image

Design & Creativity

Japanese Spirit : จากน้ำใจชาวญี่ปุ่น ถึง “สปิริต” ประจำชาติ

Published Date : 4 ก.ค. 2561

Resource : Creative Thailand

594

ราวกับว่าพระเจ้าส่งบททดสอบมาให้ชาวญี่ปุ่นอยู่เรื่อยๆ

ช่วง 70-80 ปีมานี้ ถือได้ว่าญี่ปุ่นเป็นชาติที่โดน “จัดหนัก” มากที่สุดชาติหนึ่งในโลก ตั้งแต่ระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาปี 1945 แผ่นดินไหวที่โกเบปี 1955 วินาศกรรมแก๊สซารินในรถไฟใต้ดินที่โตเกียวปี 1955 (สองเดือนหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวโกเบ) แผ่นดินไหวและสึนามิถล่มภูมิภาคโทโฮกุปี 2011 และล่าสุด แผ่นดินไหวเขย่าเมืองโอซาก้า ในวันที่กำลังเขียนต้นฉบับชิ้นนี้พอดี (18 มิถุนายน 2561)

แต่เหตุการณ์ที่ตามมาหลังหายนะแต่ละครั้งก็ทำให้ชาวโลกต้องทึ่ง เพราะญี่ปุ่นฟื้นตัว “เร็ว” ชนิดทำสถิติ หลังแผ่นดินไหว (บางครั้งมีแถมคลื่นสึนามิ) กวาดเมืองราบเป็นหน้ากลอง ภาพที่เห็นผ่านสื่อต่างๆ คือชาวญี่ปุ่นเข้าแถวรออย่างเป็นระเบียบนานนับชั่วโมงอย่างอดทนเพื่อรอรับอาหารปันส่วน ศูนย์ผู้อพยพที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีการก่อจลาจล หรือฉวยโอกาสปล้นสะดมร้านขายของเหมือนในหลายประเทศ อาสาสมัครจำนวนมากเดินทางมาจากต่างเมืองเพื่อหยิบยื่นความช่วยเหลือ พร้อมความร่วมแรงร่วมใจขั้นสูงสุดเท่าที่จะเคยเห็นในโลกนี้

©Warren Antiola/flickr

น่าคิดว่าทำไมเราไม่เห็นภาพนี้ในประเทศอื่นบ้าง หรือญี่ปุ่นมีอะไรที่ต่างจากชาติอื่นๆ

ชาติที่มาพร้อมคำว่า “จิตอาสา”
11 มีนาคม 2011 พสุธากัมปนาทเขย่าชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ความรุนแรงขนาด 9.1 แมกนิจูด นับเป็นเหตุแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในญี่ปุ่น ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิสูงที่สุดถึง 40.5 เมตร กวาดชุมชนชายฝั่งพังยับ คลื่นสึนามิยังส่งผลให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะระเบิด ประชาชนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงถูกสั่งอพยพทันที

มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่า 15,729 ราย บาดเจ็บ 5,719 ราย สูญหาย 4,539 ราย อาคารถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายกว่า 125,000 หลัง ถนนพังเละ รางรถไฟบิดเบี้ยว เขื่อนแตก เกิดเหตุเพลิงไหม้ บ้านเรือนราว 4.4 ล้านหลังคาเรือนไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ อีก 1.5 ล้านคนไม่มีน้ำใช้ 93% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดเสียชีวิตเพราะจมน้ำ 65% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดอายุ 60 ปีหรือมากกว่า 24% ของเหยื่อทั้งหมดอยู่ในวัย 70 กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นแถลงว่า มีเด็กอย่างน้อย 82 คนต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าจากภัยพิบัติดังกล่าว

©silive.com
นับเป็นตัวเลขที่ฟังแล้วหดหู่ใจอย่างยิ่ง เมื่อลองนึกสภาพตัวเราเองหากต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้

แต่สิ่งที่เห็นผ่านสื่อต่างๆ คือ ชาวญี่ปุ่นทั้งในท้องถิ่นและส่วนอื่นของประเทศ ยื่นมือเข้า “ช่วย” เพื่อนร่วมชาติทันที

2-3 วันแรกหลังคลื่นสึนามิถล่ม ความช่วยเหลือยังมาไม่ถึง ผู้คนค้นหาอาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปที่ยังพอกินได้ และแบ่งกัน ไม่มีการเก็บไว้กินคนเดียวหรือกินเฉพาะครอบครัวของตน บางบ้านที่ระบบแก๊สยังพอใช้ได้และอาบน้ำได้ ก็เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาอาบน้ำร้อนได้

เมื่อข่าวแพร่ออกไป นอกจากเงินบริจาคที่หลั่งไหลเข้ามา ยังมีอาสาสมัครกว่า 1.4 ล้านคน (ส่วนใหญ่เป็นประชาชนชาวญี่ปุ่น) เดินทางไปในพื้นที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือ โดยเฉพาะจังหวัดที่ “โดนหนัก” ที่สุด ได้แก่ อิวาเตะ มิยางิ และฟุกุชิมะ นับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงสิงหาคม (คือ 6 เดือนหลังเกิดเหตุ) Japan National Council of Social Welfare ระบุว่า จำนวนอาสาสมัครที่ไปช่วย 3 จังหวัดนี้รวมกัน มีมากกว่าแสนคนทุกเดือน สูงสุดในเดือนพฤษภาคม 2011 ที่จำนวนอาสาสมัครพุ่งสูงถึง 1.8 แสนคน อาสาสมัครเหล่านี้ช่วยทำอาหาร เสิร์ฟอาหาร ขุดลอกท่อสำหรับระบายน้ำ ขุดค้นหาข้าวของเครื่องใช้จากบ้านและอาคารที่ถูกคลื่นสึนามิถล่ม และทำงานอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ต้องใช้แรงกายและความเข้มแข็งทางจิตใจไม่น้อย

อาสาสมัครหลายคนเปิดเผยความรู้สึกเมื่อเดินทางมาเห็นสถานที่ประสบภัยเป็นครั้งแรกว่า ตกใจที่เห็นระดับความสูญเสีย

©commons.wikimedia.org

“เมื่อผมเดินทางมาถึงหลังเหตุเกิดแล้วเป็นเดือน ก็คิดว่าสภาพทั่วไปคงเรียบร้อยขึ้นบ้างแล้ว แต่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย” มาโกโตะ ยานางิซาวะ อาสาสมัครรายหนึ่งกล่าว ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะวันที่เดินทางมาถึง ดูราวกับว่าสึนามิเพิ่งมาถล่มเมื่อไม่กี่วันก่อน ซากตึก ห้างร้าน และรถที่ยับเยินยังคงอยู่เกลื่อนถนน

ตอนแรก มาโกโตะตั้งใจจะอยู่ช่วยงานไม่กี่วัน แต่ลงเอยด้วยการอยู่เป็นเดือน เขาเป็นนักวิจัยด้านสเต็มเซลล์ที่สหรัฐอเมริกา ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ แต่ยอมทิ้งงานมาเพื่อเป็นอาสาสมัคร เขากล่าวว่า วิทยาศาสตร์สำคัญ แต่สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้านั้นสำคัญยิ่งกว่า และเขาคงไม่มีกำลังใจทำงานวิจัยถ้าหันหลังให้เพื่อนร่วมชาติที่กำลังเดือดร้อน

อาสาสมัครทำงานวันละ 16 ชั่วโมง เข้านอน 4 ทุ่ม ตื่น 6 โมงเช้า ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ ทุกคน “ทำงาน”

ยูกิ ฮาราโมโตะ นักศึกษาเศรษฐศาสตร์วัย 22 ปี กล่าวว่า จะลาหยุดไปสัก 2-3 วันก็ได้ไม่มีใครว่า แต่ไม่มีใครอยากทำอย่างนั้น ตอนนี้เธอพักการเรียนไว้ก่อนเพื่อทำงานอาสาสมัครอย่างเต็มตัว และยังไม่มีแผนจะกลับไปเรียน

เคสุเกะ คาจิวาระเป็นอาสาสมัครอีกคนที่เดินทางกว่า 1,600 กม. จากฟุกุโอกะเพื่อมาช่วย กว่าหกเดือนแล้วที่เขาไม่ได้กลับบ้านเลย เคสุเกะช่วยงานรับโทรศัพท์จากผู้ประสบภัย บางคนโทรมาขอแบตเตอรีใส่เครื่องช่วยฟัง บ้างโทรมาขอให้ช่วยปะยางจักรยาน และบางคนโทรมาเพียงเพื่อต้องการใครสักคนที่รับฟัง

ในช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย มีรายงานว่า ชาวญี่ปุ่นบางบ้านเหลือน้ำ 2 ขวดสุดท้าย แต่แบ่งให้ผู้ประสบภัยขวดหนึ่ง บ้านใครที่พอจะเจียดเนื้อที่ให้นอนได้ จะเปิดบ้านต้อนรับเพื่อนร่วมชาติที่ไม่เหลือแม้ข้าวของสักชิ้นติดตัว

หนังสือ Roots of the Japanese Sun เขียนโดย โบริส ปิลเนียก (Boris Pilnyak) กล่าวถึงเหตุเพลิงไหม้ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นว่า เมื่อเพลิงสงบแล้ว ผู้รอดชีวิตช่วยกันกลับไปขุดศพเพื่อนบ้านเพื่อนำไปฝัง แต่กลับพบศพผู้ใหญ่หลายคนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ใต้ศพเหล่านั้นคือเด็กๆ ที่ยังไม่ตาย เท่ากับว่าพวกผู้ใหญ่นอนเรียงกันและยอมถูกเผาเพื่อช่วยชีวิตเด็กเหล่านั้น

©Redd Angelo
สปิริตประจำชาติ

ในสายตาคนนอก สิ่งที่เห็นอาจถูกแปลความหมายว่า “คนญี่ปุ่นเป็นคนใจดี”

แต่สิ่งที่เราเห็นนั้น มันอาจเป็นยิ่งกว่าคำว่าน้ำใจ การที่คนญี่ปุ่นยอมสละทรัพย์สิน เวลา หรือแม้แต่ชีวิต เพื่อช่วยกู้สถานการณ์อันเลวร้าย เป็นลักษณะประจำชาติอย่างหนึ่งที่พวกเขาเลือกจะ “สู้ไม่ถอย” ด้วยพลังใจมหาศาล แบบที่ฝรั่งเรียกว่า Japanese Spirit แม้จะเกิดหายนะสักกี่ครั้ง แต่คนญี่ปุ่นต่างก็ร่วมใจกัน ช่วยกัน และมีสำนึกเรื่องบทบาททางสังคมที่สูงเป็นพิเศษ

นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่น “ฟื้นตัว” ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างที่ประเทศอื่นๆ ไม่อาจจินตนาการได้ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับประเทศตนเองบ้าง จะเป็นอย่างไร

Japanese Spirit ที่นำไปสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนญี่ปุ่น มีพื้นฐานมาจากแนวคิดประจำชาติหลายอย่างหนึ่งคือ “พรแสวง สำคัญกว่าพรสวรรค์”

ช่วงหลังการปฏิวัติเมจิในปี 1868 ญี่ปุ่นพลิกฟื้นตัวเองจากชาติที่ไม่มีอุตสาหกรรมหนักใดๆ เลย รัฐบาลคัดนักเรียนระดับหัวกะทิ ส่งไปเรียนทุกอย่างจากประเทศตะวันตก แล้วกลับมาพัฒนาประเทศ จนกลายเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเวลาน้อยกว่าหนึ่งชั่วอายุคน

©bloomberg.com

ชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อยมองว่า ทักษะบางอย่าง ถ้าเกิดมาไม่มีก็คือไม่มี แต่คนญี่ปุ่นไม่คิดเช่นนั้น องค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ จะถูกศึกษาอย่างละเอียด และคนญี่ปุ่นจะ ‘ฝึก’ ให้หนักจนกว่าจะทำได้ ไม่สนใจว่าจะเบื่อแค่ไหน คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญน้อยมากกับคำว่า ‘ความสามารถพิเศษ’ เพราะหากฝึกให้นานและหนักพอ ก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

Japanese Spirit มีให้เห็นตั้งแต่ระดับปัจเจกชน โรเบิร์ต ทวิกเกอร์ (Robert Twigger) ชาวต่างชาติที่มาญี่ปุ่นเพื่อฝึกวิชาป้องกันตัวเล่าว่า ในสำนัก (Dojo) ที่เขาฝึกฝน มีผู้ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งฝึกไม่หยุด ยอมโดนทุ่มจนศีรษะกระแทกพื้นอยู่นานนับชั่วโมง แม้จะบ่นปวดศีรษะ แต่ชายคนนั้นไม่ยอมเลิกฝึก จนกระทั่งยืนไม่ไหว และเสียชีวิตในอีกไม่กี่นาทีถัดมา

©yomyomf.com

คุณสมบัติอีกข้อที่โดดเด่นของชาวญี่ปุ่นคือ ความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อคนแปลกหน้า ทวิกเกอร์กล่าวว่า เมื่อครั้งเขาอาศัยอยู่ในโตเกียวและต้องขึ้นรถไฟกลับบ้าน จะเห็นหนุ่มมนุษย์เงินเดือนที่ดื่มเหล้าเมาแอ๋ขึ้นรถไฟมา แต่คนญี่ปุ่นที่เขาเห็นจะไม่แสดงอาการ ‘รังเกียจ’ หรือพยายามเดินออกห่างเหมือนในสังคมตะวันตก แต่คุณป้าหรือคุณลุงวัยกลางคนจะหยิบยื่นกระดาษทิชชูให้เจ้าหนุ่ม ทวิกเกอร์บอกว่า ชาวตะวันตกมัก ‘ตัดสิน’ คนจากภายนอกมากกว่า แต่ในญี่ปุ่น คนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ก็จะได้รับการช่วยเหลือ

ไม่แปลกที่ว่านักท่องเที่ยวไทยผู้นิยมชมชอบการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น จะได้พบกับประสบการณ์น่าประทับใจมากมายที่ชาวญี่ปุ่นมักจะหยิบยื่นความช่วยเหลือและน้ำใจให้อย่างเหลือเฟือ ไม่ว่าจะเป็นในการเดินทาง การซื้อสินค้า หรือแม้แต่การใช้ชีวิตตามปกติ  ซึ่งล้วนตอกย้ำให้หลายคนรู้สึกว่า คนญี่ปุ่นน่ารัก สุภาพเรียบร้อย มีหัวใจบริการโดยแท้จริง และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันชนิดหาตัวจับยาก

แฟนบอลญี่ปุ่นพร้อมใจเก็บขยะบนอัฒจันทร์หลังจบเกม
©ksportswatch.com
นักเขียนที่ชื่ออเล็กซานเดอร์ เอ็น. เมชเชรยาคอฟ (Alexander N. Meshcheryakov) ระบุไว้ในบทความปี 2016 ของเขาว่า เขาเคยได้ยินหลายเสียงวิจารณ์ว่า ญี่ปุ่นเปลี่ยนไปมาก คนญี่ปุ่นไม่สวมกิโมโน ฟังเพลงตะวันตก กินขนมปังแทนข้าว แต่เขาคิดว่านั่นเป็นเพียงเปลือกนอก จิตวิญญาณของคนญี่ปุ่นยังคงเดิม โดยเฉพาะค่านิยมเรื่องการขโมยเป็นสิ่งผิด อัตราอาชญากรรมจึงต่ำมาก และเราจะไม่เห็นการเอารัดเอาเปรียบกันเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างแน่นอน

เมชเชรยาคอฟยังระบุว่า คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่มักถูกครหาว่า “สู้” คนรุ่นพ่อแม่ (ที่สร้างชาติขึ้นมาใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง) ไม่ได้ เด็กรุ่นใหม่สนใจแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ค่อยสนใจสังคม อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดภัยพิบัติ จะเห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง อาสาสมัครจำนวนมากเป็นคนรุ่นใหม่ เขาเองยังพบช่างตัดผมวัยรุ่นที่อาสาตัดผมให้ผู้ประสบภัยฟรีการเคารพกฎกติกาของสังคม ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด นับเป็นคุณสมบัติที่คนญี่ปุ่นมีไม่แพ้ชาติใดในโลก

โรเบิร์ต ทวิกเกอร์เล่าในบทความ Japan: Triumph of the Spirit ของหนังสือพิมพ์ The Independent ว่า เด็กหนุ่มร้านแซนด์วิชในกรุงโตเกียวดูเบื่องานที่ต้องทำมาก แต่แซนด์วิชทุกชิ้นที่เขาทำเสิร์ฟลูกค้านั้นสมบูรณ์แบบเท่ากันเป๊ะทุกชิ้น ทำนองแม้จะเบื่อแสนเบื่อ แต่ไม่มีวันละทิ้งหน้าที่ ไม่เหมือนเด็กหนุ่มในอังกฤษที่อาจทำงานขันแข็งเมื่อ “อยากทำ” เท่านั้น หรือข่าวล่าสุดที่พิสูจน์ถึงการเคารพหน้าที่เหนือสิ่งอื่นใดของชาวญี่ปุ่น เมื่อเจ้าหน้าที่การประปาในเมืองโกเบแถลงขอโทษสังคม ที่เขาแอบใช้เวลาทำงานราวครั้งละ 3 นาที เดินออกไปซื้อข้าวกล่องที่ร้านค้าใกล้เคียงนอกสำนักงานเป็นระยะเวลา 7 เดือน รวมทั้งสิ้น 26 ครั้ง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ จนทำให้เขาถูกลงโทษด้วยการลดเงินเดือนลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่าเหมาะสมแล้วกับการละเลยหน้าที่ของตนเอง

นอกจากนี้ ทวิกเกอร์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ชาวญี่ปุ่นทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง โดยทั่วไปแล้ว ชาวญี่ปุ่นชอบสังเกตมากกว่าถามคำถาม ในงานส่วนรวมใดๆ ก็ตาม แต่ละคนจะคอยดูว่ามีอะไรที่ทำได้บ้างและลงมือทำ ยิ่งในงานอาสาสมัครช่วยผู้ประสบภัย อาสาสมัครแต่ละคนไม่รอให้มีใครมาสั่งหรือมอบหมายงาน แต่ “ทำงานตลอดเวลาที่ตื่นอยู่” และจะ “ทำทุกอย่างที่ทำได้” เพื่อช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

©wikipedia.org
ไม่มีเทพเจ้ามาช่วย​

ตำนานญี่ปุ่นกล่าวว่า มีปลาดุกขนาดยักษ์อาศัยในโคลนใต้พื้นโลก เทพเจ้าองค์หนึ่งนามว่าเทพคาชิมะ มีหน้าที่คอยเอาหินก้อนใหญ่ทับตัวปลาไว้ แต่บางครั้งเทพคาชิมะแอบหลับระหว่างทำหน้าที่ ปลาดุกจึงดิ้นอย่างแรงเพื่อหนี ทำให้เกิดแผ่นดินไหวอยู่เรื่อยๆ เมื่อคาชิมะตื่นขึ้นและเอาหินวางทับปลาไว้เช่นเดิม แผ่นดินไหวจึงหยุด 

ปี 1945 หลังเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิถูกถล่มด้วยระเบิดนิวเคลียร์ จักรพรรดิฮิโรฮิโตตรัสกับประชาชนผู้รอดชีวิตว่า “We have resolved to endure the unendurable and suffer what is insufferable.” (ชาวญี่ปุ่นได้แสดงให้เห็นว่า เราเป็นชนชาติที่อดทนและรับมือกับความทุกข์ยากแสนสาหัสที่มนุษย์ไม่น่าจะทนรับได้) ราวกับจะบอกว่า ปลาดุกจะดิ้นจนบ้านเมืองพังพินาศอีกกี่ครั้ง คนญี่ปุ่นก็พร้อมจะสู้เพื่อกอบกู้ประเทศขึ้นมาใหม่เสมอ

บางที เหตุผลที่พระเจ้ามอบ ‘ข้อสอบ’ สุดโหดให้ญี่ปุ่นครั้งแล้วครั้งเล่า อาจเป็นเพราะทรงเห็นว่า หายนะภัยแต่ละครั้ง ล้วนดึงคุณสมบัติชั้นเลิศของชาวญี่ปุ่นออกมาให้โลกเห็น

คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ภัยธรรมชาติหรือแม้แต่ภัยจากน้ำมือมนุษย์จะเกิดขึ้นในประเทศนี้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ครั้ง คนญี่ปุ่นคงพร้อมรับมือได้เสมอ เพราะเขามี “กันและกัน” มีสิ่งที่เป็นยิ่งกว่าน้ำใจ ได้แก่ การสำนึกในหน้าที่ที่ทุกคนมีต่อสังคม โดยไม่ต้องรอเทพเจ้าคาชิมะตื่นเพื่อเอาหินทับปลาดุกไม่ให้ดิ้น แต่ลงมือลุยกันเอง ช่วยกันฟื้นฟูประเทศ คนละไม้คนละมือ

เหตุการณ์ร้ายแรงอย่างแผ่นดินไหวหรือคลื่นสึนามิเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่หากจะมีชาติใด “ฝ่าวิกฤต” ไปได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคนในชาติ ก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากญี่ปุ่นนี่เองCT

 

©facebook.com/yunachanoil

“ยูนะจัง” น้ำมันคาโนลาที่ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจชุมชนฟุกุชิมะ
หลังคลื่นสึนามิถล่มเมื่อปี 2011 ชาวบ้านบางส่วนค่อยๆ คืนถิ่นฐานและฟื้นฟูแหล่งทำกินเดิมที่เสียหาย คิโยชิเกะ ซึกิอุจิ เป็นชาวนาจากเมืองมินะมิโซมะ ที่อยู่ห่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิไปเพียง 20-30 กิโลเมตร เขาปลูกข้าวในที่ดินเดิมไม่ได้เพราะปัญหาเรื่องรังสีรั่วไหล ทำให้ดินเป็นพิษ แต่เขาศึกษาประวัติศาสตร์วิกฤตการณ์เชอร์โนบิล (Chernobyl) ในยูเครนจนรู้ว่า การปลูกต้นเรพซีด (Rapeseed) ช่วยฟื้นฟูดินที่มีสารพิษตกค้างได้ 

ต้นเรพซีดหรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่านาโนะฮานะ (Nanohana) มีดอกสีเหลืองสวย ต้นไม้นี้ใช้ทำน้ำมันคาโนลา ซึกิอุจิจึงลงมือปลูกต้นไม้นี้ในที่ดินของเขา และเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรอื่นๆ ในพื้นที่หันมาทำตาม โดยสารพิษในดิน (Cesium) จะถูกกักเก็บไว้ในใบ ลำต้น และรากพืช แต่พิษจะไม่เข้าไปในน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดของเรพซีด

ต้นเรพซีดหรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่านาโนะฮานะ (Nanohana) มีดอกสีเหลืองสวย ต้นไม้นี้ใช้ทำน้ำมันคาโนลา ซึกิอุจิจึงลงมือปลูกต้นไม้นี้ในที่ดินของเขา และเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรอื่นๆ ในพื้นที่หันมาทำตาม โดยสารพิษในดิน (Cesium) จะถูกกักเก็บไว้ในใบ ลำต้น และรากพืช แต่พิษจะไม่เข้าไปในน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดของเรพซีด

©jpninfo.com
ปัจจุบัน ซึกิอุจิและเกษตรกรรายอื่นๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันเรื่องการปลูกต้นเรพซีด พร้อมกับการจัดตั้งองค์กรชื่อว่า Minamosa Agricultural Council เพื่อเป็นตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่ 

ชื่อ “ยูนะจัง” ซึ่งเป็นชื่อแบรนด์ของพวกเขานั้น มาจากตัวอักษรคันจิ油 (น้ำมัน) และ 菜 (Rapeseed) นั้น นอกจากจะหมายถึงน้ำมันที่ผลิตในท้องถิ่นแล้ว ก็ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังสำหรับเกษตรกรในฟุกุชิมะมาจนถึงวันนี้อีกด้วย 

ที่มา :
บทความ “Japan quake: Strong tremor shakes Osaka, killing at least 4” โดย Junko Ogura และ Susannah Cullinane จาก edition.cnn.com
บทความ “Japan: Triumph of the spirit” โดย Robert Twigger จาก independent.co.uk
บทความ “From volunteers to voluntours: shifting priorities in post-disaster Japan” โดย Chris McMorran จาก tandfonline.com 
บทความ “Japan is rich in resilience” โดย Peter Tasker จาก ft.com
บทความ “In Japan’s disaster zone, recovery is just beginning” โดย Tom Wilson/Tono จาก content.time.com 
บทความ “Japanese, Waiting in Line for Hours, Follow Social Order After Quake” โดย Susan และ James Russell Goldman จาก abcnews.go.com 
บทความ “Disaster and the Japanese Spirit” โดย Alexander N. Meshcheryakov จาก nippon.com 
บทความ “Yuna-Chan: The New Project Helping Revive Fukushima Prefecture” (ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน) จาก jpninfo.com 
 
เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ