image

Design & Creativity

นิตยสาร “คิด” พาเที่ยว London Design Festival 2019 ตอนที่ 1

Published Date : 4 ต.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

2,010

ในงานออกแบบ สิ่งที่ดึงดูดคนดูได้คือความคิดที่สดใหม่ ชนิดเห็นแล้วต้องร้องว้าว ว่าคิดได้อย่างไร และยิ่งน่าทึ่งขึ้นไปอีกถ้าเป็นงานออกแบบที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

ลอนดอน ดีไซน์ เฟสติวัล (London Design Festival) ปีนี้ (2019) มีครบทั้งสองอย่าง คืองานศิลปะสุดแปลก ไอเดียแหวกโลก ในขณะเดียวกันเหล่าศิลปินก็คำนึงถึงประโยชน์ของงานออกแบบ และการนำไปใช้ได้จริง อย่างการใช้งานออกแบบมาช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของปีนี้

ลอนดอน ดีไซน์ เฟสติวัล (LDF) คืออะไร และ Design District มีหน้าตาแบบไหน
สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นชื่องาน LDF ต้องบอกว่า งานนี้เป็นงานสำคัญประจำปีของวงการออกแบบที่จัดติดต่อกันมาเป็นที่ปี 17 แล้ว โดยปีนี้จัดงานทั้งสิ้น 9 วัน มีศูนย์กลางอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ต (The Victoria and Albert Museum: V&A) ใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลกด้านศิลปะและงานออกแบบ ส่วนไฮไลต์สำคัญก็คือการเชิญนักออกแบบชั้นนำของลอนดอน 10 คนให้มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบต่างๆ ที่เห็นแล้วต้องว้าวนั่นเอง

ลักษณะการจัดงานของ LDF 2019 จะมีทั้งการจัดแสดงงานออกแบบในลักษณะโชว์เคสให้เดินดู และยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้ลงมือทำ รวมถึงงานเสวนา และการจัดกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ ในโรงเรียน ฯลฯ นอกจากจะจัดงานที่ V&A แล้ว งาน LDF 2019 ก็ยังกระจายการจัดแสดงไปยังย่านต่าง ๆ ของลอนดอนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งในปีนี้จัดทั้งหมด 11 ย่าน ที่เรียกรวมกันว่า Design District นั่นเอง

เซอร์จอห์น ซอร์เรลล์ (Sir John Sorrell) ประธานจัดงาน LDF ประจำปี 2019 กล่าวว่า “ผมอยากให้ทุกคนที่มาชมเกิดไอเดียใหม่ ๆ งานของเราจะมีอะไรบางอย่างที่จุดประกายหรือส่งผลกระทบต่อชีวิตคุณ”

ทั้งหมดทั้งมวลดึงดูดนักออกแบบและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมชม LDF ในแต่ละปีได้มหาศาล สร้างทั้งเม็ดเงินและงานให้กับชาวเมือง และในอนาคตก็ยังอาจซื้อใจเหล่านักสร้างสรรค์มากหน้าหลายตาเหล่านี้ให้อยากย้ายมาทำงานในลอนดอน มหานครที่มีชื่อด้านความคิดสร้างสรรค์แห่งนี้ ดังที่ ดร.ทริสแทรม ฮันต์ (Dr Tristram Hunt) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ V&A เรียกลอนดอนว่าเป็น Design Capital หรือมหานครแห่งการออกแบบของโลก

Creative Thailand พาชม London Design Festival 2019
ปีนี้ นิตยสาร “คิด” Creative Thailand ขอพาไปชมงานที่ V&A ที่ใช้เป็นศูนย์กลางงาน LDF 2019 มากว่าทศวรรษ และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าชมเฉพาะงานนี้กว่า 175,000 คนต่อปี

ในเวลาปกติ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำหน้าที่จัดแสดงข้าวของหลากหลาย ตั้งแต่รูปปั้นยุค ค.ศ.1300 เรื่อยมาจนถึงภาพถ่ายคลาสสิกยุค ค.ศ.1900 เมื่อมีงาน LDF ผู้จัดไม่ได้กั้นโซนสำหรับจัดแสดงชิ้นงานของ LDF ต่างหาก แต่จัดวางชิ้นงานผสมปนเปไปกับนิทรรศการถาวรอย่างกลมกลืน 

เมื่อเข้ามาทางประตูใหญ่ด้านถนนครอมเวลล์ (Cromwell Road) จะพบชิ้นงานแรก สังเกตได้ง่ายเพราะทุกคนจะแหงนหน้ามอง เป็นชิ้นงานชื่อ Sea Things ของ แซม จาคอบส์ (Sam Jacobs) ที่ชี้ชวนให้ตระหนักถึง ‘วงจรชีวิต’ ของพลาสติก และจะทำอย่างไรให้ใช้ประโยชน์จากพลาสติกได้สูงสุดก่อนทิ้งเป็นขยะ 

เดินต่อไปอีกนิด จะพบชิ้นงานของศิลปินเกาหลี โด โฮ ซู (Do Ho Suh) ชื่อ Robin Hood Gardens ชิ้นงานนี้เป็นภาพยนตร์สารคดีที่บันทึกภาพภายในบ้านของอลิสันและปีเตอร์ สมิธสัน (Alison and Peter Smithson) เมื่อพื้นที่แถวนั้นกำลังจะถูกทลายลงเพื่อสร้างตึกใหม่ ศิลปินใช้เทคนิคถ่ายภาพแบบเร่งความเร็ว (time lapse) ที่ย่นระยะเวลานาน (เช่นปี เดือน วัน ชั่วโมง) ให้เหลือเพียงไม่กี่วินาที ใช้โดรน (Drone) และการสแกนภาพแบบสามมิติ (3D-scanning) เข้ามาช่วย 

งานชิ้นนี้อาจดูเข้าใจยากถ้าไม่อ่านคำบรรยายชิ้นงานที่ศิลปิน โด โฮ ซู กล่าวว่า เขาต้องการเล่าเรื่องให้เห็นระยะเวลากว่า 20 ปีที่เจ้าของบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ “งานหลายชิ้นของผมตั้งคำถามเรื่องที่ว่า เราบันทึกภาพความทรงจำในพื้นที่ส่วนตัว ในชีวิตประจำวันของเราอย่างไร ผมมองชีวิตเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกวัน การเคลื่อนไหวแบบไม่หยุดนิ่งในหนังเรื่องนี้จึงสำคัญต่อผม เจ้าของบ้านที่เห็นจะต้องย้ายออกไปในไม่ช้า จึงหวังว่างานของผมจะเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของหลายชีวิตที่เคยอาศัยอยู่ใน Robin Hood Gardens”

จากนั้นเดินทะลุสวนใจกลางพิพิธภัณฑ์ออกไปจะเป็นบริเวณนั่งเล่น มีสระน้ำใหญ่อยู่ตรงกลาง พร้อมอีกหนึ่งชิ้นงานของ LDF ที่มีขนาดมหึมาและสร้างอิมแพ็กได้เป็นอย่างดี ชื่อ Bamboo Ring: Weaving into Lightness ศิลปินคือเคนโก คูมะ (Kengo Kuma) เขาทดลองนำแนวคิดเรื่องการถักทอ (weaving) มาใช้กับไม้ไผ่และคาร์บอนไฟเบอร์ โดยถักเป็นรังนกขนาดใหญ่ นำเสนอความคิดเรื่องความยืดหยุ่น การคำนวณขนาดที่พอเหมาะพอดี การมีน้ำหนักที่เบา แต่คงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งภายในชิ้นงานเดียวกันได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของวัสดุดิบอย่างไม้ไผ่ที่เป็นไม้ลำต้นตรง ยืดหยุ่น แต่แข็งแกร่ง ทั้งยังถูกใช้มาแต่เดิมในงานสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น

LDF กับการโชว์ฝีมือของเด็กๆ เพราะที่นี่คือพื้นที่ของทุกคน
พักจากชิ้นงานของศิลปินมืออาชีพ ไปดูงานจากเด็ก ๆ กันบ้าง LDF มีโครงการที่ร่วมมือกับเด็ก ๆ ระดับชั้นประถม 3 และ 4 จากโรงเรียนในพื้นที่อยู่พอสมควร โดยนอกจากที่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องศิลปะของพิพิธภัณฑ์ V&A จากศิลปินและนักออกแบบที่ไปบรรยายให้ฟังแล้ว ก็ยังมีเวิร์กช็อปให้เหล่าศิลปินน้อย ๆ ได้พัฒนาฝีมือและแสดงออกทางความคิดกันอย่างเต็มที่

ชิ้นงานของเด็ก ๆ ที่จัดแสดง มีทั้งชุดเสื้อผ้าที่เด็ก ๆ ลงมือตัดเย็บเอง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นรอบพิพิธภัณฑ์ โดยแต่ละชุดยังถูกนำมาสวมใส่จริงเพื่อถ่ายแบบกันอีกด้วย นอกจากชุด ก็ยังมีชิ้นงานตัดปะจากกระดาษที่รีดทับไปบนผ้า แสดงให้เห็นความคิดและความรู้สึกของเด็ก ๆ หลังจากมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ต

สมเกียรติ LDF กับงานสะท้อนตัวตนของนักออกแบบระดับโลก
เดินไปดูงานของศิลปินผู้ใหญ่กันต่อ LDF ครั้งนี้เชิญนักออกแบบระดับโลก 10 ท่าน ให้ออกแบบชิ้นงานที่อยากให้เป็น ‘มรดกตกทอด’ แก่ครอบครัวหรือสถาบันที่ทำงานอยู่ โดยใช้ไม้อเมริกันเรดโอ๊ก (American red oak) ที่เลือกใช้ไม้ชนิดนี้ก็เพราะเป็นไม้เนื้อแข็งที่ส่งผลทางบวกต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศ แนวคิดฟังดูยิ่งใหญ่มาก แต่ชิ้นงานของศิลปินที่เราเห็นนั้น กลับดูเรียบง่ายและล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด นั่นคือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน 

มีทั้งสแตนด์สำหรับอ่านหนังสือ ซึ่ง อิโวนา บลาสวิก (Iwona Blazwick) เจ้าของผลงานกล่าวว่า สำหรับเธอ หนังสือเป็นของสวยงามและสำคัญต่อหน้าที่การงาน หนังสือยังเป็นสื่อทางการเมือง เพราะเป็นสื่อสำหรับกระจายความคิด เป็นเหมือนหน้าต่างสู่โลกกว้าง อีกชิ้นงานข้าง ๆ ของอแมนดา เนวิลล์ (Amanda Nevill) เป็นโต๊ะเขียนหนังสือพร้อมชุดเครื่องเขียน อแมนดาทำงานเป็นซีอีโอของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (British Film Institute) เธอกล่าวว่า งานที่ทำทุกวันนั้นเกี่ยวข้องกับการเล่าเรื่อง มนุษย์ชอบฟังเรื่องเล่า และสิ่งหนึ่งที่เป็นการบันทึกเรื่องเล่า (ที่เธอคิดว่ามันกำลังจะหายไป) ก็คือศิลปะการเขียน 

บางชิ้นงานของ LDF ก็จงใจจัดแสดงในที่มืดเป็นพิเศษ อย่างทางเข้าพิพิธภัณฑ์ด้านที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟใต้ดิน มีชิ้นงานชื่อ This Much I’m Worth ของศิลปินราเชล อารา (Rachel Ara) เป็นศิลปะแนวดิจิทัล ที่ถ้ามองเผิน ๆ ก็จะเห็นเป็นหลอดไฟนีออนใหญ่ ๆ แต่แท้จริงแล้วศิลปินต้องการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์ของหลอดไฟนีออนและการใช้งานมันในการค้าบริการทางเพศ 

ยังมีชิ้นงานอื่น ๆ อีกมากมายที่เราได้ไปชมมา ล้วนแต่สวยและน่าสนใจ แม้จะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่ทำให้ทึ่งกับโลกของนักออกแบบ และตระหนักถึงความเกี่ยวข้องของงานออกแบบที่ดีและชีวิตประจำวัน

บทความตอนถัดไป จะพาไปชมงานไฮไลต์วันสุดท้ายของ London Design Festival ประจำปี 2019 ที่เล่นกับประเด็นทางสิ่งแวดล้อม และการนำงานออกแบบมาใช้เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนกัน

ที่มาภาพเปิด : Pum Charintip

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ