image

Business & Industrial

การปรับตัวของยานยนต์ส่วนตัว (Personal Transport)

Published Date : 9 ก.ย. 2563

Resource : Creative Thailand

1,422

ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ ยานยนต์ไร้คนขับ คือหนึ่งในแนวโน้มสำคัญ ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการขับเคลื่อนที่เรียกว่า Automated Driving Systems หรือ ADSs ขณะนี้มีเทคโนโลยีระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ Advanced Driver Assistance Systems หรือ ADAS เป็นเครื่องมือควบคุมการขับขี่ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของเครื่องบิน โดยระบบ ADAS มีส่วนประกอบ เช่น ระบบควบคุมการขับขี่อัตโนมัติ ระบบหลีกเลี่ยงการชน ระบบช่วยจอด ระบบคุมการขับขี่ในช่องทางจราจร และบรรดาเซนเซอร์ต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่รอบรถเพื่อตรวจสอบวัตถุในระยะไกลและใกล้ เป็นต้น โดยองค์กรบริหารความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐอเมริกา (National Highway Traffic Safety Administration – NHTSA) ได้แบ่งระดับการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ 5 ระดับ 

ระดับที่ 1 (Driver Assistance) เริ่มต้นจาก รถยนต์ที่ยังถูกควบคุมโดยมนุษย์ แต่มีบางฟังก์ชันที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ อย่างการบังคับทิศทางหรือเร่งเครื่อง 

ระดับที่ 2 (Occasional Self-Driving) การบังคับทิศทางหรือการเร่งเครื่องอย่างใดอย่างหนึ่งถูกทำโดยระบบอัตโนมัติซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องใช้ทั้งแขนและขาพร้อมกัน 

ระดับที่ 3 (Limited Self-Driving) รถยนต์ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติแต่ต้องมีผู้ขับขี่คอยเฝ้าระวังในกรณีที่ต้องการความปลอดภัยสูง 

ระดับที่ 4 (Semi-autonomous Car) ซึ่งบริษัท Mckinsey ที่ปรึกษาด้านธุรกิจชั้นนำของได้โลกคาดการณ์ว่ารถยนต์ขับเคลื่อนกึ่งอัตโนมัติ จะเริ่มออกจากสนามทดสอบมาสู่ถนนจริงประมาณปี 2020-2022 ซึ่งแม้จะขับเคลื่อนได้เอง แต่ก็ยังต้องพึ่งการตัดสินใจและการควบคุมของผู้ขับในกรณีฉุกเฉิน 

ระดับที่ 5 (Full-autonomous Car หรือ Full Self-Driving ) รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบนั้นใช้เวลาพัฒนานานกว่ามากจึงจะทำงานเทียบเท่ากับมนุษย์และตัดสินใจเองได้อย่างสมบูรณ์ในทุกสถานการณ์เทียบเท่ามนุษย์ สามารถจัดการควบคุมและตัดสินใจในเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ในระดับนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีคนขับอีกต่อไป คาดว่าอย่างเร็วสุดคือภายในปี 2030  

การปฏิวัติเงียบบนท้องถนนทั่วโลก
World Economic Forum ประเมินว่าปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การปฏิวัติเงียบ" บนท้องถนนทั่วโลก นอกจากรถยนต์พลังไฟฟ้าจะแพร่หลายขึ้นมาก ภายในปี 2025 รถไร้คนขับจะมีจำนวน 2% ของยานพาหนะบนถนนในเมืองใหญ่ของโลก และเพิ่มเป็น 8% ในปี 2030 หรือหากรัฐบาลปรับตัวได้เร็ว จำนวนรถไร้คนขับอาจเพิ่มเป็น 30% ได้ภายในปี 2030 และสิ่งที่ตามมาก็คือระบบขนส่งมวลชนไร้คนขับจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสะดวก ปลอดภัย และราคาถูกสำหรับการสัญจรในเมืองใหญ่ เช่นในเบอร์ลิน รถแท็กซี่หรือรถเมล์ไร้คนขับ อาจกลายเป็นทางเลือกในการสัญจรของผู้โดยสารกว่า 60% ในเมือง โดยรายงานสถิติจากสำนักข่าว Router ระบุว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2019 มีผลสำรวจพบว่าชาวอเมริกันจำนวน 40% มีแนวโน้มที่จะซื้อรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในอนาคต โดยสำรวจจากชาวอเมริกันที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,040 คน อีกทั้งยังได้รับเสียงตอบรับจากผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลมากที่สุดในสินค้ายานต์ยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จากผลการสำรวจนี้ ยังระบุอีกว่า แนวโน้มของผู้ขับขี่ในสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนรถยนต์ไร้คนขับเพิ่มขึ้นกว่า 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยผู้ซื้อรถในอเมริกาจำนวนมากมักจะสอบถามถึงระบบตัวช่วยอย่างคุณสมบัติขับเคลื่อนกึ่งอัตโนมัติ (self-driving features) หรือรถที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เนตได้เป็นจำนวนมากแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับดูเหมือนจะได้รับความสนใจไปทั่วโลก ไม่ได้อยู่แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ยักษ์ใหญ่จากยุโรปอย่างอังกฤษได้ประกาศทดสอบรถขนส่งไร้คนขับที่พัฒนาเองเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2014 หลังจากที่บริษัทกูเกิลเคยได้พัฒนารถยนต์ไร้คนขับมาก่อนในปี 2009 อังกฤษได้พัฒนานวัตกรรมประเภทนี้อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็สามารถได้สนับสนุนจากภาครัฐโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ได้ให้บริษัทสัญชาติอังกฤษเริ่มพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ (Driverless Car) หรือ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ  (Self-Driving Car) และถูกผลักให้ขยายตัวขึ้นในด้านเศรษฐกิจ โดยออกกฎหมายที่ยินยอมให้รถยนต์ไร้คนขับสามารถวิ่งบนถนนได้ หลังจากที่นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดสามารถผลิตรถยนต์ไร้คนขับได้ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ารถยนต์ไร้คนขับของกูเกิล เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกาที่ปัจจุบั มีหลายรัฐที่ออกกฎหมายรองรับการใช้งานรถยนต์ไร้คนขับร่วมกับรถยนต์ปกติ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย มิชิแกน ฟลอริด้า และดีซี 

สถิติจาก KPMG ปี 2018 ระบุว่าเนเธอร์แลนด์คือประเทศอันดับหนึ่งที่ใช้งานยานยนต์ไร้คนขับ และขณะที่สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 2
ที่มาภาพ ‘Autonomous Vehicles Readiness Index’. KPMG

ในปี 2018 เนเธอร์แลนด์ คือ ประเทศที่เปิดรับและพัฒนายานยนต์ไร้คนขับเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยให้พัฒนาทั้งในรูปแบบยานยนต์ส่วนตัว ยานยนต์ส่งของ และรถบรรทุกไร้คนขับจำนวนกว่า 100 คัน มาใช้ขนส่งในเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้าไปยังเมืองต่างๆ ในขณะที่สิงคโปร์เป็นประเทศแรกในฝั่งอาเซียนที่มีแนวโน้มในการใช้รถยนต์ไร้คนขับ โดยเริ่มพัฒนาและทดสอบรถไร้คนขับที่ Nanyang Technological University (NTU) พร้อมกับประกาศสามเขตแรกในประเทศที่จะเริ่มเดินรถโดยสารไร้คนขับจริงบนท้องถนน ได้แก่ Punggol, Tengah, และ Jurong Innovation District (JID) โดยจะเริ่มให้บริการภายในปี 2022  และยังพัฒนารถไร้คนขับในลักษณะของการให้บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะเริ่มให้บริการเฉพาะช่วงเวลาที่ผู้ใช้บริการน้อยก่อน และบริการรถไร้คนขับนี้จะมาพร้อมฟีเจอร์เรียกรถตามการใช้งานจริงได้ ซึ่งจากผลสำรวจของ KPMG วิเคราะห์ว่าแนวโน้มที่จะทำให้ประชากรเลือกซื้อหรือใช้บริการยานยนต์ไร้คนขับขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านนโยบายและกฎหมายของรัฐเป็นหลัก รองลงมาคือการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่เอื้ออำนวยต่อการขับขี่ และการเปิดใจยอมรับของผู้บริโภคด้วยเหตุผลตามบริบทพื้นที่ อย่างการทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนได้ตามกฎจราจร การสัญจรสะดวก การจราจรไม่ติดขัด สร้างความปลอดภัยได้มากกว่า หรือเอื้อความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุและคนพิการได้

ขณะที่แนวโน้มยานยนต์ระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น และอาจมีผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์ประเภทนี้ทะยานสูงถึง 82 ล้านคนในยานพาหนะประเภทไร้คนขับระดับ 4 และ 5 ภายในปี 2030 ขณะเดียวกันประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมก็กลับเป็นที่สนใจในระดับสูงเช่นกัน การลดภาวะโรคร้อนและปัญหามลภาวะ 
ทำให้จำนวนการเติบโตของตลาด E-Mobility เข้ามามีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงกับแนวโน้มนี้

ความแรงของรถยนตร์ไฟฟ้า
ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นแรงผลักดันต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้า คือ ตัวแปรเรื่องราคาแบตเตอรี่ที่ถูกลง สมรรถนะและราคาของรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันได้กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง นโยบายส่งเสริมของภาครัฐ รวมถึงกระแสการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้าและระยะเวลาในการชาร์จไฟ เป็นต้น รายงานจากเว็บไซต์ Consultancy.eu  คาดการณ์ว่า ใน 20 ปีข้างหน้า การเติบโตของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะมีแนวโน้มขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง 17% ถึง 26% ต่อปี ซึ่งภายในปี 2040 อาจจะมีรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกกว่า 150 ถึง 550 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วน 31% ถึง 55% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด

สัดส่วนของรถพลังไฟฟ้ายังถือว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในภาพรวม แต่ไออีเอประเมินว่าเทรนด์ของรถพลังไฟฟ้า
กำลังเติบโตต่อเนื่องในบางประเทศ อาทิ นอร์เวย์ที่มีจำนวนรถเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ตามมาด้วยสวีเดนและเนเธอร์แลนด์ 
ในขณะที่สัดส่วนการถือครองรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวตกเป็นของจีนในจำนวน 1 ล้านกว่าคัน
ที่มาภาพ ACEA, CAAM, InsiderEVs, KAIDA

จากรายงานโดยหน่วยงานด้านพลังงาน International Energy Agency พบว่าในปี 2017 ผู้บริโภคทั่วโลกใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น ประมาณ 3.1 ล้านคัน นับรวมรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก หรือปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-in Hybrid Vehicle: PHEV) และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Car) ด้วย จีนกลายเป็นตลาดอีวีที่ใหญ่ที่สุดในปีเดียวกัน กินส่วนแบ่งในตลาดเกินครึ่งหนึ่งของยอดขายทั่วโลก และมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงปักกิ่งได้กลายเป็นมหานครแห่งรถยนต์และระบบขนส่งที่ใช้พลังงานไฟฟ้าไปแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลจีนได้ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์อีวีและไฮบริดภายใน 10 ปี เพื่อรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง หนึ่งในนโยบายที่เป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ คือ การกำหนดเพดานในการลดและจัดสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยบริษัทผลิตหรือนำเข้ารถยนต์ในจีนจะต้องมีผลิตภัณฑ์รถยนต์ที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น รถอีวี ในสัดส่วน 12% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2020

โดยปัจจุบันประชากรในยุโรปได้มีการใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ไฟฟ้า กันอย่างแพร่หลายจนแทบกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน หลายบริษัทยานต์ยนต์ไฟฟ้าจึงมีการพัฒนาสินค้าที่สอดคล้องกับแนวโน้มที่เติบโตขึ้น โดยให้ความสำคัญกับสินค้า E-Mobility ทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการอำนวยความสะดวกด้านกฎหมายและนโยบายภาษี ในเนเธอร์แลนด์ ตลาดยานต์ไฟฟ้าเป็นที่จับตาของตลาดการลงทุน เนื่องจากสินค้าประเภทนี้จัดว่าเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในเกณฑ์การลดหย่อนภาษีของประชาชนได้ รายงานจาก DITP จึงคาดการณ์ว่านโยบายเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้านี้จะสามารถส่งออกสินค้าสู่ท้องตลาดได้ถึง 1 ล้านคัน ภายในปี 2025 การลดกำแพงภาษีของรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป ทำให้ประเทศอื่นๆ เพิ่มความจริงจังกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน อย่างสภาผู้แทนรัฐเยอรมนีที่ได้ผ่านมติให้แบนรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบสันดาป และหันไปใช้รถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษ (Zero-emission Vehicle) เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ภายในปี 2030 ส่วนรัฐสภาของนอร์เวย์ก็ไม่รอช้า ประกาศว่าจะผลักดันให้รถยนต์ใหม่ทุกรุ่นที่จะขายในประเทศจะต้องเป็นรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษทั้งหมดภายในปี 2025 จากแนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้ในอนาคตประเทศในยุโรปอาจเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ประเภทไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2035 ตามยุทธศาสตร์ Road to Zero ที่มุ่งเป้าแบนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันให้ได้ภายในปี 2040 อย่างเป็นรูปธรรม

ที่มาภาพเปิด : Unsplash @Andrew Roberts 

ที่มา :
บทความ “Autonomous vehicles to drive half of kilometres travelled in EU by 2030”. จาก consultancy.eu
บทความ “On the future of transportation in an era of automated and autonomous vehicles”. จาก pnas.org