image

Design & Creativity

มองไปข้างหน้า 2050: แนวโน้มกระแสโลก (ตอนที่ 1 การเปลี่ยนแปลงด้านประชากร)

Published Date : 23 มิ.ย. 2563

Resource : Creative Thailand

1,976

โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาพร้อมกับความเสี่ยงและความท้าทายใหม่ ท่ามกลางประชากรโลกที่กำลังเพิ่มขึ้น สัดส่วนคนชรากลายเป็นตัวแปรหลักในการสร้างมาตรฐานสำหรับอนาคต พอๆ กับความพยายามลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัวไปในพื้นที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว ในขณะที่โลกถูกเชื่อมโยงด้วยผลลัพธ์จากโลกาภิวัฒน์ ไม่ว่าจะเป็นทุนสินทรัพย์ ทุนทางความคิด และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่เชื่อมต่อระหว่างส่วนต่างๆ ของโลกเกิดหลายแนวคิดที่ปะทะกัน (Multi-conceptual) โดยไม่จำเป็นว่าทุกคน 

ทุกประเทศจะต้องมีค่านิยมทางสังคม การปกครอง หรือหลักเศรษฐกิจในแนวทางเดียวกันเสมอไป ในขณะที่ชุดเทคโนโลยีทั้งหมดซึ่งเคยอยู่ในระบบขั้นทดลองมากว่าหลาย 10 ปี ได้พัฒนาจนปรากฎตัวสู่ตลาดพร้อมกัน จนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราเร่ง เปลี่ยนการดำเนินชีวิตของผู้คนในทุกมิติ 

Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและประธานสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum ให้ความเห็นว่า   “ตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (The Fourth Industrial Revolution) อันขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (Internet of Things) และอื่นๆ ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน การทำธุรกิจ เพิ่มบทบาทของธุรกิจบริการ ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน รัฐ และทรัพยากรต่างๆ พร้อมความท้าทายที่สำคัญที่สุดแห่งศตวรรษ นั่นคือความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมความพยายามสร้างความเป็นธรรมด้านมนุษยชนและความยั่งยืนด้านทรัพยากร 

อย่างไรก็ดี หากหันหลังแล้วยอมแพ้ให้กับผลลัพธ์ที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งเท่ากับยอมแพ้ให้กับอนาคตของอารยธรรมโลก จากหนังสือ The World of Three Zeros โดย Muhammad Yunus ให้เหตุผลว่าทำไมจึงต้องมองโลกในแง่ดีภายใต้ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในน้ำมือโลกาภิวัฒน์ คำตอบนั่นเพราะปัญหาทั้งหลายเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ การแก้ปัญหาให้ลุล่วงย่อมเกิดขึ้นด้วยมนุษย์ด้วยเช่นกัน การแก้ปัญหานี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงความคิดที่ส่งผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของโลก  เช่นเดียวกับ “เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ” (Millennium Development Goals) หรือ “เอ็มดีจี” (MDGs) ที่พัฒนาเป้าหมายโลกผ่านกระบวนการวิจัย ผ่านผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค ผู้กำหนดนโยบาย และบรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมจากนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวแทนของชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ชายหรือหญิง หนุ่มสาวหรือสูงวัย ตัวแทนจากทุกเชื้อชาติ ทุกวัฒนธรรม และทุกความเชื่อ ร่วมกันรวบรวมเป้าหมายสูงสุด 17 ประการ และเป้าประสงค์อีก 169 ข้อ ซึ่งปรับแต่งไว้อยู่ในรูปแบบเชิงปริมาณ เพื่อสามารถกำหนด ติดตาม และวัดความรุดหน้าได้อย่างชัดเจน  ซึ่งวัตถุประสงค์โดยรวมทั้ง 17 ประการ จะต้องวัดผลและรุดหน้าได้อย่างชัดเจนภายในปี 2030 ที่จะกลายเป็นกรอบสะท้อนความจริงด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นตัวกำหนดชีวิตบนโลกในอนาคต ความยั่งยืนที่ปรากฏภายใต้ชื่อ เอสดีจี (SDGs) ให้ความหมายถึงทุกการกระทำของมนุษย์ ตั้งแต่การก่อสร้างสาธารณูปโภค การสร้างเมือง อุตสาหกรรมใหม่ การพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมทังหมาย ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ไปจนถึงวิธีการเลือกใช้งานทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงประชากร การผลิตและการบริโภคพลังงาน การแบ่งปันความมั่งคั่งที่ผลิตขึ้นด้วยกิจกรรมต่างๆ ในสังคม ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความหวังและความต้องการของคนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต

Mega trend หรือมุมมองในอนาคต ถือเป็นแก่นหลักที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการมองแนวโน้มอนาคตเนื่องจากเป็นผลพวงจากข้อมูลเชิงบทวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ นักมนุษยศาสตร์ และนักวิจัยที่ได้สำรวจและทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในบริบทของโลกอันมีผลสะท้อนไปยังภาคธุรกิจ ภาคบริการ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในช่วงปี 2020 - 2050 รายงานแนวโน้มจากกลุ่มองค์กรภาครัฐและเอกชนหลายสำนัก ได้มีการคาดการณ์ประเด็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อสถานการณ์โลกไว้ ความเข้าใจโลกจึงมีส่วนในการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคของเราเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงด้านประชากร (Demographic Shift)
การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ของประชากรเกิดขึ้นตามตัวแปรขนาด เชื้อชาติ การเกิดขึ้นของชนกลุ่มน้อย หรือชาติพันธุ์ใหม่ๆ อัตราการเกิดและตาย ตลอดจนการกระจายทางภูมิศาสตร์ อายุและรายได้ รายงาน The World Population Prospects ปี 2019 โดยฝ่ายเศรษฐกิจและกิจการสังคมของสหประชาชาติ (UN) คาดการณ์ว่าจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 9.7 พันล้านคนภายในปี 2050 และอาจเพิ่มสูงเกือบ 1.1 หมื่นล้านคนในช่วงปี 2100 ถึงแม้อัตราการเกิดจะลดน้อยลงหากเทียบกับช่วงศตวรรษที่ 19 แต่เนื่องจากสัดส่วนของอายุประชากรที่ยืนยาวขึ้นจึงทำให้จำนวนประชากรโลกขยายตัว โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและประเทศในเครือสหภาพยุโรป ต่างประสบกับภาวะอัตราเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ แปลผันตรงกันข้ามกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ คาดการณ์ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรในอินเดีย ไนจีเรีย ปากีสถาน คองโก เอธิโอเปีย แทนซาเนีย อินโดนีเซีย อียิปต์ และสหรัฐอเมริกา จะเพิ่มสูงขึ้น คาดราวปี 2027 ในขณะที่อินเดียเตรียมแซงหน้าจีนขึ้นครองบัลลังก์แชมป์ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก

สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของมวลประชากรโลกมีผลจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ หลายประเทศที่กำลังพัฒนาทวีปแอฟริกาใต้ โรคติดต่อต่างๆ สามารถรักษาและยับยั้งการระบาดได้ทันท่วงที ความเสี่ยงในเด็กทารกและมารดาหลังคลอดลดน้อยลงจากนวัตกรรมด้านพันธุกรรมควบคุมภาวะแทรกในครรภ์ สำหรับในประเทศที่พัฒนาแล้วเทคโนโลยีด้านการแพทย์ยังคงมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของประชากรไม่มากนัก ซึ่งรายงาน The World Population Prospects จากสหประชาชาติ (UN) คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 จำนวนการเติบโตของประชากรจะอยู่ที่ 1.3 พันล้านคน ต่างจากประเทศที่กำลังพัฒนาที่อาจเพิ่มขึ้น 97% หากเทียบจำนวนประชากรโลกทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาคทวีปแอฟริกาสัดส่วน 49% และอีก 38% คือสัดส่วนของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก 

ในส่วนของประเทศที่ยังไม่พัฒนา การขยายตัวของจำนวนประชากรอาจดูเหมือนการขยายความยากจนเดิมที่มีอยู่ ซึ่งมีผลต่อความท้าทายสำหรับการบริการสาธารณะและการลดความเลื่อมล้ำในระยะยาว อย่างด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ และด้านสุขาภิบาล เว้นแต่จะพัฒนาเศรษฐกิจแบบคู่ขนานอย่างการพัฒนาด้านทรัพยากรหายากเพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อความต้องการของพลเมือง ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วกลับมองว่าอัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติรวมถึงการใช้ชีวิตของผู้คน และสิ่งที่กลายเป็นประเด็นสำคัญตกอยู่ที่การให้ความสำคัญของสถานภาพเพศหญิงต่อบริบทสังคม อย่างการยอมรับบทบาทของผู้หญิง รวมถึงการให้สิทธิของผู้หญิงในการเคลื่อนไหวสตรีนิยม (Faminist movement) ที่จะกลายเป็น "ฟันเฟือง" สำคัญ เพื่อแสดงภาพลักษณ์และทัศนคติของการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

การเติบโตของจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา สัดส่วนของอัตราการเกิดเป็นส่วนสำคัญในการปรับตัวของภาคสังคมและเศรษฐกิจ 
ในขณะที่ประชากรฝั่งเอเชีย มีการอัตราเพิ่มของจำนวนประชากร ซึ่งมาจากการขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุเป็นหลัก
ที่มาภาพ : “World Prospects 2019”,United Nations Department of Economic and Social Affairs, Population Division

โดยเฉพาะฝั่งประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Newly-industrialising country) ซึ่งหมายถึงประเทศที่มีสถานะทางเศรษฐกิจยังไม่เทียบเท่ากับประเทศพัฒนาแล้ว แต่ถือว่ามีสถานะดีกว่าประเทศใกล้เคียงในทางเศรษฐกิจ โดยมีตัวบ่งชี้ที่สำคัญคือ การพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมในระยะแรกเริ่มและมีการพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้ในบางประเทศมีการอพยพของประชากรจากชนบทหรือภาคเกษตรกรรมเข้าสู่เมืองใหญ่ ซึ่งประเทศเหล่านี้ที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย มีสถิติการเสียชีวิตลดลงหากเทียบกับเกณฑ์อายุ เช่นเดียวกับสัดส่วนการเกิดที่ลดลงเห็นได้ชัดจากช่วงปี 1950 - 2010 ที่ผ่านมา ทำให้จำนวนประชากรลดลงไปครึ่งหนึ่งจากสัดส่วนประชากรต่อปีที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเทียบกับว่าผู้หญิงจำนวน 100 คน จะมีเพียง 50 คนเท่านั้นที่อยากมีบุตรหรือต้องการวางแผนครอบครัวเรื่องบุตร มีผลต่อจำนวนพลเมืองที่เข้าสู่อุตสาหกรรมแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อัตราการเกิดในภาพรวมของโลกตั้งแต่ปี 1950 ถึง 2015 ลดลงในสัดส่วนครึ่งหนึ่ง จากอัตราการเติบโตที่ 5.0 ขยับลดลงเป็น 2.5 ซึ่งเห็นผลที่ชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2010
และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2100 อย่างไรก็ดี กราฟจำนวนผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้น และมีผลต่อการเติบตัวของจำนวนประชากรโลกแบบชัดเจนตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป
ที่มาภาพ : “World Prospects 2019”,United Nations Department of Economic and Social Affairs, Population Division

การลดลงของจำนวนประชากรเกิดใหม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยคาดการณ์ได้ว่าบางประเทศทางฝั่งเอเชียนี้จะมีแนวโน้มความไม่สมดุลเรื่องเพศชายและเพศหญิงอย่างชัดเจนภายในปี 2045 อย่างเช่น จีน ที่นโยบายลูกคนเดียวกลับสร้างปัญหาในระยะยาว อย่างปัญหาการไม่สมดุลเรื่องเพศพลเมือง และช่องว่างทางเพศสูง ซึ่งส่งผลต่อแนวคิดและทัศนคติต่อการมีบุตร และแต่งงานที่ช้าลง ปริมาณความสมดุลด้านอายุและเพศ ยังกลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองไปจนถึงความตึงเครียดทางสังคม โดยเฉพาะในประเทศตะวันออกกลาง เอเชียกลาง แอฟริกาใต้ เป็นแหล่งพักพิงแห่งใหม่สำหรับคนหนุ่มสาวที่ต้องการแสดงออกทางความคิดในแบบฉบับสำหรับคนรุ่นใหม่และเชื่อว่าผลจากการอพยพหรือย้ายถิ่นฐานของพลเมืองโลกจะเป็นส่วนสำคัญที่จะวางระเบียบและนโยบายสำหรับพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต
จำนวนประชากรย้ายถิ่นฐานมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2005 จากจำนวน 191 ล้านคน เป็นจำนวน 232  ล้านคนในปี 2019 หลายประเทศมีการกำหนดระเบียบการจัดการกับจำนวนประชากร เพื่อวางแผนการเชื่อมสัมพันธ์ของพลเมืองท้องถิ่นกับผู้ย้ายถิ่น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะขยายตัวในระดับที่มีผลต่อการเติบโตของนโยบายประเทศในปี 2045 อย่างเช่นประเด็นด้านแรงงาน และข้อกำหนดการอนุญาติทำงานของคนต่างถิ่นที่มุ่งสู่การหาข้อสรุปเกี่ยวกับทักษะที่สมเหตุสมผลกับสถานะแรงงานและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งปัญหาที่มักพบเจอตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมา คือผู้คนจำนวนเกือบล้านคนถูกจับกุมเนื่องจากไม่สามารถจ่ายค่าภาษีบุคคลต่างด้าวในอัตราสูงต่อปีได้ พบว่าสถิติในช่วงปี 2010-2050 จำนวนผู้อพยพที่ย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว จำนวนประมาณ 96 ล้านคน พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการคลอดบุตรในประเทศที่อพยพไปจำนวนราว 33 ล้านคน ในจำนวนนั้นคือผู้อพยพชาวบังกลาเทศ จีน อินเดีย และเม็กซิโก ซึ่งอพยพไปยังสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ส่งผลให้ปริมาณประชากรผู้ตัดสินใจอพยพไปยังประเทศเหล่านี้ลดน้อยลง ด้วยเหตุผลด้านจารีตประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศกับชนกลุ่มน้อย เช่นเดียวกับทางฝั่งเอเชีย อย่างญี่ปุ่นที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับค่านิยมชาตินิยม ซึ่งมีผลต่อแนวคิดพลเมืองชั้นสองที่เรียกว่าไกจิน (ใช้เรียกชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานหรืออาศัยในญี่ปุ่น) ซึ่งจะถูกเรียกในช่วงระยะเวลาใน 2-3 ปีแรก หากสามารถปรับตัวให้เข้ากับภาษาและวัฒนธรรมที่แข็งแรงของญี่ปุ่นได้ จะกลายเป็นที่ยอมรับด้านการงานและการเข้าสังคม แต่การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรของโลกที่หลอมรวมวัฒนธรรมและความซับซ้อนของเชื้อชาติได้กลายเป็นความท้าทายของญี่ปุ่นที่จะมาทำลายกำแพงค่านิยมประเทศ ในขณะที่เทคโนโลยีการสื่อสารก็เป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมต่อกับประเทศบ้านเกิด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือประเด็นหนึ่งที่ทำความเสี่ยงที่จะถูกแทรกแซงจากรัฐบาลของประเทศบ้านเกิดและประเทศเจ้าภาพ

จากแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงด้านประชากรส่งผลต่อบทบาทของภาครัฐและเอกชนที่จะออกแรงรับมือกับความท้าทายค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการสร้างโอกาสในกฎระเบียบและข้อกฎหมาย โดยนิยามตัวตนตามอายุ เพศ และสัญชาติให้น้อยลง เพื่อจัดการกับความซับซ้อนและความต้องการที่ต่างกันของจำนวนประชากรที่เปลี่ยนแปลง การปรับตัวที่มากขึ้นในฐานะผู้ให้บริการ อาจนำมาซึ่งความปลอดภัยสำหรับการจ้างงาน หรือตกเป็นภาระความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะกำหนดขอบเขตการควบคุมและบริหารคนในแนวโน้มที่แตกต่างกันไปภายใต้ตัวแปรด้านตามความมั่นคงและรูปแบบการปกครองประเทศ

ที่มา :
หนังสือ “ทางรอดในโลกใบใหม่ แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 Shaping the Fourth Industrial Revolution”, โดย Klaus Schwab
หนังสือ “The World of Three Zeros”, โดย Muhammad Yunus
บทความ “World Population Prospects: The 2012 Revision”. United Nations Department for Economic and Social, เข้าถึงจาก esa.un.org/
บทความ “European Commission series of cohesion reports 2019”. European Commission, เข้าถึงจาก ec.europa.eu
บทความ “Strategic Trends Programme: Global Strategic Trends - Out to 2045”. Development, “Concepts and Doctrine Centre (DCDC)”, เข้าถึงจาก economictimes.indiatimes.com
บทความ “Urban trends by world regions”, เข้าถึงจาก eea.europa.eu
บทความ “World Urbanization Prospects 2018”, เข้าถึงจาก population.un.org
บทความ “68% of the world population projected to live in urban areas by 2050, says UN”, เข้าถึงจาก un.org
บทความ “Mapping the World’s Urban Population in 2050”, เข้าถึงจาก visualcapitalist.com
บทความ “The Future of Urban Mobility 2.0”, เข้าถึงจาก uitp.org
บทความ “How autonomous vehicles are driving change for smarter cities”,  เข้าถึงจาก information-age.com