image

Design & Creativity

ภาษาดิ้นได้

Published Date : 2 ส.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

2,940

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าภาษามีความสำคัญในชีวิตของเราอย่างมาก มนุษย์ใช้ภาษาในการสื่อสารความรู้สึกนึกคิด ความปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับผู้อื่นหรือการสื่อสารกับตนเอง ก็มีภาษาเป็นส่วนสำคัญ

ถ้ายังนึกไม่ถึงว่าภาษาสำคัญกับเราและมวลหมู่มนุษยชาติอย่างไร...อยากให้ลองนึกดูว่า เราสามารถ ‘คิด’ เรื่องอะไรบางอย่างโดยไม่ใช้ ‘ภาษา’ ได้หรือไม่ คงเป็นคำถามที่ตอบยากเพราะเราแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าเราจะคิดอย่างไรโดยไม่มีภาษา 

การที่มนุษย์มีภาษาจึงช่วยให้การสื่อสารของมนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภาษากลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างและส่งต่อความรู้ต่าง ๆ จากรุ่นสู่รุ่น นอกจากการสื่อสารในเชิงเนื้อหาแล้ว มนุษย์ยังใช้ภาษาในเชิงสร้างสรรค์ อย่างการใช้ภาษาในวรรณกรรม วรรณคดี หรือโคลงกลอน ที่ประกอบด้วยความวิจิตรบรรจงของผู้ประพันธ์ในการเลือกสรรถ้อยคำหรือกลวิธีการประพันธ์ต่าง ๆ ดังนั้นแล้ว อาจกล่าวได้ว่าภาษาเป็นส่วนสำคัญของความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ และมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตมนุษย์อย่างแยกไม่ออก

©Unsplash/NeONBRAND

ภาษาแปร...มนุษย์เปลี่ยน
ปัจจุบันนี้ที่เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาจนเติบโตและก้าวหน้าไปอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อทุกวงการบนโลกนี้ชนิดที่หลาย ๆ คนแทบไม่ทันตั้งตัว เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้รูปแบบของการดำเนินกิจการต่าง ๆ เปลี่ยนไป ความต้องการของตลาดเปลี่ยนไป บทบาทขององค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป เรียกได้ว่าได้รับผลกระทบกันไปถ้วนหน้าและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแทบทุกวงการ หรืออาจจะเป็นความวุ่นวายปั่นป่วนแบบที่เรียกว่า Disruptive Technology 

แน่นอนว่าในด้านภาษาก็หนีไม่พ้น และได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน ความสามารถในการใช้ภาษาของมนุษย์กำลังถูกท้าทายด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี หลายอย่างที่เคยเป็น ‘ทักษะ’ ที่ต้องพึ่งพามนุษย์เท่านั้น เช่น การสื่อสารระหว่างผู้ที่พูดต่างภาษากัน หรือการแปลข้อมูลจากภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่ง จากในอดีตที่ต้องใช้ล่าม นักแปล หรือผู้รู้หลายภาษา และการที่เราจะรู้หลายภาษาได้ ก็ต้องอาศัยการเรียนรู้กับครูหรือผู้สอนที่เป็นผู้รู้หลายภาษา แต่ทว่าทักษะเหล่านี้ในปัจจุบัน กำลังถูกเทคโนโลยีทำแทนเราได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตัวอย่างที่ง่ายและใกล้ตัวที่สุดที่ทุกคนคงเคยใช้คือ Google Translate ที่เพียงแค่เราพิมพ์ข้อมูลภาษาหนึ่งลงไป ระบบก็สามารถแปลข้อมูลนั้นข้ามไปเป็นอีกภาษาหนึ่งได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องอาศัยความรู้หรือทักษะของเราเลย

แม้ทุกวันนี้เทคโนโลยีจะยังทำไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็กำลังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ข้อจำกัดด้านภาษาลดลงไปมาก การส่งต่อและแพร่กระจายของข้อมูลเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเรื่องของภาษาและการพึ่งพามนุษย์ 

คำถามที่เกิดขึ้นคือ มนุษย์ยังจำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางภาษาอยู่หรือไม่ หากเทคโนโลยีสามารถทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้ ‘ภาษาคน’ กำลังจะถูกแทนที่ด้วย ‘ภาษาคอมพ์’ หรือไม่ และภาษาจะ ‘ดิ้น’ ไปทางไหน มนุษย์ต้องรับมืออย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้

รู้อะไรถึงจะเรียกว่า 'รู้ภาษา'
เวลาเรียนภาษา เรามักได้ยินคนพูดว่าต้องฝึกฝน หมั่นใช้งาน เพื่อให้เกิดทักษะในการใช้ภาษานั้น ๆ การจะฝึกฝนและพัฒนาทักษะทางภาษาต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับภาษานั้น ๆ ที่ประกอบด้วยความรู้หลายส่วน ตั้งแต่ระดับเสียง ระดับคำ ไปจนถึงระดับประโยค ความรู้เกี่ยวกับเสียงคือรู้ว่าในภาษานั้น ๆ มีเสียงอะไรบ้าง นั่นคือรู้ว่าเสียงไหนที่สำคัญและถูกนำมาใช้ในการแยกแยะความหมายในภาษานั้นบ้าง เช่น ผู้ที่รู้ภาษาไทยจะรู้ว่าระดับเสียงเป็นหน่วยที่มีความสำคัญหรือที่เรียกว่าวรรณยุกต์ วรรณยุกต์ที่ต่างกันจะทำให้ความหมายของคำแตกต่างไป (เช่น คำว่า ที กับ ที่ เป็นคนละคำกัน นะคะ กับ น่ะค่ะ มีความหมายแตกต่างกัน) ผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษจะรู้ว่าเสียง /v/ กับเสียง /w/ เป็นคนละเสียงกัน (เช่น คำว่า vow กับ wow เป็นคนละคำกัน มีความหมายแตกต่างกัน) 

เมื่อผู้พูดมีความรู้เกี่ยวกับเสียงแล้ว ก็จะนำไปสู่ความรู้ในระดับคำ ว่าเสียงต่าง ๆ ในภาษามารวมกันในรูปแบบใดบ้างเพื่อให้เกิดเป็นคำที่มีความหมายในภาษา และคำต่าง ๆ เหล่านั้นมาเรียงตัวกันเป็นประโยคที่ถูกไวยากรณ์และสื่อความหมายในภาษาได้อย่างไร นอกจากนี้ ในภาษาที่มีตัวเขียน ผู้เรียนก็จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับตัวอักษรและการสะกดคำด้วย ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่ผู้พูดไม่รู้ตัว ว่าตัวเองมีหรือไม่สามารถอธิบายได้ แต่จะเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนหรือผู้ที่ใช้ภาษานั้น ๆ ใช้ในการพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ต่อไป นั่นคือเราต้องมีความรู้และฝึกฝนเพื่อให้ใช้ภาษานั้น ๆ ได้ถูกต้องและคล่องแคล่วมากขึ้น เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อคอมพ์ “รู้ภาษา” คน
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนอย่างมากในการใช้ภาษาของคน กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษามีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก แต่เดิมการค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ต้องใช้ทั้งเวลาและแรงของมนุษย์มหาศาล เราอาจต้องเปิดอ่านหนังสือหลายเล่มหรือพูดคุยกับคนจำนวนมากเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เราต้องการ เมื่อได้มาแล้วก็ยังอาจจะไม่รู้ว่ามีข้อมูลอื่น ๆ อีกหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน แต่ตอนนี้เราเพียงแค่พิมพ์ข้อความลงไปในเสิร์ชเอ็นจินอย่างเช่น Google เราก็จะได้คำตอบหรืออย่างน้อยก็ได้แหล่งข้อมูลที่จะพาเราไปสู่คำตอบภายในระยะเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตา แถมข้อมูลที่ได้ก็มีมากมายจนบางครั้งก็ไม่สามารถจะดูมันได้ทั้งหมด และหากเราไม่อยากหรือไม่สะดวกจะพิมพ์ ก็ยังมีบริการ speech to text ทั้งทางหน้าเว็บไซต์ ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแอพพลิเคชันต่าง ๆ ที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องพิมพ์ข้อความเอง เพียงแค่เปิดไมโครโฟน พูดข้อความที่ต้องการ แล้วโปรแกรมก็จะแปลงเสียงของเราเป็นตัวอักษรได้อัตโนมัติ

นั่นหมายความหากเราพูดภาษาหนึ่ง ๆ ได้ แต่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเขียนหรือสะกดคำในภาษานั้น เทคโนโลยีนี้ก็สามารถทำหน้าที่เขียนแทนเราได้ หากเราพิมพ์ข้อความเอง เทคโนโลยีก็จะคอยช่วยให้เราเขียนผิดพลาดน้อยลง อาจจะอยู่ในรูปแบบของสัญลักษณ์เตือนว่ามีการสะกดคำที่ผิดพลาด พร้อมนำเสนอรูปแบบการสะกดคำที่คาดเดาว่าอาจจะเป็นคำที่เราต้องการ หรืออาจจะเป็นการแก้ไขให้เลยแบบอัตโนมัติ (auto-correction) นอกจากนี้ หากเราต้องการสื่อสารเป็นภาษาหนึ่งที่เราไม่มีความรู้หรือทักษะเลย เราก็สามารถพูดหรือพิมพ์ข้อความเป็นภาษาของเรา แล้วใช้บริการ Google Translate ให้พูดหรือพิมพ์ข้อความเป็นอีกภาษาหนึ่งได้ทันที

แล้วเรายังต้องเรียนภาษากันอีกหรือไม่
แน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์เพราะมีส่วนช่วยลดความผิดพลาดในการใช้ภาษาของมนุษย์ เพิ่มความถูกต้องและประสิทธิภาพในการสื่อสาร แทนที่มนุษย์จะต้องตรวจดูความถูกต้องทั้งในเชิงเนื้อหาและเชิงการใช้ภาษาของข้อความ ก็มีบรรณาธิการสมองกลที่คอยแบ่งเบาทำหน้าที่นี้ทดแทน และช่วยให้เรามาใช้เวลาใส่ใจกับเนื้อหาของข้อความต่าง ๆ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยลดอุปสรรคหรือข้อจำกัดทางด้านภาษาได้อีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อเราต้องการสื่อสารเป็นภาษาอื่นที่ไม่มีความรู้ ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องยากหรือต้องใช้เวลามากเท่าสมัยก่อน ทั้งหมดนี้ดูเหมือนว่ามนุษย์คงไม่จำเป็นต้องพยายามพัฒนาทักษะทางภาษาแล้ว และคงไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาใหม่ ๆ แล้วเช่นกัน เพราะมีเทคโนโลยีมาทำงานแทนให้ คอมพิวเตอร์ถูกสอนให้ “รู้ภาษา” เหมือนคนหรือใกล้เคียงกับคน ความคิดดังกล่าวนี้มีส่วนที่จริง แต่ก็อาจไม่ใช่ทั้งหมด

©Unsplash/Ilya Pavlov

คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่ของมันได้ดี ย่อมต้องมีที่มาจากข้อมูลตั้งต้นที่ดีด้วย การที่โปรแกรมจะสามารถพิมพ์ข้อความแทนสิ่งที่เราพูดได้ถูกต้อง ย่อมขึ้นอยู่กับการออกเสียงของเราว่าชัดเจนหรือถูกต้องเพียงใด หลาย ๆ คนอาจจะเคยออกเสียงแล้วพบว่าโปรแกรมไม่สามารถพิมพ์ให้เราได้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่น ๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นที่ประสิทธิภาพของโปรแกรมเอง อีกส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการออกเสียงของเราเองที่ไม่ได้ “มาตรฐาน” ตามที่โปรแกรมถูกสอนมา ซึ่งย่อมจะทำให้การทำงานคลาดเคลื่อนไป ขณะที่ประเด็นว่าอะไรที่จะจัดว่าเป็น “มาตรฐาน” นั้น ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องมาตกลงกันเพื่อหาข้อสรุป ดังนั้น ทักษะของมนุษย์ในฐานะผู้ใช้ภาษาย่อมมีความสำคัญอยู่ นอกจากนี้ การสื่อสารแบบซึ่งหน้า (face-to-face) ก็ยังคงมีความสำคัญและเป็นการสื่อสารที่ต้องอาศัยทักษะทางภาษาของผู้พูดอย่างมาก ทักษะการสื่อสารที่ดีนี้นอกจากจะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมสนทนาเป็นไปในทิศทางที่ดีด้วย

'พูด' อย่าง 'ทำ' อย่าง
ในการสื่อสารแบบซึ่งหน้า ผู้พูดอาจไม่ได้ต้องการเพียงส่งเนื้อหาของข้อความไปยังผู้ฟังเท่านั้น แต่อาจต้องการใช้ภาษาเพื่อก่อให้เกิดการกระทำบางอย่าง และบ่อยครั้งที่ความต้องการนั้นไม่ได้ถูกสื่อสารผ่านภาษาอย่างตรงไปตรงมา ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเพราะผู้พูดต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ฟัง จึงไม่ใช้รูปภาษาที่ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าไม่สุภาพหรือตรงไปตรงมาเกินไป ทำให้ผู้ฟังจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะตีความวัตถุประสงค์จริง ๆ ในการสื่อสารของผู้พูด ยกตัวอย่างเช่น หากเราต้องให้เพื่อนช่วยยกของ แทนที่จะใช้การสั่งตรง ๆ เราอาจเลี่ยงไปใช้ประโยคคำถาม “ช่วยยกของให้หน่อยได้ไหม” สิ่งที่ผู้พูดต้องการไม่ใช่เพียงแค่คำตอบว่า 'ได้' แต่ผู้ฟังยังนั่งหรือยืนอยู่ที่เดิม ไม่ไปยกของ เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็ต้องถือว่าการสื่อสารไม่ประสบความสำเร็จ แต่รูปประโยคคำถามของผู้พูดต้องการให้เกิดการกระทำของผู้ฟัง คือการมาช่วยยกของด้วย หากเพื่อนเราพูดว่า “วันนี้อากาศร้อนจัง” เราอาจตีความว่าผู้พูดอาจไม่ได้เพียงแค่ต้องการสื่อสารเกี่ยวกับลักษณะอากาศเฉย ๆ แต่อาจต้องการให้เราเปิดหน้าต่าง เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ หรือเอาน้ำเย็นมาให้ดื่ม เช่นเดียวกัน หากเราในฐานะผู้ฟังไม่ตอบสนองต่อคำพูดของเพื่อนในรูปแบบการกระทำที่เพื่อนคาดหวัง การสื่อสารนี้ก็ถือว่าล้มเหลว การตีความเช่นนี้ก็เป็นทักษะที่ผู้ใช้ภาษาต้องเรียนรู้ทั้งในฐานะผู้พูดและผู้ฟัง เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ภาษาทำอยู่ตลอดเวลาโดยที่อาจจะไม่รู้ตัว เพื่อให้การสื่อสารประสบผลสำเร็จ...และแน่นอนว่า ปัจจุบันการสื่อสารแบบไม่ตรงไปตรงมาแต่ประสบผลสำเร็จนั้น ยังคงเป็นทักษะที่คอมพิวเตอร์ยังจำเป็นต้องพัฒนาอีกมากเพื่อที่จะเข้าใจการสื่อสารของมนุษย์จริง ๆ 

เหตุผลเบื้องหลังที่นางงามและผู้นำพูดภาษาประจำชาติ
จริงอยู่ว่าทักษะทางภาษาเป็นเรื่องสำคัญ แต่การสื่อสารผ่านภาษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ที่ความหมายของข้อความที่เราพูดหรือเขียนออกมาเท่านั้น วิธีการที่เราเลือกใช้ในการนำเสนอข้อมูลก็สามารถสื่อสารอะไรบางอย่างได้ ไม่ว่าผู้พูดจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ภาษาแต่ละภาษามีบทบาทหน้าที่ที่หลากหลาย แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มคนหรือสังคม บทบาทเหล่านี้เองจึงทำให้ภาษาไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการส่งต่อข้อมูลเชิงเนื้อหาอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่ยังสามารถสื่อสารหรือให้ข้อมูลที่ซับซ้อนไปกว่านั้น ข้อมูลอย่างหนึ่งที่ภาษาสามารถสื่อสารได้คือข้อมูลเชิงสังคมที่ผูกโยงกับภาษาหรือลักษณะบางอย่างในภาษา

ข้อมูลเชิงสังคมนั้นมีได้หลายแง่มุม ในระดับใหญ่อย่างระดับประเทศ ภาษาแต่ละภาษาย่อมทำหน้าที่ที่แตกต่างกันในสังคมตามแต่ที่คนในสังคมจะตกลงกัน หรือได้รับการกำหนดมาจากรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจในสังคม บทบาทหรือหน้าที่หลัก ๆ ประเภทหนึ่งที่มักเป็นประเด็นสำคัญในสังคมหลายภาษา คือการกำหนดภาษาประจำชาติ ซึ่งหมายถึงภาษาที่ทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์เป็นตัวแทนของอัตลักษณ์ความเป็นชาตินั้น ๆ และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ การที่ผู้พูดเลือกใช้ภาษาประจำชาติของตนในแง่หนึ่งจึงเป็นการสื่อสารอัตลักษณ์ของผู้พูดว่า ระบุตัวเองเป็นคนชาติใด ในสถานการณ์ที่ประกอบไปด้วยผู้พูดที่มาจากหลากหลายประเทศและพูดภาษาที่แตกต่างกัน 

แน่นอนในเชิงการสื่อสารแล้ว การใช้ภาษากลาง (lingua franca) อย่างเช่นภาษาอังกฤษ น่าจะทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพราะเป็นภาษาที่ทุกคนเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม ผู้พูดอาจเลือกใช้ภาษาประจำชาติของตนเองแม้จะรู้ว่าคนอื่นไม่เข้าใจ การเลือกภาษาเช่นนี้อาจเกิดจากทักษะหรือความสามารถทางภาษา ผู้พูดอาจรู้สึกว่าตนเองใช้ภาษากลางไม่ถนัดและอาจทำให้การสื่อสารผิดพลาดได้ จึงเลือกใช้ภาษาประจำชาติของตนเอง เช่น นางงามบางประเทศเลือกใช้ภาษาของตนเองในการตอบคำถามบนเวทีการประกวดระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม เหตุผลของการเลือกภาษาประจำชาติอาจไม่ใช่เรื่องความสามารถทางภาษาเสมอไป แต่อาจเป็นความตั้งใจของผู้พูดที่จะแสดงอัตลักษณ์ความเป็นชาติของตนเองและเห็นว่าในสถานการณ์นั้น ๆ การแสดงอัตลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญและมีน้ำหนักมากกว่าหน้าที่เชิงการสื่อสารเนื้อหาของข้อความ ผู้นำของประเทศหลายประเทศก็เลือกที่จะแสดงอัตลักษณ์ความเป็นชาติด้วยการใช้ภาษาประจำชาติในเวทีระดับโลก แม้จะสามารถพูดภาษาอังกฤษหรือภาษากลางอื่น ๆ ได้ก็ตาม

 

ภาษาเฉพาะกลุ่ม ภาษาถิ่น...ใช้แล้วอินหนัก
ในระดับเล็กลงมากว่าระดับประเทศ การเลือกใช้ภาษาในลักษณะต่างกันก็สามารถสื่อสารตัวตนแบบต่าง ๆ พื้นเพ ภูมิหลัง หรือทัศนคติของผู้พูดได้ ยกตัวอย่างเช่น การใช้คำศัพท์หรือสำเนียงภาษาไทยถิ่นทำให้เราพอจะคาดเดาพื้นเพด้านถิ่นที่อยู่ของผู้พูดได้ การที่คนถิ่นใดถิ่นหนึ่งรู้สึกดีหรือคุ้นเคยกับคนที่พูดภาษาถิ่นเดียวกันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ หรือแม้แต่ในสื่อที่มักมีตัวละครที่อยู่ในภาคต่าง ๆ ของประเทศใช้ภาษาถิ่นในการสื่อสาร ก็จะยิ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกสนานเข้าถึงกับบริบทเนื้อหาของบทละครหรือภาพยนตร์นั้น ๆ ได้มากขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อเราได้ยินผู้พูดหนึ่งคนที่พูดภาษาไทยโดยสลับกับภาษาอังกฤษอยู่เป็นระยะ เช่น “เราต้อง confirm กับ boss นะว่าพรุ่งนี้จะมี meeting หรือเปล่า” เราก็อาจจะคาดเดาว่าผู้พูดมีมีทัศนคติเชิงบวกต่อภาษาอังกฤษ หากผู้พูดใช้คำศัพท์สแลงในหมู่วัยรุ่น อย่าง 'เงิบ' 'เพิ่ล' หรือ 'นุ้ง' ก็อาจเป็นการแสดงตัวตนความเป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือความทันสมัย ในทำนองเดียวกัน การใช้คำศัพท์เฉพาะกลุ่มผู้พูดเพศหนึ่ง ๆ หรือลักษณะทางภาษาบางอย่างก็สามารถเป็นการระบุตัวตนกับเพศดังกล่าวได้เช่นกัน เช่น เกย์ในอินโดนีเซียมีวิธีการใช้ภาษาที่แตกต่างจากกลุ่มอื่น คือเป็นภาษาบาฮาซาอินโดนีเซียซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของอินโดนีเซีย ที่เป็นของกลุ่มเกย์โดยเฉพาะ เรียกว่า บาฮาซาเกย์1 เกย์ชาวอเมริกันคนหนึ่งใช้เสียง falsetto2 ซึ่งเป็นเสียงที่มีความเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ความเป็นเกย์ เป็นต้น 

ภาษาและลักษณะทางภาษาที่ผู้พูดเลือกใช้ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร เนื้อความเดียวกันแต่ถูกสื่อสารผ่านกลวิธีที่ต่างกัน ก็สามารถสะท้อนความหมายทางสังคมที่แตกต่างกันได้ ในฐานะผู้ใช้ภาษา เราจึงควรตระหนักถึงการสื่อสารผ่านภาษาในแง่มุมดังกล่าว ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์ผู้ใช้ภาษาอยู่ภายใต้บริบททางสังคมบริบทใดบริบทหนึ่งเสมอ มีความรู้สึก มีทัศนคติ มีอัตลักษณ์ มีตัวตนที่ต้องการสร้างและแสดงออกผ่านภาษา ต่างจากคอมพิวเตอร์ ภาษาจึงผูกโยงกับข้อมูลเชิงสังคม ที่แม้ไม่ได้ถูกพูดออกมาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนเรียนรู้ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมนั่นเอง

©Unsplash/Waldemar Brandt

ภาษาจะ 'ดิ้น' ไปทางไหน
ในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ภาษาเองก็เช่นกัน ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีผู้พูดใช้ภาษานั้น ๆ อยู่ การเปลี่ยนแปลงของภาษานั้นเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เรายังไม่มีคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีใด ๆ มีทั้งที่เกิดจากสาเหตุภายในตัวภาษาเอง อย่างเช่นเสียงหรือไวยากรณ์ในภาษา และที่เกิดจากปัจจัยภายนอกอย่างปัจจัยทางสังคมต่าง ๆ  เช่น การที่ผู้พูดหันไปใช้ลักษณะทางภาษาตามคนที่อยู่ในชั้นสังคมที่สูงกว่าตนเอง คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอาจไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีส่วนทำให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีรูปแบบที่เปลี่ยนไป

เทคโนโลยีการสื่อสารส่งผลให้ลักษณะทางภาษาใหม่ ๆ แพร่กระจายไปยังผู้ใช้ภาษาหลากหลายกลุ่มมากขึ้น และการแพร่กระจายเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นคำศัพท์ที่เกิดขึ้นใหม่ในภาษานั้น เดิมจะต้องใช้เวลากว่าจะแพร่กระจายและเป็นที่รู้จักหรือยอมรับจากผู้พูดจำนวนมาก แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว คำว่า 'นก' ซึ่งเป็นคำศัพท์เฉพาะกลุ่ม กลายเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ผู้พูดหลากหลายกลุ่มรู้จักและนำไปใช้ภายในเวลาชั่วข้ามคืน มีข้อความจำนวนมากที่ได้รับความนิยมจนเกิดเป็น hashtag ที่มีคนใช้ตามกันมากมาย ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็เป็นช่องทางที่ทำให้ความพยายามที่จะอนุรักษ์หรือรักษาความถูกต้องของภาษานั้นเกิดขึ้นได้ง่ายและกว้างขวางขึ้น หน้าที่การรักษามาตรฐานความถูกต้องของภาษาเคยจำกัดอยู่เพียงแต่ในตำราเรียนและพจนานุกรม แต่ตอนนี้ใคร ๆ ก็สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ได้ ตัวอย่างเช่

ปรากฏการณ์การสะกดคำว่า คะ และ ค่ะ ซึ่งได้รับความสนใจและเป็นที่พูดถึงอย่างมาก คนในหลากหลายวงการช่วยกันรณรงค์ให้สะกดคำทั้งสองคำนี้ให้ถูกต้องในหลากหลายรูปแบบ เป็นความพยายามในระดับปัจเจกซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบัน

แม้จะมีบางแง่มุมของ “ภาษาคน” ที่ “ภาษาคอมพ์” ไม่อาจเข้ามาทดแทนได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ไม่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ภาษาของตนเองเลย เพราะไม่ว่าอย่างไรคอมพิวเตอร์ก็ส่งผลกระทบต่อวิถีการสื่อสารของเราไม่มากก็น้อย ในแง่ของการเรียนการสอนภาษานั้นยังถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญในสังคม คอมพิวเตอร์ทำให้การสื่อสารข้ามภาษาเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น การเรียนภาษาก็ทำได้ง่ายขึ้น ในอนาคตเราคงมีเทคโนโลยีที่ช่วยสอนภาษามนุษย์ให้กับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในฐานะเจ้าของภาษา คงถึงเวลาที่ผู้พูดอย่างเราต้องคิดว่ามีอะไรที่เราทำได้และควรทำเสริมเพิ่มเติมจากสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำ หากเราไม่ปรับเปลี่ยนอะไร วันหนึ่งคอมพิวเตอร์ก็คงก้าวเข้ามาถึงหรือใกล้เคียงกับจุดที่เราอยู่

ในฐานะผู้ใช้ภาษาและผู้เรียนภาษา เราต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีทำหน้าที่สื่อสารแทนเราไม่ได้ทั้งหมด และเทคโนโลยีก็มีคนเป็นจุดเริ่มต้น ภาษาไม่ใช่การพูดให้ถูกไวยากรณ์เท่านั้น แต่ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมวัฒนธรรม เป็นทั้งเครื่องมือในการสร้างและส่งต่อองค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ และก็เป็นสิ่งเหล่านั้นเองด้วย เมื่อเรามีคอมพิวเตอร์มาทำหลายอย่างแทนเราได้ ช่วยให้การพัฒนาทักษะบางด้านเกิดได้ง่ายมากขึ้นแล้ว เราก็ควรใช้โอกาสนี้ในการส่งเสริมการเรียนรู้และทำความเข้าใจสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าทักษะการใช้ภาษาพื้นฐาน นั่นคือการพิจารณาบริบทสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่การเรียนการสอนภาษาในยุคใหม่ควรให้ความสำคัญ การใช้และเรียนรู้ภาษามนุษย์ด้วยความเป็นมนุษย์ จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจกัน นำไปสู่การยอมรับความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ทั้ง “ภาษาคน” และ “ภาษาคอมพ์” ก็จะได้ทำหน้าที่ของมัน ส่งเสริมและโอบอุ้มกันและกันต่อไป

จุดสิ้นสูญของภาษา และ กระแสตีกลับเพื่อบัญญัติคำใหม่
นอกจากภาษาจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ภาษายังอาจล้มหายตายจากไปได้ด้วย โดยหลักแล้วภาษาจะตายไปต่อเมื่อไม่มีบริบทที่ต้องใช้ภาษานั้น ๆ และไม่มีผู้พูดภาษานั้น โดยเฉพาะภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือไม่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะหายไป เทคโนโลยีในปัจจุบันอาจไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการตายของภาษา แต่ก็ส่งผลกระทบบางอย่าง เพราะเทคโนโลยีทำให้คนมีความจำเป็นต้องรู้ภาษาน้อยลง อย่างไรก็ตาม หากมองอีกมุมหนึ่ง เรากลับสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยอนุรักษ์ภาษาได้ เช่น การสร้างตัวเขียนให้กับภาษาที่ยังไม่มีตัวเขียน การจัดทำพจนานุกรมหรือคลังคำศัพท์ การสร้างสื่อการเรียนการสอนภาษา เทคโนโลยีจะทำให้กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ภาษาเหล่านี้ใช้ได้ในวงที่กว้างขึ้น เป็นการสร้างคุณค่าและพื้นที่ทางสังคมให้กับภาษาเหล่านี้ และป้องกันไม่ให้เกิดการตายของภาษา ซึ่งถือเป็นการสูญเสียองค์ความรู้ของมนุษย์

หลายประเทศทั่วโลกมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลรักษาความเป็นมาตรฐานของภาษาประจำชาติหรือภาษาราชการของตนเอง เช่น ฝรั่งเศสมี L'Académie française เกาหลีมี The National Institute of Korean Language อิสราเอลมี The Academy of the Hebrew Language หน่วยงานเหล่านี้จะคอยออกกฎระเบียบการใช้ภาษา เช่น การสะกดคำ การบัญญัติศัพท์ใหม่ ไวยากรณ์ เพื่อให้เป็นมาตรฐานสำหรับผู้ใช้ภาษาในสังคม สำหรับในประเทศไทยนั้นมีสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ที่คอยทำหน้าที่ดังกล่าว ที่นอกจากจะจัดทำพจนานุกรมออนไลน์ให้ผู้ใช้สะดวกสบายมากขึ้น หรือค้นผ่านแอพพลิเคชัน Royal Society Mobile แล้ว ก็ยังมีการออก ‘พจนานุกรมคำใหม่’ ซึ่งรวบรวมคำและสำนวนที่ยังไม่ได้บรรจุอยู่ในพจนานุกรมฉบับก่อนหน้า รวมถึงคำสแลงและคำภาษาปากด้วย เช่น ชิวชิว นอย ชง เป็นต้น 

พจนานุกรมนั้นนอกจากจะช่วยให้เราสืบค้นได้ว่าภาษาในอดีตเป็นอย่างไร เรายังสามารถบันทึกภาษาในปัจจุบันไว้เพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษาค้นคว้า เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้ประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการรวบรวมคลังคำศัพท์ได้ เช่น พจนานุเกรียน (pojnanukrian.com) ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “คลังคำศัพท์สแลงและภาษาวิบัติที่ใครก็แก้ไขได้” หรืออย่างในภาษาอังกฤษก็มี Urban Dictionary (urbandictionary.com) ที่มีลักษณะเดียวกัน โดยเปิดให้คนเข้าไปให้คะแนนคำนิยามของคำใหม่ต่าง ๆ ที่นิยมหรือชอบใจได้ด้วย การใช้เทคโนโลยีในลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของมนุษย์ที่จะบันทึกความเป็นไปของภาษา ซึ่งน่าจะทำได้ละเอียดและทันต่อเวลามากขึ้น ไม่ว่าภาษาจะ “ดิ้น” ไปทางไหน ก็คงจะหลุดรอดสายตามนุษย์ไปได้ยากซะแล้ว

 

1Tom Boellstorff. 2005. The Gay Archipelago: Sexuality and Nation in Indonesia
2Robert J. Podesva. 2007. Phonation type as a stylistic variable: The use of falsetto in constructing a persona. Journal of Sociolinguistics 11(4): 478–504

ที่มาภาพเปิด : Unsplash/Jason Leung

เรื่อง : ภาวดี สายสุวรรณ