image

Business & Industrial

LET’S CALL THE MUSIC MAISON เปิดบ้านอุตสาหกรรมดนตรีของไทย

Published Date : 1 พ.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

118

ในรายการดังเฟ้นหาดาวดวงใหม่ประดับวงการ นักร้องหญิงคนหนึ่งเปิดตัวด้วยเพลงแนวหมอลำซิ่ง ในตอนท้ายกรรมการเพิ่มบททดสอบโดยให้เธอร้องเพลงสากล 
กรรมการ : “ไหนลองร้องเพลงสากลให้ฟังหน่อย”
ผู้เข้าแข่งขัน : “เพลงฝรั่งใช่มั้ยคะ” [ถามกรรมการกลับ]
กรรมการ : “สากลนี่มันครอบคลุม จะเป็นเวียดนาม หรือเขมรอะไรได้หมด” [เฮฮา อารมณ์คล้ายไม่คิดว่าจะถูกถามแบบนี้]
ผู้เข้าแข่งขัน : “It’s been a long day without you my friend…” [เพลง See you again โดย Wiz Khalifa]

บทสนทนาสั้น แต่ชวนให้คิดต่อไปว่าสมัยนี้ดูเหมือนเราจะไม่ต้องเสียเวลาตามหาสัญชาติ หรือความแท้ของแนวดนตรีสักเท่าไร เพราะอรรถรสของการฟังเพลงอยู่ที่ ‘สภาพแวดล้อม’ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะเด่นในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศที่สร้างสรรค์ผลงาน การบรรเลง เทคโนโลยีดนตรี ท่าเต้น แฟชั่นเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงการตลาดและภาพลักษณ์ศิลปิน ต่างมีบทบาทสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ดนตรีไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มคนฟังเพลง แต่คือ “บ้าน” ที่ไร้ข้อจำกัดเรื่องตัวตน เชื้อชาติ เพศ วัย และยังเป็นชุมชนที่เชื่อมโยงคนด้วยความสนใจร่วมกัน 

©apamm.org

Thai Music 4.0: Music makes Community 
ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ทำให้วงการดนตรีต้องหาจุดยืนที่แข็งแรงของตนเองให้ได้อีกครั้ง หลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกละเมิดลิขสิทธิ์จากการเข้าถึงผลงานเพลงทั่วโลกได้อย่างง่ายดายด้วยการดาวน์โหลดจากแอพสโตร์และสตรีมมิ่ง บริษัทหรือหน่วยงานที่รับดูแลตรวจสอบเรื่องการละเมิดฯ เช่น IFPI หรือสมาพันธ์ผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียงระหว่างประเทศ (International Federation of the Phonographic Industry) จึงมีส่วนสำคัญในการปรับกระบวนการทำเพลงและวางแนวกลยุทธ์สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายเสียใหม่

เมื่อผู้ผลิตและศิลปินเพลงทั่วโลกตั้งรับและป้องกันปัญหาเกี่ยวกับลิขสิทธ์อย่างแข็งขัน อีกมุมหนึ่ง Cross Cultural Media ในยุคดิจิทัลที่พาผุ้คนข้ามวัฒนธรรมไปมาได้อย่างสะดวกง่ายดาย ก็เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถแสวงหา ‘โอกาสและเงิน’ ได้อย่างสร้างสรรค์แบบไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน ช่วงเดือนกันยายน 2562 นี้ กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ร่วมกับ Ulsan Metropolitan City จัดงานประชุมดนตรีระดับเอเชียแปซิฟิก หรือ APaMM 2019 (Asia Pacific Music Meeting) ซึ่งมีขึ้นเพื่อเป็น Creative Hub ให้เกิดการพบปะระหว่างเครือข่ายธุรกิจเพลงนานาชาติและตัวแทนผู้สร้างสรรค์ผลงานในอุตสาหกรรมเพลง รวมถึงเป็นเวทีกลางสำหรับแลกเปลี่ยนมูลค่าเชิงวัฒนธรรมและแสดงผลงานของศิลปินทุกแนวเพลง คอนเซ็ปต์ของงาน APaMM ในระยะ 8 ปีที่ผ่านมา จึงทำหน้าที่เสมือนสปริงบอร์ดสำหรับผลักดันให้กลุ่มนักดนตรีไปสู่เวทีระดับโลกได้แบบก้าวกระโดด โดยเน้นสนับสนุนกลุ่มนักดนตรีในพื้นถิ่น (Domestic Musician) ที่ไม่ได้อยู่ในจุดสนใจของตลาดเพลงกรุงโซล

©ujeil.com
APaMM นอกจากจะมีโชว์บนเวทีใหญ่แล้ว ยังมีโชว์เคสสร้างแรงบันดาลใจซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตในวงการเพลงได้มา ชม-ช้อป-ใช้ ผลงานจากศิลปินที่ถูกใจอีกด้วย

ในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย รายได้ของประเทศจะสูงขึ้นได้ส่วนหนึ่งจะต้องเกิดจากการขับเคลื่อนด้วยกลไกที่ใช้นวัตกรรมเชื่อมโยงกับความคิดสร้างสรรค์และรากฐานทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน (Productive Growth Engine) กลไกนี้จะปรับเปลี่ยนบทบาทของอุตสาหกรรมเพลงไทยให้คำนึงถึงการสร้างระบบที่ช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคเป็นสำคัญหรือในเชิง Customer Centric มากขึ้น คือนอกจากสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ดนตรีแล้ว ธุรกิจต้องเพิ่มมูลค่าดนตรีของไทยด้วยงานบริการผ่านช่องทางอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กว้างขึ้นด้วย

บทบาทของอุตสาหกรรมดนตรีของไทยตั้งแต่ยุค 1.0 – 4.0
1.0 “ล้านตลับ” 
เน้นการตลาดกระแสหลักในกลุ่ม Pre-teen และวัยรุ่น ผู้ประกอบการทุ่มเงินลงทุนมหาศาลไปกับการโปรโมต และสร้างภาพลักษณ์ยอดนิยมให้ศิลปิน รายได้ส่วนใหญ่มาจากการทำอัลบั้มเพลง 

ในปี 2562 นี้ บางค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ได้รับพิจารณาให้ย้ายหมวดจากธุรกิจสื่อและสิ่งพิมพ์ (Media & Publishing) ไปยังหมวดธุรกิจพาณิชย์ (Commerce) ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ (Service) เพื่อให้สอดคล้องกับสัดส่วนโครงสร้างรายได้ และนโยบายการดำเนินธุรกิจ
ที่มาข้อมูล: SET: The Stock Exchange of Thailand 

2.0 “อินดี้” 
กำเนิดวงดนตรีหัวใหม่ องค์ประกอบของเพลงไปจนถึงสไตล์ของศิลปินบ่งบอกตัวตนของคนที่ชื่นชอบว่ามีความนอกกรอบ โดดเด่น ฉีกกฎ (Independent) มีการจัดกิจกรรม สถานีวิทยุ และคอนเสิร์ตที่เจาะกลุ่มคนฟังเพลงนอกกระแส 

เริ่มเกิดการประกวดเพื่อเฟ้นหาดาวดวงใหม่ในวงการเพลงไทย นอกจากผลงานเพลง ก็ยังต้องมีเพิ่มรายการ ‘เรียลิตี้’ มาโชว์ชีวิตส่วนตัวของผู้เข้าแข่งขันเพื่อเพิ่มอรรถรส  ทำให้นิสัยใจคอของผู้ประกวดกลายมาเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ใช้สร้างความนิยมในการเลือกผู้ชนะอีกด้วย 

3.0 “อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง ศิลปินล้านวิว” 
การก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัวได้เปิดโอกาสให้มีการแสดงความสามารถผ่านช่องทางออนไลน์ จะคนทั่วไปหรือศิลปินก็ส่ง-รับความเห็นได้โดยตรงกับคนฟัง

ค่ายเพลงลดบทบาทการปั้นศิลปิน สตูดิโอเพลงหันมาสร้างรายได้ผ่านช่องทางใหม่ที่มาเปิดโดเมนในไทยเพื่อขยายการเข้าถึงฐานลูกค้าได้มากขึ้น อาทิ Youtube, KKBox, Deezer, True download, และ Spotify 

4.0 “ดนตรีเพียงอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์”
ผู้ประกอบการหันมาลงทุนด้านการสร้างเครือข่าย และเสริมทัพด้วยงานบริการ จนเกิดกระแสการสร้างชุมชนด้วยรูปแบบเทศกาลดนตรี-ศิลปะ คล้ายกับเทศกาลดนตรีระดับโลก Coachella Valley Music and Arts Festival เพราะช่วยสร้างภาพลักษณ์ และเป็นการกระจายรายได้ให้กับผู้เกี่ยวข้องทั้งระดับบุคคลไปถึงระดับเมือง

เวลาฟังเพลงทำไมเราจึงเกิดความรู้สึก?
การฟังดนตรีเป็นกิจกรรมทางสังคมชนิดหนึ่งเพราะนอกจากจะได้รับรู้เรื่องภายนอกแล้ว ยังสร้างให้เกิด Empathy หรือการมีความเข้าใจและอารมณ์ร่วมไปกับความรู้สึกของผู้อื่น 
นักจิตวิทยา ธีโอดอร์ ลิปปส์ (Theodor Lipps) ตั้งข้อสังเกตว่าแท้จริงแล้ว เพียงแค่คนเรามองเห็นพฤติกรรมหรือการแสดงออกทางสีหน้าของผู้อื่น จิตใจก็จะสั่งให้รู้สึกไปในทางเดียวกันกับผู้นั้น เสมือนเป็นกระจกหรือการเลียนแบบทางความรู้สึก (Inner Imitation) และจะมีการตอบสนองที่เร็วและแรงขึ้นไปอีกถ้าได้ฟังดนตรีประกอบ หลักการ Inner imitate จึงนิยมนำไปใช้เป็นทฤษฎีในศิลปะการแสดงและทัศนศิลป์ 


ในฐานะตัวแทนอุตสาหกรรมเพลงไทยยุค 4.0 ผู้ผลิตที่สามารถสร้างสรรค์แพ็กเกจการส่งมอบประสบการณ์ทางดนตรีได้อย่างครบวงจร (Bundle Package) และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ Wonderfruit Festival เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลฯ ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ดนตรีด้วยภาพลักษณ์ที่ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในเศรษฐกิจดิจิทัล แถมเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยกลไกทั้ง 3 ภายใต้ไอเดีย Productive Growth Engine ได้แก่

(1) ศิลปะและงานออกแบบ เข้ามามีส่วนในการสร้างความประทับใจและลักษณะเฉพาะของธุรกิจดนตรี อาทิ การออกแบบสถานที่จัดแสดง (Venue Design) ซึ่งพื้นที่มักถูกออกแบบมาอย่างครบรส มีทั้งสเปซไว้จัดกิจกรรม เวทีแสดงดนตรีใหญ่ เวทีแบบซุ้ม และจุดแสดงที่อยู่ลึกลับเข้าไปในป่า รวมไปถึงพื้นที่นำเสนองานศิลปะ (Art Installation) งานนี้จึงถือว่าทั้ง Music Scene และ Art Scene ซึ่งต่างก็เพิ่มมูลค่าให้แก่กันและกัน 

(2) งานบริการ มาพร้อมกับความตั้งใจนำเสนอวิถีชีวิตที่ห่างไกลจากคำว่าชีวิตประจำวัน (Routine) ของผู้ร่วมงาน เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ในแง่มุมใหม่ ๆ Wonderfruit Festival จึงต้องจัดให้มีการสร้างสภาพแวดล้อมและ ‘เสิร์ฟ’ ประสบการณ์เหล่านั้นผ่านรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลายในงาน อาทิ งานเวิร์กช็อป เสวนา และอาหารการกิน เป็นต้น

(3) การสร้างเครือข่าย ‘Collaborative Networking’ ในยุค 4.0 คือโมเดลธุรกิจที่ไม่แสวงหาคู่แข่ง แต่เน้นการจับมือกับพาร์ตเนอร์ที่สามารถให้การสนับสนุนทั้งการจัดงานและภาพลักษณ์ได้ดี นอกจากการส่งเสริมให้เกิดชุมชนคนดนตรี (Music Community) แล้ว Wonderfruit Festival ยังได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลายวงการ เช่น ศิลปะ สถาปัตยกรรม เชฟชื่อดัง และนักกิจกรรมเพื่อสุขภาพและครอบครัวไว้ในงานเดียว เพื่อทำให้เหล่า ‘Wonderer’ หรือคนเข้าร่วมงานมองเห็นความเป็น ‘ชุมชนขนาดใหญ่’ ที่ทำให้รู้สึกว่าการจ่ายเงินเฉียดๆ หมื่นนั้นคุ้มค่าและครบครัน 

The Sound We Live In
นอกจากที่ธุรกิจดนตรีจะได้รับทั้งอานิสงส์และผลกระทบจากการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้ว ปัจจุบันมนุษย์ยังหันมาใช้ประโยชน์จากการรับรู้ทางธรรมชาติอย่างการได้ยิน ‘เสียง’ ที่ผสานเข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิศวกรรม จนเกิดเป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ในรูปแบบที่ต่างกันออกไป 


วณิพก 4.0: Enjoy the Empathy

บรรยากาศการร้องเพลงเปิดหมวกมันชวนให้เชื่อจริงๆ ว่าดนตรีคือภาษาสากลสำหรับทุกคน2

‘Busker’ หรือนักร้อง นักดนตรีเปิดหมวก อาจเป็นมืออาชีพหรือไม่ก็ได้ แต่จุดมุ่งหมายหลักคือการถ่ายทอดทักษะของตัวเอง แล้วต้องสร้างความสนใจทำให้คนที่กำลังเร่งรีบเดินทางยอมที่จะหยุดเพื่อฟัง แถมมีอารมณ์ร่วมไปกับดนตรี แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม แบบนี้ก็ถือว่าการเล่นเปิดหมวกประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งมีนักดนตรีมืออาชีพที่มีชื่อเสียงระดับโลกไปเปิดพื้นที่แบบสาธารณะเพื่อท้าทายความสามารถของตัวเองอีกครั้ง เพราะถ้าเล่นแล้วไม่มีใครสนุกไปด้วยคงต้องถึงเวลาทบทวนตัวเองสักหน่อย 

การไปเป็น Busker ที่สถานีรถไฟใต้ดินในลอนดอน (London Underground) ถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางหารายได้และช่วยให้มีโอกาสวิ่งเข้าชนไม่น้อย นั่นคือรายได้ประมาณ 100-120 ปอนด์ (ราว 3,880 – 4,650 บาท) ต่อสองชั่วโมง หากได้อยู่ใน Busking Pitch หรือจุดที่คนผ่านไปมาสูงมากต่อวัน และหากมีการบันทึกภาพไปลงในโซเชียลมีเดียด้วย ศิลปินนั้น ๆ ก็อาจได้เดบิวต์ตัวเองกับค่ายเพลงได้ต่อไป อย่างไรก็ดี ทางการของอังกฤษเองได้ออกกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมความเรียบร้อยของเหล่าศิลปิน Busker เหล่านี้ โดยให้ Busker สามารถเล่นดนตรีได้ในตำแหน่งที่กำหนดจำนวน 40 จุดเท่านั้น ในสถานีรถไฟใต้ดินใจกลางกรุงลอนดอน 27 แห่ง 

นอกจากนี้ยังมี Transport for London เป็นทีมงานที่คอยทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพของนักดนตรีเปิดหมวกทุกคนที่มีอายุตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไปและต้องเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างถูกกฎหมาย โดยทุกคนจะต้องทำออดิชั่นโดยการเล่นสดต่อหน้ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิก่อน เมื่อผ่านแล้วจึงจะได้รับใบอนุญาต ‘Licensed Musician ID Card’ ให้เป็น Busker และมีสิทธิ์เลือก-โทรจอง Busking Pitch ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดลดหลั่นกันไปได้ 

เมื่อเทียบกับนักดนตรีเปิดหมวกในลอนดอน Busker ชาวไทยก็มีความสามารถไม่ด้อยไปกว่ากัน บางคนมีวงเป็นของตัวเอง มีผู้ติดตามดูผลงานบนโลกโซเชียลหลายแสนวิว หรือเป็นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการหารายได้พิเศษเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ตัวเองหรือเพื่อช่วยเหลือสังคม บางครั้งกลุ่มนักดนตรีมืออาชีพหรือกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังมีการแสดงเปิดหมวกเพื่อการกุศลเช่นกัน 

Thomas Gould นักสีไวโอลินระดับโลกที่ลงไปทำการแสดงสดแบบ Busking ที่  Westminster Underground Station

สำหรับประเทศไทยมีการออกกฎหมายเพื่อแยกคนขอทาน ออกจาก ‘วณิพก’ ซึ่งก็คือคนที่ต้องการแสดงความสามารถในพื้นที่สาธารณะเพื่อแลกเงินหรือทรัพย์สินจากผู้ชม ตามพ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 มาตรา 13 ระบุว่า ผู้ทำการขอทานต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนวณิพกจะต้องมีบัตรผู้แสดงความสามารถจึงจะได้รับอนุญาตให้แสดงโชว์ในพื้นที่สาธารณะอย่างถูกกฎหมาย 

ตราบใดที่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย นักดนตรีเปิดหมวกในบ้านเราควรจะสร้างหรือถูกสร้างให้มีภาพลักษณ์ใหม่ และมีการจัดการควบคุมคุณภาพ รวมถึงสนับสนุนพัฒนาทักษะอย่างสร้างสรรค์จนสามารถเป็นมืออาชีพในอุตสาหกรรมดนตรีได้ ทุกคนควรมีโอกาสที่จะได้สร้างความเข้าใจและอารมณ์ร่วม (Empathy) จากผู้ฟังความสงสารที่จะนำพาให้เกิดการช่วยเหลือหรือสงเคราะห์แบบชั่วคราว (Sympathy) หากมิชชั่นนี้เกิดขึ้นจริง ดนตรีก็คงจะเป็นบ้านของคนทุกคนได้เหมือนที่กล่าวได้อย่างเต็มปากว่า LET’S CALL THE MUSIC MAISON 

ที่มาภาพเปิด : Spencer Imbrock/Unsplash

ที่มา : 
ข่าวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (14 มีนาคม 2562)
บทความ “ความสุขเล็กๆ ระหว่างสัญจรกลับบ้าน กับเส้นทางฝันของนักดนตรีเปิดหมวกในลอนดอน” 
(10 สิงหาคม 2560) โดย ชัยยงค์ รักขิตเวชสกุล จาก thematter.co
บทความ “อุตสาหกรรมเพลงไทยในยุคประเทศไทย 4.0” (26 มิถุนายน 2560) โดย ณทิตา ทรัพย์สินวิวัฒน์ 
จาก tci-thaijo.org 
บทความ Neurophysiological Effects of Trait Empathy in Music Listening (6 เมษายน 2561) 
หนังสือ Prada Mandala: The Essence of life and style (ปี 2560) โดย พลอย จริยะเวช และชัยอนันต์ 
สมุทวณิช

1ชื่อบทความ Let’s Call The Music Maison ดัดแปลงมาจากธีม “Let’s Call The World Maison” สำ�หรับงานเมซงฯ หรือ Maison et Object งานแฟร์ของตกแต่งบ้านระดับโลก 

2“Music is the universal language of mankind.” วลีดังจาก Henry Wadsworth Longfellow นักการศึกษาและกวีชาวอเมริกัน 

เรื่อง : ทรงวาด สุขเมืองมา