image

Business & Industrial

It’s Time for Music City เสียงแห่งโอกาสของวงการดนตรีไทย

Published Date : 1 พ.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

156

ภาพของกรุงเทพฯ ที่จะเป็นมหานครแห่งเสียงดนตรี ไม่ได้เป็นแค่เพียงภาพฝันอีกต่อไป เมื่อ Bangkok Music City 2019 หรือเทศกาลดนตรีครั้งยิ่งใหญ่ของกรุงเทพฯ ถูกรังสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง ณ ย่านสร้างสรรค์เจริญกรุงผ่านความร่วมมือของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), ฟังใจ และ NYLON Thailand โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปะและดนตรีของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งยังเป็นการแสดงศักยภาพว่ากรุงเทพฯ สามารถเป็นจุดศูนย์กลางของการแสดงคอนเสิร์ตได้ไม่แพ้เมืองดนตรีเมืองไหน ๆ ของโลก 

เราชวนสองหัวเรือใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังงาน Bangkok Music City 2019 ‘คุณต้อม-พงศ์สิริ เหตระกูล’ ผู้บริหารจาก Nylon Thailand และ ‘คุณพาย-ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี’ ผู้ร่วมก่อตั้งฟังใจ แพลตฟอร์มแห่งอาณาจักรดนตรีอินดี้ มาร่วมพูดคุยกับเรา ตั้งแต่เรื่องแพสชันด้านดนตรี ความฝันที่อยากจะใช้ดนตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไปจนถึงอนาคตของวงการเพลงของไทย 

ก่อนจะมาทำโปรเจกต์ Bangkok Music City แต่ละคนมีแพสชันเกี่ยวกับดนตรีอย่างไรบ้าง 
คุณต้อม : นอกเหนือจากงานที่ทำ ก็มีงานอดิเรกคือเล่นดนตรี เพราะส่วนตัวผมก็มีแพสชันด้านนี้เยอะ ปัจจุบันก็ยังเล่นดนตรีร่วมกับวง The Paradise Bangkok Molam International Band ซึ่งเป็นวงหมอลำอินเตอร์ งานอดิเรกอีกอย่างก็คือการจัดคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ชื่อ Sofar Sounds Bangkok เป็นคอนเสิร์ตที่เรามักจะจัดตามสถานที่ที่คนไม่ค่อยไปจัด เช่น ห้องนั่งเล่น ดาดฟ้า หรือบ้านร้าง แล้วเราก็จะไม่บอกคนดูว่าจัดที่ไหน ไม่บอกว่าวงอะไรจะมาเล่น เพราะเราอยากได้คนดูที่อยากจะมาเพราะเขาเชื่อว่างานนี้จะสามารถมอบประสบการณ์ทางดนตรีที่ดีมาก ๆ ให้เขาได้ โดยที่ไม่สนใจว่าศิลปินเป็นใคร ผมอยากให้คนดูดูแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย คนนี้ใคร แล้วนี่มันเพลงอะไร ทำไมไม่รู้จักคนนี้มาก่อนเลย แล้วทำไมมันถึงเจ๋งขนาดนี้ เพราะจุดประสงค์ในการจัดของเราก็คืออยากให้ประเทศนี้มีกลุ่มคนที่อยากจะฟังดนตรีที่ตัวเองไม่รู้จักมากขึ้น เปิดรับมากขึ้น และกล้าที่จะสำรวจอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น

คุณพาย : จริง ๆ ผมเรียนจบด้านวิศวกรรม และอาชีพเก่าผมเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมโดยเชี่ยวชาญในด้าน Sustainability (ความยั่งยืน) และ Climate Change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) แต่ที่มาทำฟังใจทุกวันนี้ ก็เพราะเราเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก แล้วความคิดความฝันเราก็อยากเป็นนักดนตรี แต่พ่อแม่ไม่อยากสนับสนุนด้านนี้เท่าไหร่ กลัวว่าจะไม่มั่นคง อาจจะด้วยที่คนส่วนใหญ่มองว่าศิลปินเป็นอาชีพ ‘เต้นกินรำกิน’ เราเลยเก็บความฝันไว้ให้มันเป็นงานอดิเรกไป แต่พอมีโอกาสก็เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้คอมพิวเตอร์ทำเพลง อัดเพลงด้วยตัวเอง แล้วก็ปล่อยในออนไลน์ ทำให้วงเรา (Cigarette Launcher) มีโอกาสได้ไปเล่นสดบ้าง เลยทำให้เข้าใจวิถีแบบอินดี้ในระดับหนึ่ง เพราะสมัยที่ทำวง เราก็มีเพลงดังระดับหนึ่งในวิทยุ มีเสื้อยืดขายได้บ้าง ขายซีดีได้ มีแฟนเพลงอยู่บ้าง แต่รายได้ก็ถือว่าไม่พอจะมาจ่ายค่าสตูดิีโอหรือไปจ่ายหนี้แม่เลยด้วยซ้ำ จุดนั้นเลยคิดอยากจะมีโมเดลธุรกิจที่จะช่วยให้ศิลปินอินดี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

วงการ ‘ดนตรีอินดี้ไทย’ เป็นอย่างไรบ้าง
คุณต้อม : ส่วนตัวผมรู้สึกว่าเมื่อก่อน เราเห็นกระแสของวงอินดี้ที่ใหญ่และเข้มแข็งมาก อย่างจัดงานสักครั้ง มีคนมาเป็นแสน ๆ คน ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็กระแสมันก็ยังคงมีอยู่นะ ไม่ได้แย่ลงด้วย แต่อาจจะมีขนาดเล็กลง และกลายเป็นว่าวงเล็ก ๆ ก็จะมีแฟนเพลงที่เหนียวแน่นขึ้น แต่ผมก็คิดว่ามันยังพอใจไม่ได้ เพราะว่าจำนวนคนดูศิลปินกระแสหลักกับศิลปินอินดี้มันห่างกันเยอะมาก อย่างยอดวิวของเพลงแมสเนี่ย 300 ล้านวิวก็มีให้เห็นกันบ่อย ๆ  ซึ่งเป็นอะไรที่น่าตกใจมากนะสำหรับประเทศที่พูดแค่ภาษาไทยภาษาเดียวและมีคนอยู่แค่นี้ ต่างกับเพลงอินดี้ที่ยอดวิวถึง 1 หมื่นก็ดีใจมากแล้ว แต่ถ้าเราลองสังเกตดูประเทศอื่น ๆ  อย่างในอินโดนีเซีย เส้นแบ่งระหว่างดนตรีกระแสหลักและดนตรีนอกกระแสมันเริ่มหายไปแล้ว เขามีวงอินดี้ที่เล่นคอนเสิร์ตได้ใหญ่มาก ๆ บรรยากาศของคนที่ไปสนับสนุนเขาก็เหนียวแน่น เราเห็นอะไรแบบนี้ในญี่ปุ่นบ้างเหมือนกัน วงเล็ก ๆ มีแฟนเพลงมาตาม แล้วแฟนเพลงเหล่านั้นก็จ่ายเงินซื้อซีดี จ่ายเงินดูคอนเสิร์ตเขาเต็มใจที่จ่ายให้ศิลปะ บรรยากาศแบบนี้มันถึงจะทำให้วงการไหนก็ตามมันอยู่ได้ เพราะสำหรับผม วงการดนตรีที่พัฒนาแล้ว คือการที่เส้นแบ่งระหว่างดนตรีอินดี้กับแมสมันเริ่มหายไป 

คุณพาย : ผมพยายามวิเคราะห์ดูนะ ว่าทำไมศิลปินอิสระบ้านเราถึงมีรายได้ไม่เพียงพอ เลยลองหาว่าจริง ๆ แล้วในอุตสาหกรรมดนตรีเงินมันไหลมาจากไหน คำตอบคือมันก็ไหลมาจากคนซื้อตั๋วคอนเสิร์ต จากแฟนเพลง แต่กว่าจะมาถึงตัวศิลปินนั้น ต้องผ่านตรงนู้นตรงนี้ ทำให้รายได้ที่ศิลปินได้จริง ๆ มันไม่เพียงพอ สาเหตุหลักอย่างหนึ่งก็คือตลาดของวงการอินดี้มันค่อนข้างเล็ก และสองก็คือความเต็มใจที่จะจ่ายเงินของคนดูก็น้อย อย่างสมัยก่อนคนอาจจะซื้อเทป แต่ก็มีเทปผีราคาถูกกว่าออกมาขาย มีซีดี ก็มีซีดีผีราคาถูกกว่า แล้วพอมีอินเทอร์เน็ต ก็มีการแชร์เพลงต่าง ๆ ทีนี้เพลงกลายเป็นของฟรีเลย ฉะนั้นจากการที่สินค้ามันเคยมีราคาแล้วราคาตกลงมาเหลือศูนย์ การจะทำให้สินค้านั้นกลับมามีราคาใหม่อีกครั้งมันยากมาก ยิ่งในประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่ฟังเพลงกระแสหลัก วงการดนตรีก็ถูกกำหนดทิศทางโดยค่ายเพลงที่หันไปจับคู่กับแบรนด์ต่าง ๆ ที่เข้ามาพร้อมกับเงินอุดหนุน ทำให้ศิลปินที่ดังก็จะได้เงินมาจากแบรนด์ส่วนหนึ่ง จากการขายตั๋วอีกส่วนหนึ่ง ทำให้ขายเพลงได้ในราคาที่ถูกลง ต่างกับศิลปินอิสระ ที่ยังไม่มีใครมาสนับสนุน ช่องทางการหาเงินก็มาจากตั๋วล้วน ๆ แต่จะตั้งราคาแพงก็ไม่ได้ เพราะความเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อชมดนตรีของคนดูบ้านเรายังมีไม่มากนัก  

แล้วเราต้องทำอย่างไรให้ดนตรีนอกกระแสสามารถไปต่อได้อย่างมั่นคง
คุณพาย : เป้าหมายของฟังใจคือเราต้องการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมดนตรีไทยอย่างยั่งยืน เพื่อที่ว่าศิลปินนักดนตรีอิสระจะมีอาชีพมีรายได้ที่มั่นคง เพราะฉะนั้นการทำให้มันเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราจะมี 3 แนวทางหลัก ๆ ที่เรียกว่า SEE คือ Social (สังคม) เราทำอะไรแล้วดีต่อสังคมดนตรีหรือไม่ Economic (เศรษฐกิจ) เราทำอะไรแล้วช่วยให้ศิลปินมีรายได้หรือไม่ และ Environmental (สภาพแวดล้อม) เราทำอะไรแล้วทำให้ระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมดนตรีดีขึ้นหรือไม่

เช่น ถ้าเราไปพูดคุยกับรัฐบาล ช่วยทำให้รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของดนตรี แล้วมีเงินทุนเข้ามาส่งเสริม มีนโยบายช่วยสนับสนุนให้อาชีพนักดนตรีมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็แปลว่าเรากำลังช่วยให้เกิดระบบนิเวศของวงการดนตรีที่ดีขึ้น หรือถ้าเราให้การศึกษา ก็แปลว่านอกจากจะช่วยเหลือสังคมของนักดนตรีแล้ว ก็ยังช่วยพัฒนาให้เกิดทรัพยากรมนุษย์ที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งมันก็กลับไปพัฒนาระบบนิเวศได้อีก เราปักธงไว้บนยอดเขาของเราว่า ‘ศิลปินและนักดนตรีอิสระจะต้องมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน’  เพราะฉะนั้นเราก็จะค่อย ๆ สร้างฐานของภูเขาลูกนี้ไปเรื่อย ๆ จะถึงยอดหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยมันก็จะดีขึ้น และถ้าอุตสาหกรรมโดยรวมดีขึ้น ค่ายเพลงก็อยู่ได้ เจ้าของสถานที่ก็อยู่ได้ สื่อต่าง ๆ ก็อยู่ได้ รวมถึงศิลปินอิสระที่ไม่อยากเลือกที่จะอยู่ค่ายก็อยู่ได้ นั่นคืออุตสาหกรรมดนตรีที่สมบูรณ์ 

คุณต้อม : อีกสิ่งที่จำเป็นสำหรับวงการดนตรีก็คือคนดู ถ้าเราสามารถเปลี่ยนความสนใจของคน ให้เขาสามารถรู้สึกหรือสร้างนิสัยที่อยากจะฟังเพลงที่ไม่รู้จักได้ และทำให้ความคิดแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นหรือเป็นสิ่งที่เท่ได้ เราก็จะสร้างวงการของคนประเภทนี้ให้ใหญ่ขึ้นได้ วงการดนตรีมันจะดีขึ้นทันทีเลย เพราะว่าวงอินดี้ทั้งหลาย เขาไม่จำเป็นจะต้องไปทำอาชีพอื่นแล้ว เขาสามารถโฟกัสกับงานดนตรีได้ ดนตรีมันก็จะถูกพัฒนา เพราะว่านักดนตรีมีเวลาโฟกัสกับมันจริงจัง และเขาจะอยู่ได้ด้วยดนตรี เพราะอย่างน้อยมันมีคนที่เข้ามาสนับสนุนเขาให้เขาอยู่ได้จริง ๆ ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าเกิดเราไม่มีคนดู ไม่มีคนสนับสนุน หรือไม่มีการบริโภคเกิดขึ้น ไม่ว่าวงการศิลปะแบบไหน ก็ไม่มีทางอยู่รอดทั้งนั้น 

Music City ทิศทางใหม่ของวงการดนตรีและการท่องเที่ยวไทย
คุณพาย : ในส่วนของการท่องเที่ยวเชิงดนตรีก็จะมีโมเดลของ Music City อยู่ ซึ่งเป็นการผนวกดนตรีกับการท่องเที่ยว ทำให้ดนตรีกลายเป็นคอนเทนต์ที่ดึงดูดการท่องเที่ยวเข้ามา แปลว่าเม็ดเงินที่เข้ามานี้จะเป็นเงินใหม่ คนจ่ายเงินก็เป็นคนใหม่ และหมุนเวียนอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นมันก็จะมีเงินใหม่ไหลเวียนเข้าสู่ระบบของดนตรีด้วย ทำให้อุตสาหกรรมดนตรีมีเงินมากขึ้น กระจายไปสู่ศิลปินได้มากขึ้น เลยมองว่าถ้าเราทำเรื่อง Music Tourism กับ Music City มันน่าจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมดนตรีได้อีกทาง เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงจัด Bangkok Music City ขึ้นมาเพื่อพัฒนาฝั่งเศรษฐกิจของวงการดนตรีผ่านการท่องเที่ยว 

คุณต้อม : คือจริง ๆ กรุงเทพฯ มีวัตถุดิบที่ดีเยอะเสียจนเราเชื่อว่าคนต่างประเทศจะอยากมาเที่ยว แค่เพียงเพราะซีนดนตรีของไทยก็ได้เลยด้วยซ้ำ ไอเดียนี้อยู่ที่ต่างประเทศหลาย ๆ เมืองที่เขาเรียกตัวเองเป็น Music City อย่าง Austin, Liverpool, Melbourne หรือ Nashville ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่เมืองใหญ่อะไรเลย Austin มีขนาดของความเจริญใหญ่กว่าสยามไปเซ็นทรัลเวิลด์นิดเดียวเอง แต่กลับเป็นเมืองที่มูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมดนตรีขนาดประมาณเทศกาลสงกรานต์บ้านเรา เขามีเทศกาลใหญ่ชื่อ South by SouthWest ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 1 ใน 3 ของโอลิมปิก แปลว่า Austin ไม่ต้องจัดโอลิมปิกแล้วนะ เขาจัดแค่งานนี้งานเดียวติดกันไป 3 ปี ก็จะมีการใช้จ่าย มีการสร้างงาน มีเงินไหลเวียนเข้ามาเท่ากับการจัดโอลิมปิกแล้ว ทั้ง ๆ ที่เมืองเขาไม่มีอะไร ไม่ได้เป็นเมืองที่อาหารดี มีวัดวาอาราม มีวัฒนธรรม มีนักท่องเที่ยวมาเยอะอยู่แล้วอย่างบ้านเรา แต่สิ่งที่ Austin มี สร้างขึ้นมาด้วยวิสัยทัศน์ของคนล้วน ๆ 

แล้วที่มาของ Bangkok Music City คืออะไร 
คุณพาย : Bangkok Music City เป็นงานประชุม (Conference) และเทศกาลงานแสดงต่าง ๆ (Showcase Festival) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มีในต่างประเทศมาสักพักหนึ่งแล้ว คือถ้าเราเปรียบเทียบว่า Music Festival เป็นงานสำหรับแฟนเพลง เพื่อให้แฟนเพลงได้ไปดูศิลปินที่เขาชอบ Music Showcase Festival ก็เป็นงานสำหรับศิลปินเพื่อให้ศิลปินได้พบกับคนที่จะมาช่วยทำให้อาชีพเขามั่นคงขึ้น แข็งเรงขึ้น มีรายได้มากขึ้น มีโอกาสในการเจริญเติบโตในสายงานมากขึ้น มันเลยมีจุดประสงค์ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง 

ส่วน Music Conference ก็เป็นงานรวมตัวของคนที่เป็นนักธุรกิจดนตรี เจ้าของค่ายเพลง เจ้าของเฟสติวัล หรือใครก็แล้วแต่ที่ต้องการทำธุรกิจใหม่ ๆ ต้องการหาศิลปินใหม่ ๆ ต้องการหาเครือข่ายใหม่ ๆ ที่จะมาขยายธุรกิจของเขา ดังนั้นทั้ง Conference และ Showcase Festival ก็ควรอยู่คู่กัน เพราะถ้าเราจะทำให้คนต่างประเทศที่ไม่รู้จักวงของไทยเลย รู้จักวงเราบ้าง เราก็ต้องให้คนที่เป็นผู้ซื้อ (Buyer) ของประเทศเขามาซื้อวงของเราไปเล่น พอวงได้ไปเล่น คนก็ได้ฟัง คนก็รู้จักว่ามีดนตรีดี ๆ มาจากประเทศไทยนะ ทำให้เขาอยากลองมาดูที่แหล่งของมัน มาดูเมืองไทย เหมือนเอากลยุทธ์หลาย ๆ อย่างมาเรียง แล้วมารวมกันใหม่ จนกลายเป็น Bangkok Music City ขึ้นมา

คุณต้อม : ทีนี้เรารู้สึกว่ากรุงเทพฯ มีวัตถุดิบที่ดีที่จะเป็น Music City ได้ ยิ่งเราเป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว เขาชอบกรุงเทพฯ อยู่แล้ว เพราะที่นี่เป็นมิตร ข้าวของก็ไม่แพง แถมอาหารก็อร่อยมากด้วย มันมีทุกอย่างที่ทำให้คนอยากมา แต่ถ้าถามว่าเราขาดอะไร เราขาด ‘เนื้อหา’ ที่จะผลักดัน ให้การท่องเที่ยวของเมืองนี้โตไปอีกขั้น ลองย้อนดูว่าการท่องเที่ยวของเรา เราขายทะเล ขายอาหาร ขายน้ำตก ขายภูเขา เราขายสิ่งที่เราบังเอิญมีแล้วมันดีมานานแค่ไหนแล้ว สิ่งเหล่านี้จะดูดผู้คนมาได้อีกนานขนาดไหน อีกนานไหมกว่าคนจะเบื่อ ทุกอย่างมีขีดจำกัดของตัวเอง แต่การท่องเที่ยวทางเนื้อหาที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยวิสัยทัศน์ของคนมันไม่เคยมีขีดจำกัด เพราะขีดจำกัดก็คือจินตนาการของมนุษย์ ความเป็นไปได้จึงมีไม่รู้จบ ซึ่งผมว่านี่คือสิ่งที่กรุงเทพฯ ขาด คือเราจะสร้างสรรค์เนื้อหาการท่องเที่ยวขึ้นมาใหม่ให้เมืองนี้อย่างไร เรามีต้นทุนที่ดีมากอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรคนก็มาเที่ยวกันติดอันดับโลกแล้ว แต่ถ้าเรามีเนื้อหาเพิ่มขึ้นมา ความยั่งยืนมันคนละเรื่องกันเลยนะ

ในฐานะคนดนตรี คุณคิดว่าเสียงของกรุงเทพฯ เป็นแบบไหน
คุณต้อม : ไม่มีครับ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนะ แค่ว่ามันยังไม่ถึงขั้นที่เราต้องมีเสียงใดเสียงหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะการที่เราจะมีซีนดนตรีที่ดี มันไม่จำเป็นจะต้องมีเสียงเดียว คือมันมีก็ได้นะ อย่าง New Orleans คนก็จะนึกถึงดนตรีแจ๊ส แต่ถ้าอย่าง New York มีเสียงแบบไหน มันก็ไม่มีคำตอบนะ เพราะมีทุกแนวเลย แล้วอย่างกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ค่อนข้างเปิดกว้าง เรามีอะไรที่โดดเด่นเยอะมาก เราจึงไม่จำเป็นต้องไปกำหนดก็ได้ว่า เสียงกรุงเทพฯ ต้องเป็นยังไง ผมว่าวันนี้ยังไม่มี และถ้าเราจะเป็น Music City ที่ดี จำเป็นต้องมีหรือเปล่า ผมว่าก็ไม่จำเป็น 

คุณพาย : มันอาจไม่จำเป็นที่เราจะต้องมีเอกลักษณ์ขนาดนั้น บางทีเอกลักษณ์ของเพลงไทยมันอาจจะเป็นแค่กลิ่นบาง ๆ ก็ได้ เหมือนกับเพลง K-pop ก็จะมาจากเพลงแนว Hip-Hop บวกกับ American Pop เพลงไทยก็เหมือนกัน ตอนนี้เราอาจจะยังไม่รู้ เพราะยังไม่ได้กลั่นกรองมานานพอ หรืออาจจะยังไม่ได้ปล่อยให้วิวัฒนาการของเพลงมันดำเนินไปได้เพียงพอ จนกระทั่งมันมีกลิ่นเล็ก ๆ นั้นขึ้นมา ซึ่งก็ต้องใช้เวลา ยิ่งในปัจจุบันเรามีเพลงจากศิลปินไทยดี ๆ ให้เลือกฟังเยอะมาก อย่างแค่ในฟังใจก็มีศิลปินกว่า 4,000 ศิลปิน มีเพลงอีก 45,000 เพลงแล้ว แปลว่ายังมีศิลปินและเพลงที่คนไม่รู้จักอีกเยอะมาก ซึ่งนั่นคือปัญหาของเรา คือคนยังไม่รู้จัก เพราะว่าเดี๋ยวนี้เพลงที่ดัง ก็จะมีอยู่แค่ไม่กี่เพลง แต่ว่าถ้าเราสามารถโปรโมตได้ว่า ถ้ามากรุงเทพฯ แล้วมีเพลงให้เลือกมากมายหลายแนวเพลงเลยนะ คุณชอบอะไร คุณมาที่นี่ คุณก็จะได้ฟัง คล้าย ๆ กับ Austin ที่ชื่อเล่นของเมืองคือ “Live Music Capital of The World” คือเขาก็ไม่ได้บอกนะว่าเขาเป็นเมืองหลวงแห่งดนตรีคันทรี หรือเมืองหลวงแห่งดนตรีร็อก แต่เขาเลือกดนตรีเล่นสด ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ 

อนาคตวงการดนตรีไทยควรต้องปรับอะไรหรือเปล่าเพื่อที่จะให้พัฒนาไปสู่ระดับโลก
คุณต้อม : ผมว่าเรามีสิ่งที่ต้องทำ แต่ผมจะไม่ใช้คำว่าปรับ แต่จะใช้คำว่า ‘ผสม’ เพราะถ้าลองค้นคำว่า ‘Thai Music’ ใน Google ดูคุณจะเจอระนาด วงปี่พาทย์ หรือวงหมอลำ คือมันจะอยู่แค่นั้น แล้วถ้าดนตรีไทยหรือปี่พาทย์มันยังอยู่ที่เดิมเหมือนแช่แข็ง มันก็จะอยู่เท่านี้แหละ แล้วคนฟังก็จะเริ่มหายไปเรื่อย ๆ คนที่หยิบมันมาเล่นก็จะค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ ซึ่งจริง ๆ เด็กรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่สำคัญมากในการพัฒนาดนตรีของแต่ละเมือง เพราะว่าเขาเป็นกลุ่มที่จะเอามันมาทำต่อ แต่ถ้าเขาไม่ได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรีในประเทศของตัวเอง เขาก็จะไปหาดนตรีของที่อื่น เช่น ถ้าดนตรีไทยไม่สร้างแรงบันดาลใจให้เลย เขาก็จะไปเต้นคัฟเวอร์ K-pop เขาก็จะไปเล่นดนตรีร็อก เขาก็จะไปทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เขารู้สึกสนุกด้วย 

คุณพาย : คือเรามีสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ตลอดแล้วมันก็ถูกทำให้แย่คือเรื่องอคติ เรามีสิ่งที่จับต้องไม่ได้ มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทั้งในเรื่องความเชื่อ เรื่องวัฒนธรรม เรื่องที่ว่าดนตรีไทยต้องเป็นแบบนี้ ห้ามแตะห้ามเปลี่ยน ลองนึกถึงตอนเด็ก ๆ ก็ได้ หลายคนโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งการ์ตูนอาจจะไม่ได้พูดถึงวัฒนธรรมแบบโบราณก็ได้ แต่พอเราโตมากับสิ่งนั้น เราก็ชื่นชอบญี่ปุ่น ชอบภาษา ชอบวัฒนธรรม แล้วในที่สุดมันก็เอื้อมไปถึงจุดที่อยากจะรู้ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น คือเด็ก ๆ เนี่ย จะไปบังคับให้เขามาสนใจอะไรที่เก่า ดึกดำบรรพ์ หรืออะไรที่ลึกมาก ๆ มันก็ไม่สนุก เขาก็ไม่ชอบ แต่ว่าถ้าเรามีจุดที่ทำให้เขาเกิดความสนใจ มันก็ค่อยนำพาไปต่อยอดได้ มันต้องยอมให้เกิดการผสม เช่นดนตรีไทยก็ไปเล่นกับดนตรีฝรั่งได้ โขนก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ถ้าเราลองนึกถึงการสู้กันระหว่างอุลตร้าแมนกับยักษ์วัดแจ้งสมัยก่อน ผมว่ามันก็ทำให้ต่างชาติทึ่งได้เหมือนกันนะ แล้วเขาก็ได้รู้จักว่านี่คือยักษ์ คือมันต้องมีความยินยอมให้ของเก่าและของใหม่ผสมกันได้

คุณต้อม : ผมก็เข้าใจผู้ใหญ่หลายคนนะ อย่างครูดนตรีไทยหลายคนที่เก่งมาก ๆ แล้วก็เข้าใจแก่นของดนตรีไทย เวลาเราไปถามประเด็นพวกนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมักจะเป็นการสนับสนุน เขาจะบอกว่า ทำเถอะ ผสมเถอะ หยิบมันไปใช้เถอะ แต่ช่วยเข้าใจ ‘แก่น’ มันหน่อย อย่าเอาโขนไปแค่ใส่ชุดแล้วไปเต้นอะไรก็ไม่รู้ แต่คุณต้องเข้าใจแก่นของมันให้ได้ แล้วอยากทำอะไรก็ทำ คือช่วยพัฒนามันต่อเถอะ มันจะได้มีชีวิตอยู่กับพวกเราต่อไป เพราะว่าถ้าเราเก็บมันไว้เฉย ๆ มันก็จะอยู่แต่บนหิ้ง แล้วก็จะไม่มีใครทำให้มันมีชีวิตอีกแล้ว 

Creative Ingredient
ถ้าจะแนะนำชาวต่างชาติให้รู้จักกับดนตรีแบบไทย ๆ อยากแนะนำเพลงอะไรให้เขาฟัง
คุณต้อม :
คงแนะนำ The Paradise Bangkok Molam International Band แต่ถ้าถามว่าคนไทยฟังเพลงแบบนี้กันหรือเปล่า ก็ไม่นะ มันเลยอยู่ที่ว่าอยากให้แนะนำแบบไหน ถ้าถามว่าเพลงไทยที่คนไทยฟังจริง ๆ เราก็ฟังเพลงกันกว้างมาก แต่ถ้าถามว่าอยากจะให้แนะนำอะไร ผมว่าวงนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่คนต่างประเทศเขาทึ่ง แล้วน่าจะทำอะไรแบบนี้ไม่ได้ 
คุณพาย : ต้องขึ้นอยู่กับว่าเขาชอบเพลงอะไร ผมไม่อยากตัดสินว่าโลกนี้มีเพลงดีกับเพลงไม่ดี มันมีแต่เพลงที่เราชอบกับไม่ชอบ เพราะฉะนั้นถ้าจะแนะนำเพลงไทยให้ชาวต่างชาติฟัง ก็ขอรู้หน่อยแล้วกันว่าเขาเป็นชาติไหน เขาฟังอะไรอยู่ เราจะได้แนะนำได้ว่า เพลงนี้มันคล้ายกับที่คุณฟังอยู่นะ แต่เจ๋งกว่าเพราะอะไร เป็นต้น ไม่ใช่ว่ามีวงที่ครอบจักรวาลมาก ๆ  ที่ถ้าคุณไปฟังแล้วจะต้องชอบ ไม่มีทาง 


เรื่อง : ณัฐชา ตะวันนาโชติ I ภาพ : มนตรี โสภา