น” ให้ฟังกัน

การออกแบบกลิ่นคืออะไร
การออกแบบกลิ่น ทำได้ตั้งแต่ออกแบบกลิ่นให้ผลิตภัณฑ์ อย่างน้ำหอมสำหรับฉีดตัว น้ำยาปรับผ้านุ่ม แชมพู ครีมบำรุงผิว หรือแม้แต่อาหาร ออกแบบกลิ่นให้พื้นที่ (Space Design) เช่น งานนิทรรศการ แกลเลอรีศิลปะ หรือการใช้งานออกแบบกลิ่นซึ่งผนวกรวมศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาด้วย เช่น ออกแบบกลิ่นเพื่องานด้านสังคม งานด้านการท่องเที่ยว 

มนุษย์เริ่มใช้ประโยชน์จากกลิ่นตั้งแต่เมื่อใด
เริ่มต้นใช้ตั้งแต่พันกว่าปีมาเลย คำว่า perfume มาจากภาษาละตินว่า per fumus แปลว่า through smoke คือมนุษย์สื่อสารกับพระเจ้าด้วยการจุดกำยาน จุดเครื่องหอม ถ้าเทียบเป็นสมัยของเรา กลิ่นก็เหมือนเทคโนโลยี 5G คือเขาสื่อสารกับเบื้องบนด้วยวิธีนั้น เขาเชื่อว่าการจุดกำยาน ควันมันไม่มีตก ควันลอยขึ้นอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นใช้กลิ่นคือแบบนี้ เราใช้กลิ่นบูชาเทพเจ้า เหมือนกันทุกวัฒนธรรม ทั้งกรีก โรมัน จีน อินเดีย ของจีนก็คือใช้ธูป

พระนางคลีโอพัตราก็มีประวัติการใช้กลิ่นเป็นที่เลื่องลือ พระนางทำให้ตัวหอมในวันที่ไปเจอมาร์ก แอนโทนี (Marc Anthony) ที่อ่านมานะ เป็นเรื่องเล่าว่า นางล่องเรือไปหา เรือมีกลิ่นหอมดอกไม้ ยังไม่ทันถึงฝั่งเลย ก็ได้กลิ่นหอมมาแล้ว หรือพระนางซูสีไทเฮา ก่อนนั้นนางเป็นสนมปลายแถว แต่นางก็ใช้กลิ่นทำให้จักรพรรดิรู้ว่า ฉันอยู่นี่นะจ๊ะ 

จะเห็นได้ว่ากลิ่นก็เป็นอาภรณ์อย่างหนึ่งสำหรับชนชั้นสูง จากที่ใช้กลิ่นในกิจกรรมทางศาสนาก็มาเป็นเรื่องของชนชั้นสูง นักรบเวลารบชนะ กลับมาในท้องพระโรง เขาเอานกพิราบไปแช่ในน้ำกุหลาบ แล้วปล่อยให้บินทั่วห้อง คือใช้เป็นน้ำหอมปรับอากาศ (air freshener) ใช้ในกิจการของพวกชนชั้นสูง ต่อมาก็เริ่มขยายมาถึงคนทั่วไป

ในปัจจุบัน สินค้าและบริการต่าง ๆ จะใช้ประโยชน์จากกลิ่นได้อย่างไร
เราอาจมีผลิตภัณฑ์ หรือพื้นที่ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เราเอากลิ่นอะไรไปใส่ก็ได้ เพราะกลิ่นคือการสื่อสารชนิดหนึ่ง ใช้แทนคำพูด แทนเสียง เพลง หรือภาพ กลิ่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราเอามาใช้สื่อสารได้ ดังนั้นเราต้องออกแบบกลิ่นให้เหมาะสม เช่นเดียวกับที่เราต้องออกแบบภาพ ออกแบบเสียงเพื่อสื่อสาร เพื่อสร้างเอกลักษณ์ 

กลิ่นเป็นบุคลิก (personality) ของสินค้าหรือพื้นที่เหล่านั้น กลิ่นจะส่งสารต่อไปให้คนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ หรือเข้ามาในพื้นที่ เขาก็จะได้รับสารที่เราต้องการบอก กลิ่นยังใช้ได้ในการออกแบบพื้นที่ (space design) ใช้เพื่อสร้างบรรยากาศ (ambience) เช่น ใช้ในการแบ่งพื้นที่โดยที่ตามองไม่เห็น อย่างกลิ่นหนึ่งแบ่งห้องนั่งเล่น กลิ่นหนึ่งคือห้องนอน และอีกกลิ่นเป็นห้องครัว สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือใช้กลิ่นในการออกแบบและแบ่งพื้นที่เหล่านี้ คือเดินเข้ามาก็รู้ด้วยกลิ่น ว่านี่ห้องนั่งเล่นนะ ห้องพระนะ หรือที่นี่คือโรงพยาบาล โรงแรม ก็ใช้ได้ 

สำหรับสินค้าและบริการ การออกแบบกลิ่นที่ใช่ เป็นการสร้างจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ แค่ลูกค้าได้กลิ่นก็จำได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้าง “ประสบการณ์ที่ดี” ในการเดินจับจ่ายสินค้า ทั้งจากการได้เห็น ได้ยิน ได้จับต้อง ได้ลอง และยังได้ดม ก็เป็นการสร้างจุดแข็ง ที่การช้อปปิ้งออนไลน์ยังมอบให้ไม่ได้

การออกแบบกลิ่นใช้ได้ทั้งในร้านค้า ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่อยู่อาศัย โรงหนัง สวนสนุก สถานบันเทิง บนเครื่องบิน และอื่น ๆ อีกมากมาย กลิ่นหอม ๆ สบาย ๆ ทำให้เรามีความสุข และเจ้ากลิ่นนี่แหละที่แอบเข้าไปอยู่ในความทรงจำของเราแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว พอได้กลิ่นนั้นอีกครั้ง ทั้งภาพจำ ทั้งความรู้สึกในเวลานั้นก็พรั่งพรู

การ “เปลี่ยนกลิ่น” จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้จริงไหม 
มันไม่ได้เป็น magic หรือเป็นมนต์วิเศษขนาดนั้น กลิ่นอาจไม่ได้เปลี่ยนความคิดลูกค้าให้ซื้อของเดี๋ยวนั้น ไม่ได้มีพลังขนาดนั้น แต่เป็นการสร้างพื้นที่ คือพอลูกค้าเข้ามา แทนที่เขาจะใช้เวลา 10 นาที แล้วออกไป ถ้าเราสร้างกลิ่นให้รู้สึกสบาย ๆ เขาอาจจะอยู่เพิ่มเป็น 15 นาที 20 นาที เวลาที่เขาอยู่เพิ่มมาตรงนั้นส่วนหนึ่งมาจากการที่ได้กลิ่นหอมสบาย แล้วเราก็อาจจะใช้หลักการอื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อทำให้เขารู้สึกสบายใจที่จะซื้อมากขึ้น เช่น ใช้กลิ่นที่เหมาะสมร่วมกับการจัดวางสินค้า หรือจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ เพราะกลิ่นทำให้เราได้เวลาจากลูกค้าเพิ่มแล้ว”

วิธีการออกแบบกลิ่นให้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้า 
ขั้นตอนแรกคือต้องนั่งคุยกัน เพื่อจะได้เข้าใจ “เรื่องราว” ที่เจ้าของแบรนด์อยากให้สื่อผ่านทางกลิ่น มีโจทย์มาแบบไหน อยากสื่อสารอะไร กับใคร ต้องการจะคุยกับใคร อยากให้ความรู้สึกรวม ๆ เป็นยังไง จนกว่าจะเข้าใจตรงกัน แล้วก็จะขอเขา 3 คำ เช่น สวย สะอาด ธรรมชาติ ก่อนเอามาถอดรหัสเพื่อออกแบบกลิ่นให้ตรงกับความต้องการที่สุด

นักออกแบบกลิ่นดมกลิ่นต่างจากคนทั่วไปหรือไม่ อย่างไร
ในเชิงการออกแบบ เวลาดมกลิ่น พี่จะไม่นึกว่ามันคืออะไร เช่น คนทั่วไปดมกลิ่น ๆ หนึ่งแล้วบอกว่า นี่มันกลิ่นสตรอเบอร์รี่ หรือพยายามนึกให้ออกว่านี่คือกลิ่นอะไร ก็จะติดแล้ว แต่สิ่งที่พี่จะทำคือ คิดว่า เมื่อได้กลิ่นนี้เรารู้สึกอย่างไร เราเห็นเป็นภาพอะไร เรารู้สึกว่ามันสีอะไร เราได้มวลอารมณ์แบบไหนเวลาดม เราจะไม่มานั่งนึกว่ามันคืออะไร แค่พยายามหาคาแรกเตอร์ของกลิ่น แต่ไม่ต้องระบุว่าคือกลิ่นอะไร

เพราะแทนที่เราจะดมแล้วตีกรอบ เราจะเลือกจินตนาการกับกลิ่นไปเลย เพราะกลิ่นก็มี palette (กลุ่ม) เหมือนสีแหละ ผสมกันไป พี่ว่าทุกคนสามารถทำได้ แดงบวกเหลืองเป็นส้ม เหลืองบวกน้ำเงินเป็นเขียว แต่ความสามารถในการออกแบบกลิ่นให้มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง จะช่วยให้ทำงานนี้ได้ดี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน

ความรู้พื้นฐานของกลิ่นมีอะไรบ้าง 
มีการแบ่งกลิ่นออกเป็น family ต่าง ๆ หรืออย่างการแบ่งพีระมิดของน้ำหอม เช่น มี top note, middle note และ base note นั่นคือระดับของกลิ่น เวลาไปซื้อน้ำหอม แนะนำว่าให้ทาที่ผิวก่อน กลิ่นแรกที่มาคือ top note เพราะมันระเหยเร็ว ระเหยง่าย โมเลกุลเบา มาถึงจมูกเราก่อน โมเลกุลยิ่งหนักเท่าไรก็ยิ่งเป็น base note แต่มันจะค่อย ๆ มา เพราะฉะนั้นเวลาไปซื้อน้ำหอม กลิ่นที่เข้าจมูกมาตอนแรกอาจจะเป็นกลิ่นเบา ๆ สะอาด แต่ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้สัก 15 นาที กลิ่นที่เราได้ อาจจะกลายเป็นอีกกลิ่นเลย นั่นคือ middle note หรือ base note แทน โดยหลักการมันก็มีเท่านี้ แต่กลิ่นมันดิ้นได้

งานออกแบบกลิ่นมีอุปสรรคบ้างหรือไม่
อุปสรรคของงานออกแบบกลิ่นคือการขาดแคลนวัตถุดิบ เหมือนการทำอาหาร ถ้าไม่มีวัตถุดิบ เราก็ทำอาหารจานนั้นไม่ได้ บางทีเราอยากได้กลิ่นแบบนี้ แต่หาของไม่ได้ เช่น อยากให้กลิ่นมันเหม็น แต่วัตถุดิบที่เรามีคือทำให้กลิ่นหอมทั้งนั้น เป็นต้นว่า ต้องการกลิ่นคลองแสนแสบ พี่ก็นึกไม่ออกว่าจะใช้อะไรเพื่อทำให้กลิ่นเหม็นเหมือนคลอง จะไปตักน้ำคลองจริง ๆ มาก็ไม่ได้ เพราะมันสกปรก มีแบคทีเรีย ก็มานั่งคิด คลองแสนแสบมันเน่าเพราะอะไร เน่าเพราะคนเอาอาหารทิ้งลงไป กลิ่นปัสสาวะ สิ่งปฏิกูล บวกกับคลองมันตื้น เรือวิ่งผ่าน มีกลิ่นโคลน ก็คือต้องมานั่งคิดว่าทำไมน้ำมันเสีย เพื่อออกแบบกลิ่นให้ใกล้เคียงที่สุด กรณีแบบนี้จะหาวัตถุดิบยากมาก

กลิ่นเดียวกัน เมื่อนำไปใช้ในสถานที่ต่างกัน อาจสร้างความรู้สึกต่างกัน 
ตัวอย่างเช่น กลิ่นดอกมะลิ มีบริบทที่ต่างกันในวัฒนธรรมต่าง ๆ  บ้านเราถ้านึกถึงมะลิ ก็จะนึกถึงวันแม่ คนไทยได้กลิ่นดอกมะลิก็นึกถึงความรักของแม่ ความรักที่เรามีต่อแม่ แต่พอไปอินเดีย เขาใช้มะลิบูชาเทพเจ้า เกี่ยวโยงกับศาสนา ความเชื่อ ความสงบ ทีนี้พอมะลิไปฝั่งยุโรป อเมริกา สำหรับเขา มะลิมันคือความเอ็กซอติก (exotic) สวยงาม ดูเป็นตะวันออก ดอกไม้เขตร้อน ดูน่าสนใจ เพราะฉะนั้นเวลาออกแบบกลิ่น เราก็ต้องดูบริบทของแต่ละที่ด้วย ถ้าพี่ออกแบบกลิ่นมะลิในเมืองไทย มันอาจดูไม่ทันสมัย เพราะเป็นกลิ่นที่เรารู้จักคุ้นเคยกันดี ดมอยู่ทุกวัน แต่พอไปใช้กับผลิตภัณฑ์ยุโรป จะดูแพง ดูสวย ดูแปลก ดูมีความซับซ้อน (sophisticated) ดังนั้นนอกจากจะรู้ว่าดมกลิ่นนี้แล้วให้ความรู้สึกอย่างไร เราต้องเข้าใจวัฒนธรรมอื่น ๆ ด้วย

ในต่างประเทศ เขาใช้ประโยชน์จากกลิ่นกันอย่างไรบ้าง
ในต่างประเทศ มีการนำกลิ่นมาใช้ประโยชน์ทั้งในมุมศิลปะ เช่นเวลาเราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เราเคยไปยืนดูยืนมองอย่างเดียว แต่ตอนนี้เขาจะใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า (five senses) มีกลิ่น สัมผัส ของกิน หรือพอเห็นภาพศิลปะภาพหนึ่ง เราจะแปลงออกมาเป็นกลิ่นได้ยังไง เวลาคนไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ก็จะได้ความรู้สึกมวลรวมทั้งหมด ไม่ใช่แค่สิ่งที่ตาเห็น

การเรียนรู้ในบางสถานการณ์ เช่น ทำ flight simulation สำหรับนักบินฝึกบินในสถานการณ์จำลอง นอกจากการเรียนรู้ว่าขับเครื่องบินยังไง เขาต้องรู้ด้วยว่าเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน จะเกิดกลิ่นยังไง เช่น ถ้าได้กลิ่นแบบนี้ แปลว่าสายทองแดงตัวนี้ช็อตอยู่ ซึ่งเครื่องก็จะพยายามจำลองกลิ่นที่เกิดขึ้นนี้ หรือการฝึกทหารที่ต้องออกไปสนามรบ ก็จะฝึกให้ทหารให้พอได้ไอเดียว่า กลิ่นสนามรบมันจะเป็นยังไง มีกลิ่นเลือด กลิ่นดินปืน กลิ่นศพที่เน่า เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์และบริการอาจใช้ประโยชน์จาก ‘กลิ่นหอม’ ได้ แล้วกลิ่นที่ ‘ไม่หอม’ ใช้อะไรได้บ้างไหม 
กลิ่นหอมอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์ ทำให้น่าใช้ได้ก็จริง แต่พี่ว่ากลิ่นทำได้มากกว่านั้น คนทั่วไปมักจะมีอคติว่าเราอยากดมแต่กลิ่นหอม พอไม่หอมปุ๊บ เราเลิกดม แปลว่าอีกครึ่งโลกที่เหลือ ที่เป็นกลิ่นไม่หอม มันหายไปจากชีวิตเราเลยนะ คือเราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมันเลย เพราะเราไปคิดว่า ‘มันไม่หอม’ เราถูกสั่งสอนว่ากลิ่นแบบนี้คือไม่หอม

แต่ถ้าเราเริ่มจากการเข้าใจว่ากลิ่นมีทั้งหอมและไม่หอม วันหนึ่งอาจพบว่า กลิ่นหอมของเรามันไม่ได้หอมสำหรับคนอื่น หรือไม่หอมของเรา อาจจะหอมสำหรับคนอื่น หรือกลิ่นที่เราไม่คิดว่าจะมีประโยชน์กับคนอื่น มันอาจจะมีก็ได้ นั่นเลยทำให้เกิดความคิดที่อยากจะทดลองเรื่องกลิ่นในงานออกแบบ เช่น พี่ใช้กลิ่นในการทำให้น้องที่สูญเสียการมองเห็นรู้จักมีสัญชาตญาณระวังอันตราย เพราะปกติเราเห็นสิ่งต่าง ๆ ด้วยตา ถ้าไฟไหม้ เราเห็นควันไฟ เราจึงวิ่งหนี แต่น้องที่ตาบอด เขาไม่เห็น ถ้าเราไม่สอนให้เขารู้จักกลิ่นควันไฟ ไม่สอนให้เขารู้จักกลิ่นแก๊สรั่ว เขาจะหนีไม่ทัน เขาจะรู้ก็ต่อเมื่อไฟมาถึงตัวแล้วรู้สึกร้อน

อีกอย่างที่สอนได้คือ สอนให้เขารู้จักกลิ่นนมบูด เพราะคงไม่มีพ่อแม่หรือใครเอานมบูดให้เขากิน เขาจะไม่เคยรู้จักว่านมนี้มันบูดหรือไม่บูด ดังนั้นพี่พยายามทำกลิ่นให้ใกล้เคียงนมบูด เพื่อให้เขารู้จัก ถ้าหนูได้กลิ่นแบบนี้ แปลว่ามันเสีย หนูอย่ากิน ในโลกนี้ไม่ได้มีแต่กลิ่นหอมไง กลิ่นที่ไม่หอมมันกลับทำให้เราเรียนรู้โลกได้ เช่นในกรณีของน้องตาบอด

ถ้าน้องตาบอดระบายสี เขาจะรู้ได้ยังไงว่าหยิบดินสอสีไหน ถ้าไม่มีคนคอยบอกหรือถ้าบนกล่องสีไม่มีตัวอักษรเบรลล์ เราจะทำยังไงให้น้องที่มองไม่เห็นสี เขาเกิดอารมณ์ความรู้สึกเพื่อหยิบสีมาใช้ได้ถูกต้อง เพื่อสื่ออารมณ์ความรู้สึกของเขา 

สิ่งที่พี่ทำก็คือออกแบบกลิ่น เพราะกลิ่นกับสีมันมีความเชื่อมโยงกัน สีฟ้าคือความโปร่ง โล่ง สบาย สีเขียวคือธรรมชาติ พี่ออกแบบกลิ่นที่เชื่อมโยงกับสี เพื่อให้เขาหยิบมาใช้ตามความรู้สึก พอเขาหยิบสีมาดมปุ๊บ เขาจะรู้ว่านี่คือสีอะไร อันนี้รู้สึกบริสุทธิ์นะ คือเขาหยิบสีขาว ซึ่งทั้งหมดนี้พี่จัดเป็นเวิร์กช็อป ผลปรากฏว่าน้องที่ตาบอด เขาก็ทำงานศิลปะได้ดีขึ้น

กลิ่นกับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์มาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร
พี่ได้รู้จักนักประวัติศาสตร์ชุมชนท่านหนึ่งที่เยาวราช ชื่ออาเจ็กสมชัย กวางทองพาณิชย์ ได้ทำงานร่วมกัน คือพี่เคยทำแผนที่กรุงเทพฯ มาก่อน และพยายามจะทำกลิ่นที่เป็นแลนด์มาร์กของพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ๆ เช่น กลิ่นคลองแสนแสบ กลิ่นเยาวราช กลิ่นวัดแขก ฯลฯ

สิ่งหนึ่งที่พบตอนที่ไปทำกลิ่นเยาวราชคือ คนรุ่นนี้ (ชี้ตัวเอง) ตอนที่พี่ออกแบบกลิ่นเยาวราช เรารู้สึกว่าเยาวราชต้องมีกลิ่นยาจีน กลิ่นของแห้งที่มาจากประเทศจีน เราเลยทำกลิ่นแบบนี้ออกมาตอนทำแผนที่กรุงเทพฯ แต่เด็ก ๆ รุ่นหลังเขาไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่ากลิ่นนี้คือกลิ่นเยาวราช เยาวราชของเขาคือถนนอาหาร มีอาหาร มีซีฟู้ด เพราะเขาไม่ได้มาเยาวราชตอนกลางวัน เขามาตอนเย็น ทำให้พี่ได้สังเกตว่า ถ้าเราใช้กลิ่นในการเรียนรู้ เราจะเห็นการเปลี่ยนผ่านของสังคม ของวัฒนธรรม ของวิถีชีวิตความเป็นอยู่

ยิ่งคุยกับอาเจ็กสมชัย ก็ลองดูว่าจะเอาเรื่องประวัติศาสตร์มารวมกับกลิ่นได้ยังไง ซึ่งสนุกมาก เดินไปเที่ยวก็เจอกลิ่นเฉพาะของย่านนั้น มีตรอกหนึ่งที่เขาเรียกตรอกปลาเค็ม เมื่อก่อนคือกลิ่นปลาเค็มคลุ้งมาก อาเจ็กเขาก็จะเล่าให้ฟังว่าที่ตรงนี้เป็นท่าเรือ แต่ก่อนเขาก็เอาของมาขึ้น บางตรอกขายซาลาเปาก็จะได้กลิ่นอาหารนึ่ง ไปเดินแถวเจ้ากรมเป๋อก็ได้กลิ่นเครื่องยาจีน ทริปนั้นก็เรียกว่า Scent Walk เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านกลิ่น วัฒนธรรมไทย จีน และแขก ซึ่งเขาก็มีกลิ่นเครื่องเทศ ทั้งของจีน ไทย และของแขก กลิ่นแรงต่างกัน แบบจีน แบบไทย แบบแขก ดมปุ๊บก็เล่าเรื่องราวกันไปสนุกสนาน

แม้ว่าเราไม่ได้ทำงานด้านนี้โดยตรง เราจะเรียนรู้จากงานออกแบบกลิ่นได้อย่างไร
เราสามารถเล่าเรื่องผ่านกลิ่นได้ เพราะกลิ่นคือการสื่อสาร เช่นเดียวกับการใช้ภาพหรือเสียง เรื่องกลิ่นมันใกล้ตัวคนมากนะ เป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ เราหายใจเข้าออกตลอดเวลา บางทีเราลืมสังเกตสิ่งนี้ไป ถ้าเราสังเกตสิ่งรอบตัวเพิ่มขึ้นจากที่ใช้หู ตา และสัมผัส เราจะได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ กลิ่นก็คือโมเลกุลที่ลอยอยู่ในอากาศ ลองใช้จมูกสังเกตสิ่งรอบตัวบ้าง กลิ่นอยู่รอบตัวเรานี่แหละ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเปิดรับมันมากแค่ไหน

ที่ใกล้ตัวที่สุดคือการแต่งตัว กลิ่นคือเสื้อผ้าที่มองไม่เห็น บางครั้งเราเดินเข้าลิฟต์โล่ง ๆ ไม่เห็นใคร แต่ยังมีกลิ่นอยู่ ในหัวเราจะคิดว่า เฮ้ย! ต้องหล่อแน่เลย หรือ ผู้หญิงคนนี้ต้องเซ็กซี่แน่เลย เตรียมจะไปเที่ยวใช่ไหมเธอ (หัวเราะ) เราออกแบบกลิ่นให้ตัวเองได้ พี่ว่าคนไทยสนุกกับการใช้น้ำหอมนะ ทุกคนน่าจะมีน้ำหอมที่บ้านอย่างน้อยก็ 2-3 ขวด ในแต่ละวัน เมื่อเราเลือกเสื้อผ้าแล้ว ก็น่าจะลองเลือกกลิ่นเป็นหนึ่งใน ‘เสื้อผ้า’ ที่เราต้องใส่สำหรับวันนั้นด้วย

 

Creative Ingredient
ในเฟซบุ๊กแฟนเพจ NOSEstory ชลิดามักคัดเลือกเรื่องราวน่าสนใจของ “กลิ่น” มาเล่า ทำให้เราได้รู้ว่าน้ำหอมและกลิ่นถูกใช้ประโยชน์มากกว่าแค่ “ทำให้ตัวหอม” เช่น มีน้ำหอมที่สร้างสรรค์มาเพื่อใช้ในแคมเปญประท้วงการเปิดร้านที่กรุงมอสโคว์ รัสเซีย เพราะตึกที่เป็นที่ตั้งร้านนั้นเคยใช้เป็นที่สังหารหมู่ประชาชน แถมร้านที่จะเปิดใหม่นั้นก็ขายน้ำหอมเสียด้วย ไอเดีย “ปรุงน้ำหอมเพื่อประท้วง” จึงสร้างความประทับใจและเป็นที่จดจำ น้ำหอมกลิ่นนี้ชื่อว่า N23 ผสมผสานกลิ่นดินปืน กลิ่นคาวเลือด กลิ่นควัน ความอับชื้นในห้องขัง บรรจุในขวดที่เป็นปลอกกระสุนเก่า ใส่กล่องสวยหรูเหมือนน้ำหอมราคาแพง เป็นกลิ่นที่บันทึกประวัติศาสตร์สงคราม

 

ติดตามเรื่องราวของกลิ่นได้ที่ NOSEstory : facebook.com/NOSEstory 

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ I ภาพ : สุรเชษฐ์ โสภารัตนดิลก