image

Business & Industrial

มองไปข้างหน้า 2050: แนวโน้มกระแสโลก (ตอนที่ 2 การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมือง)

Published Date : 23 มิ.ย. 2563

Resource : Creative Thailand

1,593

การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมือง (Urbanization) หรือการพัฒนาในเขตเมือง-ชานเมือง เปลี่ยนแปลงด้านการขยายตัวออกของเมือง Urban Area หรือเขตเมือง โดย World Bank หมายถึงเขตพื้นที่ที่ทีประชาชนอยู่อาศัยไม่ต่ำกว่า 100,000 คน ในปี 1975 มีเพียง 4 เมืองในโลกเท่านั้นที่จัดว่าเป็นมหานคร (megacity) ปี 2000 เพิ่มขึ้นเป็น 18 เมือง และในปี 2015 UN ประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 22 เมืองและมีแนวโน้มจะมีมากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เพียงการรวมกลุ่มของเมืองขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงเมืองขนาดเล็กและเมืองขนาดกลางที่กระจายอยู่ทั่วโลกด้วย โดยสาเหตุของการเติบโตของพื้นที่เมืองมาจากทั้งการย้ายถิ่นเข้าสู่เมืองและการเกิดของประชากรภายในเมืองเอง ซึ่งประชากรที่อพยพเข้าสู่เมืองส่วนใหญ่มาจากชนบทโดยปรารถนาที่จะได้รับข้อได้เปรียบที่หยิบยื่นให้จากพื้นที่เมือง ข้อได้เปรียบเหล่านั้นประกอบไปด้วยโอกาสทางด้านการศึกษา การดูแลด้านสุขภาพและการบริการด้านอื่นๆ แม้ประชากรในเมืองจะมีโอกาสทางการศึกษาด้อยกว่าผู้มีฐานะดี แต่ก็ยังมีโอกาสที่ดีมากกว่าผู้คนในชนบท ด้วยปัจจัยเหล่านี้

ในปี 2050 ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นจะเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 72% จากจำนวนประชากรทั้งหมด
ที่มาภาพ:  KPMG

จากเอกสาร World Urbanization Prospects ประจำปี 2014 โดยองค์การสหประชาชาติ ได้ระบุไว้ว่า ปี 2007 ที่ผ่านมาถือเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่มีประชากรในเมืองมากกว่าประชากรชนบท โดยตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้เกิดการพัฒนาเข้าสู่ความเป็นเมืองอย่างรวดเร็วและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ทั้งนี้ในปี 2050 มีการคาดการณ์ไว้ว่า จำนวนประชากรที่อาศัยในเมืองจะมีมากขึ้น 66% ของประชากรโลกทั้งหมด ความเป็นเมืองของพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกยังคงมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค ระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ประเทศในละตินอเมริกา แต่ในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้มีอัตราการที่เติบโตเร็วกว่าในอีก 30 ปีถัดจากนี้ เมื่อวิเคราะห์สัดส่วนของความเป็นเมืองระหว่างยุโรป เอเชีย และแอฟริกา จะพบว่ายุโรปมีประชากรทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองกว่า 73% ซึ่งแตกต่างจากเอเชียและแอฟริกาที่ประชาชนอาศัยอยู่ในเขตเมืองคิดเป็น 37% ในส่วนของอัตราการพัฒนาเมือง จากอัตราการพัฒนากลุ่มประเทศและฐานอุตสาหกรรมการผลิตระบบเมือง สามารถคาดการณ์ได้ว่าในปี 2050 ภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาจะมีแนวโน้มเติบโตความเป็นเมืองในอัตราสูงถึง 64% และ 56 % ตามลำดับ ซึ่งต่างจากฝั่งยุโรปและอเมริกาที่คาดว่ามีอัตราความเป็นเมืองเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 7 % เท่านั้น

ที่มาภาพ ‘World Urbanization Prospects 2018’. UN

KPMG International Cooperation คาดการณ์จำนวนการเติบโตของผู้มีรายได้ระดับปานกลางในแต่ละทวีปในปี 2030 ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการเติบโตของจำนวนผู้มีรายได้ปานกลางในเอเชียมีโอกาสเติบโตขึ้นสูง โดยจากจำนวน 525 ล้านคนในปี  2009  สามารถทะยานขึ้นสูงถึง 3,228 ล้านคนในปี 2030 ลำดับถัดมาคือทวีปแอฟริกาจาก 181 ล้านคนในปี 2009 เพิ่มเป็น 313 ล้านคนในปี 2030 ซึ่งอาจไม่สูงเท่าจำนวนผู้มีรายได้ปานกลางในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป

การขยายตัวของเมืองมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการตั้งรับกับผลกระทบทางทรัพยากรธรรมชาติและปัญหามลภาวะทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเหล่านี้ได้มีผลต่อความตึงเครียดทางสังคมและการเมือง เพราะการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้คนในเขตเมืองอย่างรวดเร็ว มักเกิดวิกฤติการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำที่เลี่ยงไม่ได้ ประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกา และแคริบเบียนเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีแนวโน้มการเติบตัวมากที่สุด โดยเฉพาะในบราซิลและเม็กซิโก รัฐบาลจึงต้องตั้งรับกับพลเมืองภายใต้วัฒนธรรมกลุ่มที่มีความคิดต่างกันสุดขั้ว มีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวในพื้นที่ที่อยู่อาศัย ความแออัดของชุดชนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและปัญหายาเสพติดที่ตามมา ซึ่งท้าทายกับระบบการปกครองประเทศโดยรวม 

ภายในปี 2045 รายงานจากองค์กรสหประชาชาติ คาดว่าประชากรในแอฟริกาจะยิ่งยากจนและขาดแคลนทรัพยากรมากขึ้น เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศของโลก ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียกลาง แม้จะได้อิสระจากสหภาพโซเวียต แต่ยังเสี่ยงต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ อันเกิดจากการถูกคุกคามจากการเมืองภายในประเทศ ที่เกิดจากมีสถาบันการปกครองประเทศที่อ่อนแอต่อความสัมพันธ์กับประเทศผู้มีบทบาทจากภายนอก เป็นผลให้เมืองที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างฉับพลันความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงด้านอาหาร และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่วนจีนและอินเดียถือเป็นประเทศที่มีเมืองเกิดใหม่มากที่สุดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก แต่นับว่าเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วหากเปรียบเทียบในเชิงตราอัตราเร่งจากอดีต ประชากรในเมืองปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวสู่วิถีการบริโภคทั้งในรูปอาหาร พลังงาน น้ำ และผืนดิน รวมทั้งยังเปลี่ยนผลลัพธ์ของการอุปโภคบริโภคเป็นมลพิษ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองอีกด้วย ผู้คนที่อาศัยในเขตเมืองนั้นมีรูปแบบการบริโภคที่หลากหลายหากเทียบกับกลุ่มคนในชนบท อย่างการบริโภคอาหารและพลังงานจำนวนมาก 

ส่วนการขยายตัวของเมืองและสัดส่วนประชากรที่ย้ายมาอาศัยแถบชานเมืองเพิ่มมากขึ้น เป็นเหตุให้โครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะขยายตัวตาม เพื่อรองรับการดำเนินชีวิต ไม่เว้นแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศ และที่พักอาศัย จนส่งผลต่อการลงทุนสร้างระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้นกว่า 50% เพื่อเชื่อมชานเมืองโดยรอบให้เข้าถึงใจกลางของเมืองอย่างง่ายดายและไร้ข้อจำกัด แนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูเมืองถูกนำกลับมาพูดใหม่อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น เช่นแนวคิดเมืองอัดแน่น (Compact City) แนวคิดเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และแนวคิดการสร้างความสมดุลระหว่างแหล่งงานและที่อยู่อาศัย (Job and Housing Balance) เป็นต้น แม้ว่าการฟื้นฟูเมืองทั่วโลกจะทำให้หลายๆ เมืองหันกลับมาสนใจพื้นที่เมืองมากยิ่งขึ้นแต่เมืองเหล่านั้นกลับยังคงขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเมืองในอเมริกาที่พื้นที่กลางเมืองมีราคาสูงจนคนส่วนใหญ่ต้องย้ายออกไปหรือเลือกที่จะเริ่มต้นสร้างครอบครัวใหม่ในพื้นที่ชานเมือง 

อสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ชานเมืองนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงความต้องการการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่โดยในรายงานระบุว่าแม้คนกลุ่มใหม่นี้จะชอบพื้นที่กลางเมือง หลายคนเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์กลางเมืองแต่กลุ่มคนเหล่านี้ก็รักพื้นที่ชานเมืองด้วยเช่นกันโดยเฉพาะเมื่อกลุ่มคนเหล่านี้แต่งงานและไม่ต้องการให้ลูกเติบโตเมืองที่มีแต่คอนโดมิเนียมหรืออาคารสูงแต่ต้องการพื้นที่ชานเมืองที่มีคุณภาพในแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองที่ไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ในพื้นที่กลางเมืองอีกต่อไป หรือหากจำเป็นต้องอาศัยในเมือง ก็เลือกที่จะใช้ชีวิตชานเมืองและทำสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้นให้เป็นเมือง มีระบบสาธารณูปโภค การคมนาคม และความเป็นอยู่อย่างมีคุณภาพ หรือเรียกว่า UrbanBurb ที่เป็นเมืองลูกผสมไม่ได้เมืองและไม่ได้ชนบท แต่มีไลฟ์สไตล์ ซึ่งไปทำงานในแบบคนเมือง ได้แต่ไม่แออัดหนาแน่นเท่าเมือง มีการคมนาคมสัญจรที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ที่มา : หนังสือ “ทางรอดในโลกใบใหม่ แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 Shaping the Fourth Industrial Revolution”, โดย Klaus Schwab
หนังสือ “The World of Three Zeros”, โดย Muhammad Yunus
บทความ “World Population Prospects: The 2012 Revision”. United Nations Department for Economic and Social, เข้าถึงจาก  esa.un.org
บทความ “European Commission series of cohesion reports 2019”. European Commission, เข้าถึงจาก ec.europa.eu
บทความ “Strategic Trends Programme: Global Strategic Trends - Out to 2045”. Development, “Concepts and Doctrine Centre (DCDC)”, เข้าถึงจาก economictimes.indiatimes.com
บทความ “Urban trends by world regions”, เข้าถึงจาก eea.europa.eu
บทความ “World Urbanization Prospects 2018”, เข้าถึงจาก population.un.org
บทความ “68% of the world population projected to live in urban areas by 2050, says UN”, เข้าถึงจาก un.org
บทความ “Mapping the World’s Urban Population in 2050”, เข้าถึงจาก visualcapitalist.com
บทความ “The Future of Urban Mobility 2.0”, เข้าถึงจาก uitp.org
บทความ “How autonomous vehicles are driving change for smarter cities”, เข้าถึงจาก information-age.com