image

Design & Creativity

นิตยสาร “คิด” พาเที่ยว London Design Festival 2019 ตอนที่ 2

Published Date : 4 ต.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

361

สืบเนื่องจากบทความที่แล้ว ที่นิตยสาร “คิด” Creative Thailand พาไปเที่ยวชมงาน London Design Festival ประจำปี 2019 บทความนี้จะขอพาไปชมงานที่เป็นไฮไลต์วันสุดท้ายของเทศกาล ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา 

งานออกแบบ ทั้งออกแบบเสื้อผ้า ออกแบบสิ่งก่อสร้าง และออกแบบข้าวของเครื่องใช้ ที่นำเสนอความคิดสร้างสรรค์สุดล้ำสุดแหวกแนว มักถูกวิจารณ์จากสาธารณชนว่านำไปใช้จริงไม่ค่อยได้ งานลอนดอน ดีไซน์ เฟสติวัล หรือ LDF ปีนี้จึงนำแนวคิด Climate Change มาโยงกับงานออกแบบ และตั้งโจทย์ว่า “งานออกแบบจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างไรบ้าง”

ตามโปรแกรม งานนี้จะจัดที่ถนนคนเดินข้าง ๆ พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ต (Victoria and Albert Museum: V&A) ที่เป็นศูนย์กลางการจัดงาน LDF และเป็นถนนกว้างขวาง รองรับผู้เข้าชมจำนวนมากได้สบาย 

แต่สภาพอากาศแบบลอนดอนไม่เป็นใจนัก ฝนตกโปรยปราย ผู้จัดงานจึงย้ายบูทแทบทั้งหมดลงใต้ดิน ใช่แล้ว! ลงใต้ดินจริง ๆ คือจัดงานกันในอุโมงค์สถานีรถไฟใต้ดินเซาธ์ เคนซิงตัน (South Kensington) โดยขอใช้พื้นที่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเว้นไว้ให้ประชาชนเดินทางสัญจรไปมา

ระหว่างฟังงานเสวนาต่าง ๆ และเดินชมนิทรรศการ จึงมีเพื่อนร่วมอุโมงค์เป็นชาวลอนดอนที่ใช้บริการรถไฟใต้ดินเดินไปเดินมาอยู่ตลอดเวลา บางคนดูงง ๆ ว่ามาจัดงานอะไรกัน แต่หลายคนก็เข้ามาดูด้วยความสนใจ 

งานเสวนามีทั้งหมด 6 รายการ พูดในหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเอางานออกแบบมาช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (Science Museum) อันเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านใกล้เรือนเคียงของพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ต พูดหัวข้อ “แบตเตอรีจะเป็นพลังงานสะอาด (clean energy) ได้จริงหรือ” โดยอธิบายกระบวนการที่พยายามออกแบบแบตเตอรีให้ดีขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  

รายการที่ได้รับความสนใจมากคือ Fashion Faux-Pas (เรื่องน่าอายของแฟชั่น) เพราะอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพราะใช้น้ำมาก สร้างมลภาวะและขยะมหาศาล ผู้บรรยายอธิบายว่า มีหลายสิ่งที่ผิดที่ผิดทางในอุตสาหกรรมแฟชั่น และถึงเวลาแล้วที่วงการแฟชั่นจะหันมาช่วยกันแก้ไข

บูทอื่นๆ ในงานก็ล้วนนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม มีกระดานใหญ่ให้คนร่วมกันประกาศความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เมื่อไปยืนอ่านก็พบว่า ทุกคนล้วนมีไอเดียที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น “จะ upcycle เครื่องเรือนเหมือนที่พ่อทำ (upcycle หมายถึงวิธีนำของเก่ากลับมาใช้ใหม่โดยเพิ่มมูลค่าให้มัน หรือทำให้เป็นวัตถุที่ดีกว่าเดิม เช่น ใช้ถังน้ำมันเก่ามาทำเก้าอี้)” “จะไม่ใช้ถ้วยกาแฟกระดาษและหลอดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง” “จะไม่ซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกอีกแล้ว” ฯลฯ 

เห็นได้ชัดว่า หลายความตั้งใจที่เขียนไว้ส่วนใหญ่เป็นความพยายามในการลดหรือเลิกใช้พลาสติก และหันมาใช้ภาชนะแบบนำกลับมาใช้ใหม่ได้แทน ในลอนดอนเอง เวลาไปต่อคิวซื้อกาแฟ ก็เห็นลูกค้าจำนวนไม่น้อยนำแก้วมาเอง เป็นแก้วพลาสติกทนความร้อน หรือแก้วทำจากสเตนเลส บางร้านคิดค่าแก้วกาแฟกระดาษในราคาไม่แพงมาก คือราว 25 เพนซ์ (10 บาท) แต่ก็ถือว่าเป็นการจูงใจให้ลูกค้านำแก้วมาเอง ในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านขายของที่ระลึก ก็จะเห็นแก้วกาแฟที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้วางขายอยู่ทั่วไป ดีไซน์สวยงามน่าใช้ และยังช่วยให้รู้สึกดีที่ตัวเองได้ลดปริมาณแก้วกาแฟกระดาษไปถึงปีละ 300 กว่าใบ (หากคุณดื่มกาแฟทุกวัน)

รูอินส์ (Ruins) เป็นองค์กรหนึ่งที่มาออกบูทในงาน LDF ในครั้งนี้ด้วย โดยมีเป้าหมายคือ ประชาสัมพันธ์ให้คนตระหนักว่าปีหนึ่งๆ ตนเองซื้อเสื้อผ้ามาโดยไม่ได้ใช้ให้คุ้มมากซักแค่ไหน และสนับสนุนให้คนใช้เสื้อผ้าที่คิดว่า “เก่าแล้ว ซื้อใหม่ดีกว่า” ไปอีกอย่างน้อย 9 เดือน เพื่อช่วยประหยัดน้ำและรักษาสิ่งแวดล้อม รูอินส์ระบุว่า ในสหราชอาณาจักรเพียงประเทศเดียว ปีหนึ่งๆ มีเสื้อผ้าที่ยังใช้งานได้ แต่ถูกทิ้งเป็นขยะกว่า 300,000 ตันทีเดียว

บูทข้างๆ กันเป็นการแสดงงานออกแบบเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ ที่ช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น รองเท้าผ้าใบที่ช่วยลดปัญหาแบคทีเรีย เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากแก้วกาแฟแบบใช้แล้วทิ้ง เสื้อยืดที่ใช้ระบบแบคทีเรียในการย้อมสีผ้าแทนระบบแบบเดิมที่สร้างมลภาวะ ฯลฯ โดยเจ้าของโครงการ คือ Post Carbon Lab ประกาศว่า นำเสื้อยืดเก่า ถุงผ้าเก่า ๆ มาให้พวกเขา “ทำเก่าเป็นใหม่” ได้ รับประกันว่าจะได้ของใหม่ที่ดูดี และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมไปในตัว

บูทเล็กๆ ที่ดึงความสนใจผู้คนได้ตลอดคือ A Waste Project ที่คิดทำภาชนะย่อยสลายได้โดยใช้วัสดุเพียงเปลือกไข่ น้ำเปล่า และสารทำให้ยึดติดที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ (Algae derivatives) วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงนำเปลือกไข่มาล้างให้สะอาด บดละเอียด ผสมกับน้ำและสารทำให้ยึดติด ขึ้นรูปด้วยมือ พักให้แห้งเพียง 4 ชั่วโมง ก็จะได้ภาชนะสีขาวนวลสวยงาม 

เจ้าของไอเดีย มิดูชิ คอชชาร์ (Midushi Kochhar) กล่าวว่าไอเดียนี้ทำขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาขยะพลาสติก โดยเฉพาะสำหรับร้านอาหารสตรีตฟู้ดทั้งหลายที่ใช้ภาชนะพลาสติกกันเป็นล่ำเป็นสัน ในขณะเดียวกัน ไก่เป็นสัตว์ที่นิยมกินกันมากที่สุดทั่วโลก แต่ละปีประชากรหนึ่งคนในประเทศพัฒนาแล้วจะกินไข่ราว 300 ฟอง ทำให้เกิดขยะมากมายตั้งแต่เปลือกไข่ ขนไก่ เลือดและกระดูกไก่ ที่เกิดจากความต้องการบริโภคเนื้อไก่และไข่ ทำให้เขาพยายามออกแบบผลิตภัณฑ์จาก “ขยะ” เหล่านี้ให้ใช้ได้ในชีวิตจริง และในงาน LDF คราวนี้ คณะผู้จัดงานเลือกภาชนะเปลือกไข่ของเขาให้มานำเสนอ

การอัพไซเคิล (Upcycle) หรือนำของเก่ากลับมาปรับปรุงใหม่ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีค่ามีประโยชน์มากกว่าเดิมก็ได้รับความนิยมในงานออกแบบเครื่องเรือนปีนี้ โดยพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ต ร่วมมือกับกลุ่ม 99Club องค์กรการกุศลเพื่อคนไร้บ้าน นำของเหลือใช้จากการจัดนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ฯ เช่นลังใส่ของที่มีมากมายจนต้องทิ้ง มาทำเป็นเครื่องเรือนให้ผู้คนที่ไม่มีที่พักอาศัยได้มีที่พักและเครื่องเรือนเป็นของตนเอง โดยออกแบบให้เข้ากับความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน 

เครื่องเรือนที่ผลิตจาก ‘ขยะ’ ของ V&A มีตั้งแต่โต๊ะเขียนหนังสือพร้อมลิ้นชัก โต๊ะพับได้ ตู้เก็บของพร้อมชั้นวางของ เก้าอี้ ชุดเก้าอี้และโต๊ะสำหรับนั่งเล่นเป็นกลุ่มใหญ่ กล่องปลูกผักสวนครัว ฯลฯ

หลายชิ้นเป็นผลงานสร้างสรรค์ของผู้ใช้เอง โดยมีคำให้สัมภาษณ์ที่ระบุถึงความภูมิใจที่ได้ทำอะไรด้วยมือตนเอง ช่วยสร้างความมั่นใจว่า แม้จะไร้บ้านแต่ก็ไม่ไร้ค่า และพวกเขามองเห็นช่องทางทำมาหากิน เพื่อจะได้กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกครั้ง

งานลอนดอน ดีไซน์ เฟสติวัล ปีนี้จบไปด้วยดี ยังไม่มีการเปิดเผยยอดผู้เข้าชม แต่คาดว่าคงจะเป็นระดับแสนคนเหมือนปีก่อน ๆ และดูจะประสบความสำเร็จอย่างดีในการสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้ผู้เข้าชม ว่าแท้จริงแล้วงานออกแบบไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่นำแนวคิดมาใช้ในชีวิตประจำวันได้สบาย ๆ

ที่มาภาพ : Pum Charintip

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ