image

Business & Industrial

มองไปข้างหน้า 2050: แนวโน้มกระแสโลก (ตอนที่ 3 การเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรและภูมิอากาศ)

Published Date : 24 มิ.ย. 2563

Resource : Creative Thailand

1,427

คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อาหาร ที่ดินทำกินและพลังงาน โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งล้วนสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมหาศาล PWC ได้เผยสถิติจำนวนก๊าซคาบอนไดออกไซด์ในแต่ละประเทศทั่วโลกที่ค่ามลพิษเพิ่มขึ้นมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ก่อให้เกิดสภาวะวิกฤตในมิติด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งต่อการใช้ชีวิตของคน หรือที่เรียกว่า Climate Chage ซึ่งบัญญติโดย IPPC (Internationl Plant Protection convention) กลุ่มหน่วยงานที่ออกกฎบัตรมาเพื่อใช้ควบคุมและคุ้มครองป่าไม้และพืชไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการขนส่งระหว่างประเทศ การเปลี่ยนเปลี่ยนของอากาศนำไปสู่ระดับอุณหภูมิที่มากขึ้น ซึ่งจะแสดงให้เห็นภาวะวิกฤตจนไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบเดิมได้ คาดการณ์ว่าจะชัดเจนมากขึ้นในปี 2020 เป็นต่อไป ปรากฎการณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ภาวะเรือนก๊าซกระจก หรือวิกฤตคาร์บอนฟุตปริ้น แต่เป็นปรากฎการณ์ที่กระทบต่อโลกจนยากแก่การอาศัย หรือที่เรียกว่า Earth Overshoot Day หมายถึง วันที่โลกที่ไม่เหลือต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป ทั้งพืชพันธุ์และสัตว์ป่า ซึ่งในปี 2050 อาจเหลือความหลากหลายทางชีวิภาพในแต่ละสายพันธุ์ไม่ถึง 20 สายพันธุ์ในแต่ละวงจรจากปี  1970 ที่มีถึง 100 สายพันธุ์ต่อวงจรในระบบนิเวศ

การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด อุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่เพียงส่งผลต่อการอยู่รอดของผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แต่จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงต่อโลก The International Labour Organization หรือ ILO ระบุว่า  ภาวะโลกร้อนจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2030  คิดเป็นเงิน 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส เหนือระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม โจทย์อันท้าทายของมนุษยชาติ คือ การยับยั้งไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น ตามคำเตือนของสหประชาชาติ ภารกิจนี้จำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจากทั่วโลกอย่างจริงจัง เพราะถ้าโลกร้อนขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อไร โลกอาจถึงจุดวิกฤตหนักที่ยากจะรับมือหรือเยียวยาแก้ไข นับตั้งแต่คลื่นความร้อนจัด ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ปัญหาภัยแล้ง และปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ  นี่คือ ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ภาคนโยบายจนถึงภาคการบริโภคในระดับสเกลเล็กที่สุด 

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organisation – WMO) เปิดเผยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยทำให้สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกทวีความรุนแรง รวมถึงอากาศที่ร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับปี 2000 ทำให้ในแต่ละพื้นที่ร้อนขึ้นและเสี่ยงเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในแง่ทรัพยากรและเศรษฐกิจอย่างประเมินค่าไม่ได้  จากการคาดการณ์เพื่อวางเป้าหมายลดการปล่อยพลังงานในปี 2020 ให้ได้อย่างน้อย 14% เพื่อไม่ทำให้ในปี 2050 เป็นไปตามที่คาดการณ์ขององค์กรสหประชาชาติว่าในปีนั้นอากาศจะอุ่นขึ้นอีก 4-5 องศาเซลเซียส จะเกิดปรากฏการณ์ป่าแอมะซอนจะแห้งเเล้ง น้ำเเข็งที่กรีนแลนด์จะละลาย สายพันธุ์สัตว์กว่า 20-50% จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ไปจนถึงผู้คนกว่า 200 ล้านคนจะไม่มีที่อยู่อาศัยอย่างถาวรเนื่องด้วยระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น 

การคาดการณ์อุณหภูมิที่สูงขึ้นทั่วโลกจากปี 2010 มีหลายประเทศที่มีโอกาสประสบกับปัญหาอุณหภูมิของอากาศที่สูงขึ้น 2 องศาในปี 2030 
และเพิ่มอีก 2 องศาเป็น 4 องศาภายในปี 2050
ที่มาภาพ Climate Central. Statistic

การประชุม The United Nations’ climate conference หรือ COP 21 ในปี 2015 เพื่อกดดัน 6 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกให้คำนึงถึงเกณฑ์วัดกระดับผลกระทบจากปริมาณคาร์บอน เพื่อลดช่องว่างผลกระทบต่อระบบนิเวศอื่นโดยลงทุนกว่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อปรับระบบสาธารณูรูปทั้งมิติของทรัพยากรน้ำ ปัจจุบันมีประชากรที่ได้ผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำกว่า 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เนื่องปัญหาอุทกภัยและแห้งแล้ง จีนได้เริ่มการปฏิวัติสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่มาตั้งแต่ปี 2017 โดยมุ่งเป้าให้อุตสาหกรรมการผลิตโรงงานลดปริมาณคาร์บอน บำบัดน้ำให้หมุนเวียนกลับมาใช้ได้ โดยการสนับสนุนกฎหมาย ข้อสัญญา ภาษี ที่เข้ามาควบคุมสาพานการผลิตทั้งหมดเพื่อเยียวยาภาวะเรือนกระจกที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด โดยตั้งเป้าลดมลพิษทางน้ำและอากาศ 14 เปอร์เซ็นต์ในปี 2020 การคาดการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยบริษัท EY ว่าสถานการณ์ก๊าซเรือนกระจกนี้จะส่งผลต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเกิดขึ้นในปี 2050 มีผลต่อระดับ GDP ของประเทศทั่วโลก และคาดการณ์ได้ว่าการสูงขึ้นของอุณหภูมิจะต่อเนื่องถึง 2 องศาใน ปี 2030 และอีก 5 องศาในปี 2065 และต่อเนื่องถึงปี 2080 ในปีที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายหมด 

ทุกวันนี้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy กลายเป็นหนึ่งเครื่องมือที่ถูกหยิบยกมาใช้ในทุกระบบของภาคธุรกิจ เพื่อใช้เป็นแผนการวางระบบและพัฒนาแผนธุรกิจอย่างครบวงจร แผนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสำหรับอนาคต แต่คือเรื่องของปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญหลายประเทศทั่วโลกได้คำนึงถึงคำตอบที่นำไปสู่เป้าหมายสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น สหภาพยุโรปได้นำแผนการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อเป็นแนวทางให้แก่กลุ่มประเทศสมาชิกในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และมุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การเกิด Circular Advantage จากโมเดลทางธุรกิจที่ต้องอาศัยนวัตกรรมการผลิตที่ล้ำสมัยในทุกกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัตถุดิบอย่างชาญฉลาด  กระบวนการผลิต การกระจายสินค้าและบริการ การนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ ละการจัดการขยะและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพในทุกระบบ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ลดผล กระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจ

การให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นไปยังเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขาดเเคลนทรัพยากร เช่นเดียวกันการเติบโตของการมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สร้างให้เกิดการบริโภคแบบใหม่และการกำหนดเป้าหมายระดับมหภาค เทรนด์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องความยั่งยืน การนำกลับมาใช้ใหม่ และเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มุ่งลดการใช้วัสดุที่จับต้องได้มากขึ้น เเละลดการสร้างให้เกิดของเสียน้อยลงในระดับการบริโภคทั่วไป สิ่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงวิถีของผู้บริโภคจากวงจรปิด คือการซื้อแล้วใช้ให้เป็นการมองหาทางออกข้ามสาขา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์

ที่มา : หนังสือ “ทางรอดในโลกใบใหม่ แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 Shaping the Fourth Industrial Revolution”, โดย Klaus Schwab
หนังสือ “The World of Three Zeros”, โดย Muhammad Yunus
บทความ “World Population Prospects: The 2012 Revision”. United Nations Department for Economic and Social, เข้าถึงจาก esa.un.org
บทความ “European Commission series of cohesion reports 2019”. European Commission, เข้าถึงจาก ec.europa.eu
บทความ “Strategic Trends Programme: Global Strategic Trends - Out to 2045”. Development, “Concepts and Doctrine Centre (DCDC)”, เข้าถึงจาก economictimes.indiatimes.com
บทความ “Urban trends by world regions”, เข้าถึงจาก eea.europa.eu
บทความ “World Urbanization Prospects 2018”, เข้าถึงจาก population.un.org
บทความ “68% of the world population projected to live in urban areas by 2050, says UN”, เข้าถึงจาก un.org
บทความ “Mapping the World’s Urban Population in 2050”, เข้าถึงจาก visualcapitalist.com
บทความ “The Future of Urban Mobility 2.0”, เข้าถึงจากuitp.org
บทความ “How autonomous vehicles are driving change for smarter cities”,  เข้าถึงจาก information-age.com