image

Business & Industrial

มองไปข้างหน้า 2050: พลังจากการเติบโตของชนชั้นกลาง (Middle class growth)

Published Date : 9 ก.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

4,081

การเติบโตของพื้นที่เมือง ซึ่งมาจากการย้ายถิ่นเข้าสู่เมือง เพื่อโอกาสทางด้านการศึกษา การดูแลด้านสุขภาพ และการบริการด้านอื่นๆ ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ข้อมูลจากเอกสาร World Urbanization Prospects โดยองค์กรสหประชาชาติได้ระบุไว้ว่า ในปี 2050 มีการคาดการณ์ไว้ว่า จำนวนประชากรที่อาศัยในเมืองจะมีมากขึ้น 66% ของประชากรโลกทั้งหมด ความเป็นเมืองของพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกยังคงมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค ระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ประเทศในละตินอเมริกา แต่ในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้มีอัตราการที่เติบโตเร็วกว่าในอีก 30 ปีถัดจากนี้ เมื่อวิเคราะห์สัดส่วนของความเป็นเมืองระหว่างยุโรป เอเชีย และแอฟริกา จะพบว่ายุโรปมีประชากรทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองกว่า 73% ซึ่งแตกต่างจากเอเชียและแอฟริกาที่ประชาชนอาศัยอยู่ในเขตเมืองคิดเป็น 37% ในส่วนของอัตราการพัฒนาเมือง จากอัตราการพัฒนากลุ่มประเทศและฐานอุตสาหกรรมการผลิตระบบเมือง 

บริษัท PWC คาดการณ์ได้ว่าในปี 2050 ภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาจะมีแนวโน้มเติบโตความเป็นเมืองในอัตราสูงถึง 64% และ 56% ตามลำดับ ซึ่งต่างจากฝั่งยุโรปและอเมริกาที่คาดว่ามีอัตราความเป็นเมืองเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 7% เท่านั้น เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีระดับความเป็นเมืองที่สูงอยู่แล้ว ซึ่งเป็นที่มาของภาพรวมโลกในปี 2050 ถึงเวลาของประเทศที่มีความเป็นเมืองเพิ่มขึ้นจะมีประชากรชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นตาม เช่น จีน บราซิล อิหร่าน และเม็กซิโก ที่จะมีอัตราการเติบโตความเป็นเมืองเพิ่มขึ้นสูงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จากปัจจัยสนับสนุนภายในของแต่ละประเทศเป็นแรงผลักดัน โดยเฉพาะจีนและอินเดียจะมีประชากรที่มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการอุปโภคบริโภคเชิงคุณภาพของชนชั้นกลาง โดยโครงสร้างเศรษฐกิจจะเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคการบริโภคและบริการมากขึ้น 
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มประเทศกำลังโตใหม่อย่าง บังกลาเทศ อียิปต์ อินโดนีเซีย อิหร่าน เม็กซิโก ไนจีเรีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ตุรกี และเวียดนาม ซึ่ง Goldman Sacks คาดการณ์ว่าจะมีกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ (New Middle Class) เกิดขึ้นจำนวนมากและจะเป็นแหล่งกำลังแรงงานแหล่งใหม่ของโลก จากข้อมูลของสถาบัน Brookings คาดการณ์ว่านับจากปี 2009 ถึงปี 2030 จำนวนชนชั้นกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 1.845 พันล้านคน เป็น 4.884 พันล้านคน เพิ่มขึ้น 165% โดยมีสัดส่วนชนชั้นกลางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 28% เป็น 66% ทั้งนี้ เอเชียแปซิฟิกเป็นเพียงภูมิภาคเดียวของโลกที่จะมีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนชนชั้นกลางมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น)

ประเทศจีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และตุรกี จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ต่อปี จะทำให้ขนาดเศรษฐกิจ
มีสัดส่วนเพิ่มสูงถึงร้อยละ 50 ของเศรษฐกิจโลก ขณะที่กลุ่มประเทศ G7 (Group of Seven) ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี 
สหราชอาณาจักร และแคนาดา เศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 1.6 ต่อปี ทำให้มีสัดส่วนลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20 ของเศรษฐกิจโลก
ที่มาภาพ: ‘PxC analysis for projections to 2050’. IMF

จีนจะเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะจากชนชั้นกลางที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง ถือเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม บทวิเคราะห์จาก Mackensey ในปี 2019 ชี้ว่าชนชั้นกลางจีนจะทะลุ 550 ล้านคนใน 3 ปี มากกว่าประชากรสหรัฐในวันนี้กว่า 1.5 เท่า ถือเป็นผู้บริโภคทรงพลังที่บริษัททั้งหลายมองข้ามไม่ได้ โดยผู้บริโภคจีนได้กระจายตลาดในแบรนด์สินค้าสำหรับชนชั้นกลางเป็นมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ เช่น สินค้า Apple, Starbuck, KFC และยอดความสำเร็จของบริษัทสตรีมมิ่ง Netflix ที่ดึงดูดสมาชิกกว่า 100 ล้านคนได้จากประเทศเดียว ขณะที่อินเดีย แม้จะอยู่ในระดับประเทศผู้รายได้ปานกลาง โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อปี 1,670 เหรียญสหรัฐฯต่อคนเท่านั้นในปี แต่ในแง่การเติบโตและศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ อินเดียถือว่าอยู่ในระดับเฉลี่ยสูง 7.8 ต่อปี นับว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยจำนวนประชากรราว 1,300 ล้านคน และอาจแซงหน้าจีนภายในปี 2025 โดยรายงานจาก  Boston Consulting Group คาดการณ์ว่าชนชั้นกลางในอินเดียเพิ่มขึ้นจากอัตราการเกิดที่กระจายตัวในหลายประเทศกำลังพัฒนาทุกภูมิภาคของโลก 

ในมุมการเติบโตของชนชั้นกลางในอาเซียน คาดการณ์ได้ว่าภายในปี 2025 จะมีจำนวนประชากรชนชั้นกลางจำนวน 350 ล้านคน ซึ่งมีรายได้ต่อครัวเรือนอยู่ที่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเทคโนโลยีทำให้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นอกรอบตัวเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มที่และสามารถใช้จ่ายผ่านมือถือสูงถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่โลจิสติกส์บนอีคอมเมิร์ซ จะเติบโตขึ้นถึง 7.5 – 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ 

ผู้บริโภคชาวจีนในปัจจุบันให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพเป็นอันดับแรก รองลงมาคือการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งและที่อยู่อาศัย ตามลำดับ
ที่มาภาพ: Euromonitor International from national statistics

การเชื่อมต่อกันในโลกดิจิทัลนี้ทำให้ผู้คนมีพลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นพลังของการเลือกสรรซึ่งต่างก็แสดงออกในวิธีที่แตกต่างกันออกไป อย่างชนชั้นกลางจีนเน้นคุณภาพสินค้า ชอบของที่มีแบรนด์ กลุ่มชนชั้นกลางเพิ่งก้าวข้ามความยากจน มีความต้องการสูงที่จะซื้อของที่มีคุณภาพดี โดยเฉพาะของที่เป็นสินค้าแบรนด์เนมที่เป็นที่รู้จักดีในสังคมเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น อีกทั้งผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อฐานะทางสังคม จึงสนใจที่จะซื้อของแบรนด์เนมมาช่วยยกระดับฐานะทางสังคม โดยในรายงานชี้ว่ากลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางมีความต้องการที่จะซื้อสินค้าระดับสูงมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้สูง และสินค้าที่ด้อยคุณภาพไม่สอดคล้องความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้อีกต่อไป กระทั่งภายในปี 2030 จีนจะมีประชากรสูงวัยจำนวน 345 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบกับปี 2013 นั่นหมายถึงโอกาสดีสำหรับสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนี้ เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ บริการสำหรับผู้สูงวัย การใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการในกลุ่มนี้จะมีการเติบโตมากกว่าสินค้าและบริการในกลุ่มอื่นๆ ตลอดจนธุรกิจโรงพยาบาลในจีนเองไม่สามารถให้บริการตอบโจทย์ความต้องการได้เพียงพอ ผู้ป่วยชาวจีนที่มีรายได้สูง ต่างยินดีจะเดินทางออกไปรับบริการด้านการแพทย์ในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์และอังกฤษ มากขึ้นเรื่อยๆ 

ขณะที่ชนชั้นกลางรุ่นใหม่ในกลุ่มประเทศกำลังโตใหม่ อย่าง บังกลาเทศ อียิปต์ อินโดนีเซีย อิหร่าน เม็กซิโก ไนจีเรีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ตุรกี และเวียดนาม มักสนใจทดลองสินค้าใหม่ ชอบสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะที่เป็นแฟชั่น ผู้บริโภคกลุ่มนี้นอกจากเน้นคุณภาพสินค้าแล้วยังให้ความสำคัญกับการให้บริการลูกค้า การให้บริการหลังการซื้อขายสินค้า และถึงแม้จะมีกำลังซื้อมากแต่ก็มักศึกษาหรือเลือกซื้อของที่คุ้มค่าที่สุด ไปจนถึงการเลือกจับจ่ายซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ E – Commerce รูปแบบใหม่อย่าง B2C และ C2C เนื่องจากสินค้าที่วางขายในเครือข่ายมักมีราคาต่ำหน้าร้าน ถือว่าชนชั้นกลางกลุ่มใหม่เข้าถึงเศรษฐกิจผ่านการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ และโลจิสติกส์ที่มากยิ่งขึ้น และยังใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อการพัฒนาและเติบโตในหลายๆ มิติ 

กลุ่มชนชั้นกลางมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายด้านการบริโภค การมีกำลังซื้อหรือความสามารถในการใช้จ่ายมากขึ้น มีส่วนในการส่งเสริมการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้รายได้ของรัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลประโยชน์จากผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่ผ่านภาษีที่จัดเก็บได้ที่มีผลโดยตรงต่อวงจรแห่งความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจ 

ที่มา : บทความ “Stronger Economic Growth Will Drive Latin America’s Middle Class Expansion”, จาก blog.euromonitor.com