image

Design & Creativity

Meet ‘Stuttgart’… The Most Relaxing City in the World

Published Date : 3 มิ.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

2,140

หากจะเรียกสตุทท์การ์ท เมืองทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนีว่าเป็น ‘เมืองแห่งการขับเคลื่อน’ ก็คงไม่ผิดนัก เพราะที่นี่คือหนึ่งในต้นกำเนิดของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่ใครจะคิดว่าเมืองแห่งอุตสาหกรรมหนักจะติดอันดับ 1 ของการเป็นเมืองที่ดีต่อใจ และจัดว่ามีความเคร่งเครียดน้อยที่สุดในโลก ซึ่งเคล็ดลับการผ่อนคลายของคนเมืองเบียร์แบบฉบับสตุทท์การ์ทอาจอยู่ที่ “ไวน์” “การส่งต่อเรื่องราวในอดีต” และ “การไม่หยุดต่อสู้” เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของชาวเมือง

©flickr.com/photos/chijs

From Mercedes-Benz to Vineyard
อนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปของเมืองสตุทท์การ์ทและอาจรวมถึงอนาคตของมนุษยชาติที่กำลังผลิกโฉมไปตลอดกาลเกิดขึ้นเมื่อคาร์ล ฟรีดริช เบนซ์ (Karl Friedrich Benz) วิศวกรยานยนต์ได้คิดค้นรถยนต์ใช้น้ำมันขับเคลื่อนคันแรกของโลกได้สำเร็จในปี 1885 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติการคมนาคมของโลก เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้เป็นจุดกำเนิดให้สตุทท์การ์ทมีบริษัทผลิตยานยนต์ชั้นนำของโลกอย่างเดมเลอร์ เอจี (Daimler AG) ที่มีเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) บริษัทลูกที่ผลิตรถยนต์หรูขวัญใจคนทั่วโลกอยู่จนทุกวันนี้

แต่จุดเริ่มต้นของการเป็นเมืองแห่งผู้นำในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เพียงเท่านั้น เพราะปอร์เช่ โฟล์คสวาเกน มายบัค และ NeoPlan (บริษัทผลิตรถทัวร์ระดับลักชัวรี่) ต่างก็เป็นแบรนด์รถยนต์หรูที่มีถิ่นกำเนิดในเมืองสตุทท์การ์ทแห่งนี้ด้วยเช่นกัน และหากสังเกตให้ดี ในตราสัญลักษณ์ของรถปอร์เช่ ม้าสีดำโดดเด่นเป็นสง่ากลางโลโก้ ไม่ใช่การสื่อถึงรถพลังแรงม้าสูง หากแต่เป็นการสื่อถึงความผูกพันที่ปอร์เช่มีต่อเมืองต้นกำเนิดอย่างสตุทท์การ์ทอย่างเหนียวแน่น เพราะหากย้อนกลับไปศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองแห่งนี้สักหน่อย ก็จะรู้ได้ว่าสตุทท์การ์ทเคยเป็นเมืองที่โด่งดังในการเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงม้าชั้นดีเพื่อใช้ในการคมนาคมมาก่อนที่คาร์ล เบนซ์จะประดิษฐ์รถยนต์คันแรกได้สำเร็จเสียอีก ดังนั้น ‘ม้าดำ’ สัญลักษณ์ของปอร์เช่ที่วิ่งผ่านไปมาอยู่ทั่วโลกอาจเป็นการนำเสนอเมืองต้นกำเนิดที่พวกเขาภาคภูมิใจก็คงไม่ผิดนัก

นอกจากความรุ่งเรืองที่อุตสาหกรรมยานยนต์มอบให้กับเมืองแห่งนี้แล้ว ความสุนทรีย์แบบเนิบช้าที่ดูเหมือนจะไปกันไม่ได้อย่าง ‘ไร่องุ่น’ ซึ่งน่าจะเหมาะกับชานเมืองชนบทมากกว่า กลับเข้ากันได้อย่างลงตัวในเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจทางใต้ของเยอรมนีแห่งนี้ ท่ามกลางตึกอาคารสำนักงานใหญ่และบ้านพักอาศัยสมัยใหม่ในสตุทท์การ์ทต่างถูกแต่งแต้มด้วยเถาองุ่นอยู่รอบตัวเมือง ราวกับอดีตและปัจจุบันสามารถมาบรรจบกันได้อย่างแนบสนิท 

หากย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน พื้นที่ในเขต Bad Cannstatt ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสตุทท์การ์ทถูกเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่ที่ชาวโรมันริเริ่มปลูกองุ่นเพื่อทำเป็นไวน์รสเลิศ เนื่องด้วยความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ที่สามารถผลิตไวน์ได้อย่างยอดเยี่ยม จึงไม่แปลกนักที่นักชิมไวน์จากทั่วสารทิศจะนิยมมาเยี่ยมเยือนประเทศแห่งเบียร์แต่มี “ไวน์ทัวร์” เป็นเดสทิเนชันที่โด่งดังไม่แพ้ที่ไหนๆ บนโลก เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้แวะชิมและเรียนรู้กรรมวิธีการผลิตไวน์ท้องถิ่นจากทั่วเมืองแล้ว พวกเขายังได้ปีนเขาไปดูไร่องุ่นในวิวรอบ 360 องศาซึ่งเผยให้เห็นเมืองสตุทท์การ์ทสมัยใหม่ที่ประดับด้วยเถาองุ่นเขียวชอุ่มสุดลูกหูลูกตา แถมยังได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของไวน์แบบละเอียดยิบที่ Museum of Viniculture พิพิธภัณฑ์ไวน์ซึ่งเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์การผลิตไวน์ของเมืองสตุทท์การ์ทไว้ตั้งแต่ 2,000 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน 

©wikipedia.org

Did you know?
เบื้องหลังความสำเร็จของคาร์ล เบนซ์ที่สามารถประดิษฐ์รถยนต์คันแรกได้สำเร็จ อยู่ที่เบอร์ธา เบนซ์ (Bertha Benz) ภรรยาที่เป็นแรงผลักดันสำคัญของการสร้างสิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลกครั้งนี้ให้เป็นจริง เพราะเธอเป็นทั้งผู้ลงทุน ผู้ให้กำลังใจยามที่ใครต่อใครมองว่าการสร้างรถยนต์เป็นผลงานของปีศาจ เพราะมันขัดต่อความเชื่อของศาสนจักรที่มองว่าการเดินทางโดยปราศจากม้าเป็นสิ่งผิดธรรมชาติ และเธอยังเป็นผู้ทดสอบขับรถยนต์คันแรกของสามีด้วยตัวเธอเอง โดยเธอปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้สามีรู้และลงมือซ่อมเครื่องยนต์เองตลอดทางเมื่อมันขัดข้อง เมื่อเธอถึงจุดหมายปลายทางในระยะร่วม 106 กิโลเมตรเป็นที่เรียบร้อย เธอจึงได้โทรเลขแจ้งสามีว่าผลงานของเขาใช้งานได้ดี และแม้คาร์ลจะคิดอยู่เสมอว่าเบอร์ธาเป็นผู้ร่วมประดิษฐ์รถยนต์คันแรกนี้ด้วยกัน แต่ภรรยาของเขาก็ไม่มีสิทธิที่จะมีชื่อในสิทธิบัตรการประดิษฐ์รถร่วมกับคาร์ล เหตุเพราะเธอเป็นผู้หญิง

 

The Least Stressful City
ชัยชนะอยู่ที่สตุทท์การ์ท เมื่อ Zipjet บริษัทสตาร์ทอัพจากลอนดอนได้ทำการค้นหาว่าเมืองใดในโลกมีความเครียดมาก-น้อยที่สุด (Global Least & Most Stressful Cities Ranking) โดยใช้ดัชนีชี้วัดที่ส่งผลต่อความเครียดที่ประชาชนต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน อาทิ ความหนาแน่นของประชากร ปริมาณพื้นที่สีเขียว ความสะดวกสบายของระบบขนส่งมวลชน ระดับมลพิษ สุขภาพจิตของชาวเมือง ความเท่าเทียมทางเพศ ความรู้สึกปลอดภัยในสังคม ฯลฯ โดยสตุทท์การ์ทสามารถคว้าอันดับ 1 ของการเป็นเมืองที่มีความเครียดน้อยที่สุดในโลกประจำปี 2017 ในขณะที่กรุงเทพฯ ติดอันดับที่ 103 จากการเก็บข้อมูลใน 150 ประเทศทั่วโลกจากตารางการชี้วัดเดียวกันนี้

“มันไม่แปลกเลยที่สตุทท์การ์ทจะได้คะแนนสูงในเรื่องพื้นที่สาธารณะ ผมว่าพื้นที่เหล่านี้ช่วยลดความเครียดและคลายความกังวลของคนเมืองลงได้… สำหรับเรื่องความปลอดภัยทั้งด้านการใช้ชีวิตและความมั่นคงทางการเงิน สตุทท์การ์ทก็สามารถตอบโจทย์ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน” เดวิด มูส (David Moos) ชาวเมืองสตุทท์การ์ทกล่าวให้สัมภาษณ์ไว้กับเว็บไซต์ Lonely Planet และว่ากันตามจริงแล้วหากพิจารณาเรื่องของการเป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก ก็เป็นตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้ชาวเมืองที่นี่มีงานทำที่มั่นคง แถมสถานที่ตั้งของสตุทท์การ์ทที่แวดล้อมด้วยหุบเขา แม่น้ำ มีภูมิศาสตร์ที่เพียบพร้อมสำหรับการเป็นแหล่งปลูกองุ่นชั้นยอดของโลก รวมถึงพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะเปิดกว้างที่กระจายอยู่ทั่วเมือง (นี่ยังไม่รวมถึงจำนวนมิวเซียมและแกลเลอรีอีกมาก ที่เดินกันทั้งวันก็ไม่น่าจะไหว) เหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถสร้างความสุขให้กับประชาชนได้ไม่ยาก

©Unsplash/Max Langelott

Stuttgart City Library : New Heart, New Hope
"สถานที่ซึ่งแสดงออกถึงความเสมอภาค" คือนิยามการสร้างห้องสมุดประชาชนแห่งใหม่ของสตุทท์การ์ท หรือ Stuttgart City Library ที่ได้สถาปนิกมือดีชาวเกาหลีใต้ Eun Young Yi เป็นผู้ออกแบบ ห้องสมุดทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศ์กแสนเรียบง่ายนี้ก่อตั้งแล้วเสร็จมาตั้งแต่ปี 2011ตั้งอยู่ในโลเกชันกลางตัวเมืองที่เข้าถึงได้ง่ายด้วยเส้นทางรถไฟหลัก ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่ห้องสมุดประชาชนได้อย่างสะดวกสบาย ตัวอาคารถูกออกแบบมาให้สามารถเข้าถึงได้ทุกทิศทาง แบ่งสัดส่วนการใช้ง่ายได้อย่างทันสมัยและลงตัว ทั้งการเป็นห้องสมุดที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่เพื่อความง่ายและสบายต่อการอ่าน เป็นพื้นที่จัดแสดงความรู้หมุนเวียนเพื่อประชาชนทุกเจเนอเรชัน มีชั้นรูฟท็อปที่เป็นทั้งแกลเลอรีและคาเฟ่ที่สามารถมองเห็นวิว 360 องศารอบเมืองสตุทท์การ์ท พร้อมการให้บริการที่ทันสมัยอย่างระบบคืนหนังสือได้ตลอด 24 ชม. แบบอัตโนมัติ เรียกได้ว่าเป็นห้องสมุดของประชาชนที่กุม “หัวใจและจิตวิญญาณ” แห่งใหม่ของชาวเมือง เพราะห้องสมุดแห่งนี้ไม่ได้เพียงสื่อสารด้วยตัวหนังสือ แต่เป็นสถานที่ที่ส่งต่อวัฒนธรรม และเปิดโอกาสให้ชาวเมืองเป็นผู้สร้างสรรค์ความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างไม่รู้จบในอนาคต

 

©rnz.de/Photo by Marijan Murat

But Stuttgart isn’t Perfect
แต่แน่นอนว่าไม่มีเมืองไหนสมบูรณ์แบบ เพราะแม้ว่าค่าเฉลี่ยของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขของชาวเมืองจะอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม แต่ดูเหมือนสตุทท์การ์ทจะยังทำคะแนนได้ไม่ถึงเกณฑ์ในเรื่องการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ นี่อาจเป็นเหรียญอีกด้านของการเป็นเจ้าบ้านการผลิตยานยนต์ระดับโลก เพราะปัญหามลพิษสูงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะในเขต Neckartor พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญฝั่งตะวันออกของเมืองที่แต่ละวันจะมีรถยนต์จราจรกว่า 1 แสนคัน ได้ปล่อยควันร้ายที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพชาวเมืองอย่างรุนแรง จนซูซานน์ จัลโลว์ (Susanne Jallow) และปีเตอร์ เออร์เบน (Peter Erben) เพื่อนบ้านวัยกลางคน 2 คนที่ทนอยู่กับปัญหานี้ไม่ได้อีกต่อไป ทั้งคู่จึงตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวและฟ้องร้องผู้ดูแลเมืองสตุทท์การ์ทต่อศาลในข้อหาทำร้ายร่างกายที่ส่งผลให้ถึงแก่ความตาย (เนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศ) และการขาดการดูแลและช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยทั้งคู่มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังมากขึ้น การเคลื่อนไหวของประชาชนในครั้งนี้ได้เรียกร้องความสนใจจากสื่อท้องถิ่นและนานาชาติได้เป็นอย่างดี จนปี 2016 ภาครัฐได้ออกนโยบาย “ Feinstaubalarm (fine particulate matter alarm)” เพื่อขอความร่วมมือจากประชาชนในวันที่ค่ามลพิษทางอากาศสูงเกินมาตรฐาน EU โดยขอให้ประชาชนหยุดกิจกรรมใดก็ตามปล่อยควันร้าย หยุดใช้รถยนต์ส่วนตัวและหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชน โดยในวันนั้นค่าตั๋วของรถขนส่งสาธารณะจะถูกลดราคาลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้ชาวเมืองใช้ทางเลือกนี้ในการสัญจร

“ดูเหมือนว่านักการเมืองจะพอใจและหยุดอยู่แค่นโยบาย Feinstaubalarm แต่ทำไมเมืองของเราถึงไม่ออกกฎให้เลิกใช้รถยนต์ในวันที่ค่ามลพิษสูงเกินมาตรฐานเหมือนอย่างกรุงปารีสหรือมาดริดบ้างล่ะ” นี่คือสิ่งที่จัลโลว์ตั้งข้อสงสัยและอีก 3 ปีต่อมา คำถามของเธอก็ได้รับคำตอบในที่สุด เมื่อสตุทท์การ์ทสามารถออกกฎหมายห้ามใช้รถยนต์ดีเซลเก่าซึ่งปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานของ Euro ได้สำเร็จเมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมา และดูเหมือนว่ากฎหมายข้อนี้จะกำลังสั่นสะเทือนอนาคตของบริษัทรถยนต์ชั้นนำของโลกที่ตั้งอยู่ในสตุทท์การ์ทให้คิดหาทางผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเป็นมิตรกับผู้คนมากยิ่งขึ้น

©r-n-m.net

What make #cityhappy 
"พื้นที่เปิดโล่ง สิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ อาคารบรรจุเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สีสัน ตึกขนาดกลาง และน้ำ" เหล่านี้คือปัจจัยที่ช่วยให้คนเมืองมีความสุข 
 เมื่อโซฟี พริงเกิล (Sofie Pringle) นักวิจัยปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Queensland University of Technology ได้พยายามค้นหาคำตอบว่าสิ่งใดที่ทำให้คนเมืองยุคใหม่มีความสุขได้ เธอทำการวิเคราะห์ภาพซึ่งมีความสัมพันธ์กับพื้นที่ในเมืองจำนวน 196 ภาพจากอินสตาแกรมที่ติดแฮชแท็กว่า #cityhappy #happycity #cityofhappiness #urbanhappiness และพบว่าปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้นล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้คนเมืองมีความสุขขึ้น ผลการค้นพบนี้ไปด้วยกันกับผลสำรวจออนไลน์ที่โซฟีทำขึ้นเพื่อหาคำตอบเดียวกัน โดยผลจากการสำรวจออนไลน์ได้เผยว่าสิ่งที่ทำให้ชาวเมืองมีความสุข ได้แก่ พื้นที่เปิดโล่ง (86%) พื้นที่ธรรมชาติและแสงธรรมชาติ (81%) อาคารทางประวัติศาสตร์และพื้นที่คนเดิน (72%) วิวชมเมือง (68%) และสีสันในเมือง (59%) โดยเธอหวังว่าผลการสำรวจครั้งนี้จะช่วยให้นักวางแผนเมือง สถาปนิก รัฐบาล หรือผู้มีส่วนช่วยพัฒนาเมือง จะนำสิ่งที่เธอค้นพบช่วยทำให้คนเมืองมีความสุขมากขึ้นในอนาคต เพราะความจริงที่น่าเศร้าก็คือ ตั้งแต่ปี 1950 ค่าเฉลี่ยความสุขของชาวตะวันตกไม่ได้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเหมือนรายได้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า หรือพูดอีกอย่างก็คือระดับความสุขของพวกเขาหยุดนิ่งมา 69 ปีแล้ว ดังนั้นการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในเมืองให้เป็นไปตามที่คนเมืองต้องการอย่างแท้จริงอาจช่วยเสริมสร้างความสุขให้คนเมืองได้อีกทางหนึ่ง

 

©r-n-m.net

Bringing People’s Hopes to the Real-world
โจทย์ของนักพัฒนาเมืองที่ถามว่าเมืองที่น่าอยู่ต้องเป็นแบบไหน อาจหาคำตอบได้ไม่ยาก หากให้ประชาชนเป็นผู้หาคำตอบด้วยตัวเอง และสตุทท์การ์ทก็ได้ให้โอกาสนั้นกับชาวเมือง เมื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์ การวิจัย และศิลปะของรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์คได้ร่วมกันก่อตั้งโครงการ “Future City Lab Stuttgart” ที่ให้ประชาชนร่วมกันทดลองพัฒนาเมืองที่พวกเขาต้องการอยู่ด้วยกันด้วยตัวของพวกเขาเอง 

การเปรียบเมืองเป็นเสมือนห้องปฏิบัติการจริงที่ให้ชาวเมืองช่วยกันระดมความรู้ นวัตกรรม และไอเดีย เพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์เมืองน่าอยู่ที่พวกเขาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงในครั้งนี้ ได้สร้างเวทีสาธารณะที่ประชาชนสามารถระดมความคิดเห็น ถกเถียง และวางแผนอนาคตใหักับเมืองในประเด็นที่พวกเขาเห็นร่วมกันว่าเป็นวิกฤตในปัจจุบันอย่างปัญหามลพิษ โครงการนี้ได้ช่วยให้คนเมืองร่วมกันหาทางออกว่า ต่อจากนี้ไปพวกเขาจะใช้วิธีการสัญจรแบบไหนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีโปรเจ็กต์ที่สำเร็จแล้วอย่าง ‘Stäffele Gallery’ ที่ให้คนในชุมชนได้หมุนเวียนกันจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำอาหารร่วมกันและนั่งกินริมบันไดทางเดินในหมู่บ้าน เพื่อใช้เวลานี้ซักถามถึงความเป็นอยู่ของกันและกัน กิจกรรมเหล่านี้สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้าน ช่วยให้พวกเขาเห็นคุณค่าของพื้นที่สาธารณะ และร่วมกันสร้างให้พื้นที่เหล่านี้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น หรือโปรเจ็กต์ ‘Citizen Rickshaw’ ที่ให้หนุ่มสาวและเด็กๆ ในหมู่บ้านเป็นอาสาสมัครขี่รถจักรยานลากให้ผู้สูงอายุนั่งชมเมืองเมื่อไปในทางเดียวกัน เป็นกิจกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุไม่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว รวมทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้คนต่างเจเนอเรชั่น และเสริมสร้างสุขภาพของคนในชุมชนไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ยังมีโปรเจ็กต์อื่นๆ อีกมากมายที่ยังดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยทุกโปรเจ็กต์ของโครงการ Future City Lab ชาวเมืองสตุทท์การ์ททุกคนสามารถติดตามพัฒนาการของโปรเจ็กต์ รวมทั้งสามารถมีส่วนร่วม ทดลองจริง และประเมินผลเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในการพัฒนาเมืองที่พวกเขาอยากจะอยู่ร่วมกันต่อไป

ที่มา :
บทความ “130 ปีแห่งการกำเนิดยานยนต์ เมื่อคาร์ลและเบอร์ธา เบนซ์ คิดนอกกรอบ ที่เหลือคือตำนาน” จาก autospinn.com
บทความ “‘Weinbaumuseum’ salutes Stuttgart’s wine history” จาก stuttgartcitizen.com
บทความ “It's official - these are the least stressful cities in the world” (กันยายน 2017) จาก lonelyplanet.com
บทความ “Look up #happycity and here’s what you’ll find” (กันยายน 2018) จาก theconversation.com
บทความ “Porsche and mercedes-benz, the ostentatious charm of stuttgart” (ธันวาคม 2018) จาก thenewbarcelonapost.com
บทความ “Stuttgart residents sue mayor for 'bodily harm' caused by air pollution” (มีนาคม 2017) จาก theguardian.com
บทความ "Stuttgart City Library The Book Cube" จาก goethe.de
บทความ “Troops driving older diesel cars may want to sell as Stuttgart ban takes effect” (มกราคม 2019) จาก stripes.com
บทความ “Visiting the vineyards and the wineries around Stuttgart” จาก thefoodellers.com
รายงาน "The 2017 Global Least & Most Stressful Cities Ranking" จาก zipjet.co.uk
r-n-m.net

เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ