image

Product Design

ฉีกตำราลูกอมสู่รสชาติอาหารไทยกับ Minidish Candy™

Published Date : 4 ก.ค. 2562

Resource : TCDC CONNECT

451

ตลอดช่วงระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน “ของฝาก” กลายเป็นสินค้าที่ระลึกที่ สราวุธ กุรุพินท์ศิริ นำติดกระเป๋าไปฝากเพื่อน ๆ ที่สหรัฐอเมริกา แต่ในช่วงนั้น “ของฝาก” ที่เป็นขนมรสชาติไทย ๆ ยังมีน้อย อีกทั้งตัวเองก็ทำอาหารไทยไม่เป็น มันก็เลยเกิดปมเล็ก ๆ อยู่ในใจว่า “สักวันหนึ่ง เราอยากจะผลิตขนมรสชาติไทยที่พกพาสะดวก และสามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมความเป็นไทยให้ได้” หลังจากจบการศึกด้านด้านโฆษณา และย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย สราวุธจึงเปิดลิ้นชักแห่งความฝันที่เคยเป็นปมเล็ก ๆ พัฒนาเป็น “ลูกอมรสอาหารไทย” ภายใต้แบรนด์ Minidish Candy™ วันนี้ทีมงาน TCDCCONNECT ได้รับโอกาสดี ๆ จากสราวุธ ที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ Minidish Candy™

 

กว่าจะมาเป็นลูกอมรสอาหารไทย

แทนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกับท้องตลาดที่มีการแข่งขันสูง สราวุธกลับเลือกที่จะเปิดตลาดใหม่ผ่านผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายได้ด้วยตัวมันเอง มีความแตกต่าง โดยมีอาหารไทยเป็นจุดขาย เพื่อสร้างความแปลกใหม่ในตลาด แต่การเริ่มต้นไม่ได้ง่ายเลย สราวุธกล่าวติดตลกว่า “มันเป็นการหาเรื่องให้ตัวเองเลย” เขาเริ่มต้นจากการค้นหาผู้ผลิตลูกอมด้วยการเดินตามงานแฟร์ เช่น งานแสดงสินค้าอาหาร และเครื่องดื่ม Thaifex แต่สิ่งที่พบคือ ผู้ผลิตที่จัดแสดงภายในงานล้วนเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ไม่สามารถปลีกเวลา และการผลิตเพื่อมาทดลองกับโครงการในฝันของสราวุธได้ บางแห่งพร้อมทำแต่กลับต้องลงทุนกว่า 4 ล้านบาทต่อลูกอมหนึ่งรสชาติ จนกระทั่งพบกับ 2 โรงงานขนาดเล็กที่สนใจทำ แต่ก็ไม่สามารถผลิตลูกอมที่มีรสชาติตอบโจทย์ตามที่ต้องการได้ แทนที่จะล้มพับโครงการ สราวุธกลับเริ่มต้นศึกษาการทำลูกอมด้วยตนเองผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น หนังสือ เว็บไซท์ คลิปสอนทำลูกอมทาง Youtube

จากนั้นทำการทดสอบ ลองผิดลองถูก อยู่นานกว่า 6 เดือน (ในระหว่างที่มีงานประจำด้านโฆษณาด้วย) จนกระทั่งได้ลูกอมรสอาหารไทยที่ถูกลิ้นพอเหมาะกับการทำเป็นลูกอม เขาจึงนำไปทดลองขายที่ Terminal 21 เพื่อดูว่าลูกค้าที่สนใจจริง ๆ คือใคร จากการออกอีเวนท์ 10 วันทำให้สราวุธพบว่า ลูกค้าที่สนใจจริงคือกลุ่มลูกค้าจีนภาษาอังกฤษ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ที่มีพฤติกรรมชอบลองสินค้าใหม่ที่สะท้อนวัฒนธรรมไทย สามารถนำไปเป็นของฝากได้ เมื่อโครงการเริ่มมีความเป็นไปได้ เขาจึงสอบถามเพื่อน ๆ เพื่อหาโรงงานผลิตลูกอมอีกครั้ง จนกระทั่งพบกับลูกสาวเจ้าของโรงงานที่เคยพูดคุยด้วยคราวที่แล้ว แต่ในครั้งนี้สราวุธนำสูตรลูกอมที่ตัวเองพัฒนาเข้าไปพูดคุยด้วย ผ่านกระบวนการทดลองในระบบการผลิตจริง ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างธุรกิจภายใต้แบรนด์ Minidish Candy™ ลูกอมรสอาหารไทย

 

4 รสชาติความเป็นไทย

แม้ว่าสินค้าจะเป็นลูกอม แต่สราวุธต้องการนำเสนออาหารหนึ่งสำรับที่ครอบคลุมทุกกรรมวิธีการปรุงอาหารไทยให้มากที่สุด โดยทั้ง 4 รสชาติจะต้องมีความแตกต่าง และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว จึงออกมาเป็นรสผัดกะเพรา ลาบ แกงเขียวหวาน และต้มยำ 4 ตัวแทนของอาหารประเภทผัด ยำ แกง ต้ม ตามลำดับ แต่ก่อนหน้าที่จะจบลงที่ 4 รสชาตินี้ สราวุธได้ทำการทดลองรสชาติอาหารไทยอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อค้นหาตัวแทน 4 รสชาติที่สะท้อนความเป็นอาหารไทยให้มากที่สุด และที่สำคัญจะต้องได้รสสัมผัสที่ชัดเจน เรียกได้ว่า “เมื่ออมแล้วก็นึกถึงอาหารไทยจานนั้นได้ทันที”

 

ความท้าทายกับลูกอมอาหารคาว

สราวุธกล่าวว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก ที่จะให้ทุกคนหันมาชอบลูกอมรสอาหารไทย จากการทดลองตลาดพบว่ามีเพียงคนไทย 10% เท่านั้นที่ชื่นชอบลูกอมรสอาหารไทย 20% แค่อยากลอง ในขณะที่ 70% หันหลังให้กับลูกอมรสชาติอาหารไทยเลย ในขณะที่ชาวต่างชาติที่ชื่นชอบอาหารไทยกลับเป็นลูกค้าที่เข้ามาซื้อเป็นของฝากมาก อาจเรียกได้ว่า Minidish Candy™ คือตัวแทนอาหารไทยที่พกพาง่าย หยิบทานเมื่อไหร่ก็ได้ ที่สำคัญมันได้สร้างประสบการณ์ใหม่ในการลิ้มลองรสชาติอาหารไทยผ่านลูกอม

 

เลือกสื่อเจาะพื้นที่ให้ถูกช่องทาง

สังคมออนไลน์คือช่องทางหลักที่สราวุธเลือกใช้ตามพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย โดยเลือกใช้เว็บไซท์ เป็นช่องทางหลักในการบอกเล่าเรื่องราวของลูกอมรสอาหารไทย และช่องทางการซื้อสินค้า ในขณะที่ Facebook และ Instagram ทำหน้าที่แจ้งข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์ และแบรนด์ เพื่อกระตุ้นยอดขาย เช่น คลิปรายการที่โทรทัศน์ที่นำผลิตภัณฑ์ และเรื่องราวของ Minidish Candy™ ไปถ่ายทอดผ่านรายการ รีวิวจาก Blogger ชั้นนำทั้งใน และต่างประเทศ รวมไปถึงการแจ้งจุดจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ลูกค้าสามารถซื้อหาได้ เป็นต้น โดยเปิด LINE@ เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการพูดคุย จัดจำหน่าย และนำเสนอโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายด้วย นอกจากนี้สราวุธกำลังอยู่ในช่วงของการหาตัวแทนจำหน่ายในการขายสินค้าไปยังต่างประเทศ โดยไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การกระจายสินค้าให้มากที่สุดเท่านั้น แต่ต้องการพาร์ทเนอร์ที่ช่วยทำการตลาดในต่างประเทศให้ด้วย เพื่อสร้างโอกาส และขยายตลาดให้คนต่างชาติรู้จักผลิตภัณฑ์ และแบรนด์มากกว่าการตั้งขายบนชั้นวางขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

ในส่วนของพื้นที่ขาย สราวุธเลือกสถานที่ที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปช้อปปิ้งมากที่สุด จากการศึกษาพบว่า เส้นทางตามแนวรถไฟฟ้าตั้งแต่สถานีพร้อมพงษ์ไปจนถึงสยาม คือจุดหมายปลายทางห้างสรรพสินค้าที่นักท่องเที่ยวนิยม ด้วยเหตุนี้ Minidish Candy™ จึงมีจำหน่ายที่ Gourmet Market สาขาพารากอน เทอร์มินอล 21 ดิ เอ็มโพเรียม และ เอ็มควอเทียร์ เป็นหลัก และมีการฝากขายตามร้านค้าสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ร้านโชคดีและมีชัย ที่ The Market และ แพลทินัม มอลล์ Best Station Hostel สุเนต์ตาโฮสเทล และ Bangkok Go เยาวราช เป็นต้น

 

เติมเสน่ห์บนบรรจุภัณฑ์

สราวุธหาข้อมูลเบื้องต้นจากสินค้าที่วางขายบนชั้นตามซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อดูว่าคู่แข่ง หรือผลิตภัณฑ์ข้างเคียงมีรูปแบบบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างไร จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาเป็นโจทย์สำคัญในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างความแตกต่างบนชั้นวางขายสินค้า โดยเลือกการวาดภาพสีน้ำมาเป็นตัวแทนในการนำเสนอรสชาติอาหารแต่ละชนิด สราวุธกล่าวว่า “มันเป็นการถ่ายทอดภาพจากจินตนาการในความคิดสู่ภาพวาดที่ดูเรียบง่าย สะอาดตา และเป็นตัวแทนรสชาติอาหารไทยได้” นอกจากนี้สราวุธยังให้ความสำคัญกับภาชนะที่ใส่อาหารในภาพวาดด้วย เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสถึงประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบไทยจริง ๆ  เช่น ลาบที่วางบนจานสังกะสีเคลือบพร้อมใบตอง ต้มยำกุ้งในหม้อเคลือบสีน้ำเงินแบบโบราณ ผัดกะเพราบนจานกระเบื้องเคลือบ และแกงเขียวหวานที่ใส่ในชามกระเบื้องเคลือบวาดลายน้ำเงินขาว นอกจากนี้ สราวุธยังเพิ่มข้อมูลอธิบายอาหารแต่ละชนิดบนด้านหลังของบรรจุภัณฑ์ เป็นการให้ความรู้เรื่องอาหารไทยกับชาวต่างชาติด้วย

มองอนาคตไว้ตรงไหน

สราวุธอยากขยายแนวคิด “รสชาติอาหารไทย” ไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น เครื่องดื่ม ไอศกรีม น้ำแข็งใสปั่น ฯลฯ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาด นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะเพิ่มรสชาติโดยคำนึงถึงอาหารท้องถิ่นพร้อมจัดจำหน่ายเฉพาะในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย เช่น ไปภาคใต้จะพบกับลูกอมรสชาติสะตอ กะปิ ไปเมืองจันทบุรีจะมีหมูชะมวง ไปสนามบินเชียงใหม่จะเป็นรสข้าวซอย หรือไปอีสานจะเจอกับรสส้มตำ โดยรสชาติพิเศษเหล่านี้จะขายในพื้นที่เท่านั้น เป็นลูกอมรสลิมิเตดที่สะท้อนตัวตนของพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการเปิดร้านขายลูกอมรสชาติหลากหลาย และร้านคาเฟ่ที่รวบรวมธุรกิจรสชาติอาหารไทยในฝันเข้าไว้ด้วยกัน เป็นการนำเสนอรูปแบบอาหารไทยที่นักท่องเที่ยว และลูกค้าจะได้รับความรู้บวกความสนุกสนานเข้าไปในแบรนด์

 

ฝากแนวคิดในการทำธุรกิจ

สราวุธกล่าวว่า “ต้องทำมันเลย อย่าเก็บความฝันไว้นานเกินไป อย่ารอเวลาที่จะพร้อม เพราะผมเองก็ไม่พร้อมเหมือนกัน ทุกวันนี้ก็เรียกว่าไม่พร้อมอยู่นะ” แต่การทำด้วยความไม่พร้อมนี่แหละที่ทำให้ เขาได้คิดมากขึ้น คิดละเอียดขึ้น มันกลับกลายเป็นข้อดีที่ทำให้เขาตัดสินใจช้าลงแต่ดีขึ้น ทั้งนี้สราวุธไม่ได้ปฏิเสธว่า ระหว่างการทำงาน เขาพบเจออุปสรรคมากมายตั้งแต่จุดเริ่มต้นในการพัฒนาลูกอม ไปจนถึงการจัดจำหน่าย อีกทั้งต้องเพิ่มเติมความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น การทำบัญชี การติดต่อฝ่ายจัดซื้อ การอบรมพนักงาน ขั้นตอนการส่งสินค้า การตั้งราคาที่เหมาะสม ฯลฯ แต่นั่นถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เขาต้องเรียนรู้พร้อมแก้ไข ปรับปรุง เพื่อให้ธุรกิจในฝันของเขาเติบโตตามเป้าหมายในอนาคต

หลังจากได้อมแล้ว ผมไม่ได้รู้สึกว่าลูกอมมีความคาวเหมือนอาหารไทย ในทางตรงกันข้ามรสชาติได้ถูกลดทอนความจัดจ้านเหมาะกับทานเล่นเป็นของหวานได้ แต่ถ้าจะทดลองทาน 4 รสแบบติดต่อกัน สราวุธแนะนำให้ทานลูกอมรสอาหารไทยตามลำดับดังนี้ เริ่มจาก กะเพรา ลาบ แกงเขียวหวาน และต้มยำ เพื่อให้ลิ้นสามารถสัมผัสรสชาติลูกอมได้อร่อยที่สุด