image

Business & Industrial

จับ Megatrend มาเป็นไอเดียหัตถกรรม

Published Date : 14 ส.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

2,744

อะไรคือ Megatrend ที่จะเป็นตัวการต่อยอดสู่การสร้างสรรค์งานหัตถกรรมที่จะขายได้อย่างยั่งยืน

พบคำตอบน่าสนใจไปกับ ดร. อรช กระแสอินทร์ หัวหน้าสาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงบูรณาการ (IPDI) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในผู้ร่วมบรรยายจากโครงการ Isan Folkcraft Changeover กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมงานฝีมือท้องถิ่นภาคอีสาน เพื่อช่วยขยายโอกาสใหม่ ๆ ในภาคธุรกิจและบริการ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29-30 มิถุนายน 2562 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 
Megatrend คือ เทรนด์ใหญ่ระดับโลกที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อผู้คนในสังคม ดังนั้น เราจึงต้องศึกษา Megatrend เพื่อประโยชน์ดังนี้
  • เพื่อรู้เหตุการณ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น
     
  • เพื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดกับตัวเรา
     
  • เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเอง
 

“เนื่องจากปัญหาที่ผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมส่วนใหญ่พบ คือไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองผลิตนั้น ถูกนำไปใช้ทำอะไร ทำให้ไม่รู้ว่าต้องผลิตสินค้าอย่างไรให้ตอบสนองกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ดังนั้นการหาคำตอบให้ได้ว่า ลูกค้านำสินค้าของเราไปใช้ทำอะไรทั้งในตอนนี้และในอนาคต จึงเป็นสิ่งสำคัญ”

ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น (คาดการณ์โดยธนาคารแห่งประเทศไทย)

  1. สังคมผู้สูงอายุ: เป็นสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย เนื่องจากเด็กเกิดน้อยลง และคนมีอายุยืนมากขึ้น ผู้ผลิตหัตถกรรมหลายคนก็เริ่มเป็นผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุที่จะเป็นผู้ที่ซื้องานหัตถกรรมก็มีมากขึ้นเช่นกัน 
     
  2. ความเป็นเมือง: ชนบทจะเล็กลงและเมืองจะขยายใหญ่ขึ้น คนเริ่มอยู่คอนโดกันมากกว่าอยู่บ้านที่มีพื้นที่ใหญ่ๆ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตัวของสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ที่จะอยู่ในบ้านด้วย เช่น เก้าอี้หวายใหญ่ ๆ อาจจะขายได้น้อยลง แต่ในทางกลับกัน เมื่อคนอยู่ในเมืองกันมากขึ้น คนก็จะเริ่มโหยหาชนบทมากขึ้นเช่นกัน
     
  3. ความเป็นปัจเจกบุคคล: เมื่อก่อนคนอาจจะชอบอะไรเหมือน ๆ กัน แต่เดี๋ยวนี้คนมีความชอบแตกต่างกัน ซึ่งจะแสดงออกมาผ่านทัศนคติของคนแต่ละรุ่น (เบบี้บูมเมอร์ เจเนอเรชั่นวาย หรือ เจเนอเรชั่นเอ็กซ์)
     
  4. เทคโนโลยีนวัตกรรม: อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ช่วยให้การค้นหาข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น การแปลภาษาทำได้อย่างรวดเร็ว เกิดเทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะทำให้ธุรกรรมทางการเงินไม่มีข้อจำกัด วิถีชีวิตของคนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และเทคโนโลยีจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ 
     
  5. การเปลี่ยนขั้วทางเศรษฐกิจและการเมือง: ในอดีตนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวประเทศไทยมักจะเป็นชาวตะวันตก แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวจีนมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นสินค้าของฝากต่าง ๆ ที่เคยผลิตเพื่อมุ่งขายให้ชาวตะวันตก อาจต้องปรับเปลี่ยนให้ดึงดูดผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น
     
  6. การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ: วัตถุดิบทางการเกษตรที่เคยมีตามธรรมชาติกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม ประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศที่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เพราะเรามีวัตถุดิบทางการเกษตรเยอะ และผู้คนจะใส่ใจเรื่องธรรมชาติกันมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าทดแทนพลาสติกต่าง ๆ 
     

เทรนด์ในอนาคตเกี่ยวข้องกับงานหัตถกรรมอย่างไร
Megatrend ก็เหมือนกับสึนามิ ที่สร้างผลกระทบต่อตัวเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในทางกลับกัน  Megatrend จะช่วยสร้างโอกาสได้อย่างมหาศาล เช่น เทรนด์การย้ายจากบ้านไปอยู่คอนโด ทำให้คนซื้อของแต่งบ้านน้อยลง แต่ถ้าหากเฟอร์นิเจอร์ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กลง แต่ประโยชน์ใช้สอยยังคงอยู่ เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นก็จะยังเป็นที่ต้องการ อย่างที่ IKEA ได้รับการตอบรับที่ดีจากการออกแบบสินค้าของตัวเองให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมือง หรือเทรนด์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการลดใช้ถุงพลาสติกที่จะถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่สร้างขยะพลาสติกลงสู่ทะเลเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก   
แล้วในฐานะผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรม เราควรทำอะไร

นอกจากประเทศไทยแล้ว อินเดีย เม็กซิโก และแอฟริกาใต้ ก็ให้ความสำคัญกับงานหัตถกรรมเช่นเดียวกัน ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนมุมมองต่อของรอบตัว เพื่อสร้างความแตกต่าง 
‘สิ่งที่ทำได้ สิ่งที่ขายได้ สิ่งที่ชอบทำ’ 3 สิ่งนี้ เมื่อนำมารวมกันก็จะทำให้เกิดเป็นธุรกิจได้ แต่จะทำอย่างไรให้ธุรกิจของเราไปต่อได้นั้น เราต้องรู้ก่อนว่าผู้บริโภคของเราต้องการอะไร

ตามหาความคิดสร้างสรรค์

  1. ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองหรือของกลุ่ม: ลองใช้ความรู้ที่ตัวเองมี แล้วก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน อย่าปล่อยให้ทำสิ่งต่าง ๆ ไปด้วยความเคยชิน ลองถามตัวเอง เพื่อน ๆ หรือคนรอบตัว ว่ามีไอเดียอะไรอยู่บ้างหรือไม่ เพื่อหาความคิดใหม่ ๆ และสิ่งที่น่าสนใจ เพื่อนำมาต่อยอด
     
  2. วัตถุดิบและการผลิต: สังเกตสิ่งที่อยู่รอบตัว สำรวจดูว่าเรามีวัตถุดิบหรือวัสดุอะไรที่มีจำนวนมากหรือมีราคาถูกอยู่บ้างหรือไม่ แม้แต่ของเหลือจากธุรกิจต่าง ๆ ก็สามารถเป็นวัตถุดิบที่นำมาคิดออกแบบได้เช่นกัน ทั้งยังเป็นต้นทุนที่มีราคาถูกมาก เช่น การนำป้ายหาเสียงมาทำเป็นกระเป๋า เป็นต้น
     
  3. ทักษะและความชำนาญ: เป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำมาต่อยอดและสร้างมูลค่าได้ เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบได้ยากแล้ว ยังมีคุณค่าต่อธุรกิจผลิตภัณฑ์แนวสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก เพราะคิดและทำได้เอง
     
  4. เรื่องราวในสังคมและชุมชน: เรื่องราวรอบตัวช่วยให้เราต่อยอดไปสู่งานออกแบบได้หลากหลาย เพียงแต่ต้องศึกษาเรื่องราวนั้นให้ชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าควรหยิบยกส่วนใดมาเป็นวัตถุดิบทางความคิดและการออกแบบต่อไป เช่นในปีหนึ่ง ๆ ปีมีเทศกาลต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เราอาจหยิบยกเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับชุมชนของเรา มาพัฒนาเป็นสินค้าแบบที่จังหวัดเลยนำผีตาโขนมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ  เป็นการนำเรื่องราวในท้องถิ่นมาสร้างธุรกิจ สร้างรายได้ให้ชุมชนได้ประโยชน์ และยังทำให้คนภายนอกได้รู้จักท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
     
  5. กลุ่มลูกค้า: สิ่งสำคัญคือต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “คนที่เป็นลูกค้าของเรา เขาเป็นใคร และเขาซื้ออะไร” เพราะนอกจากการตั้งคำถามว่าจะ ‘ขายอะไร’ แล้ว การตั้งคำถามว่าสินค้าของเรา ‘ขายใคร’ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราเลือกประเภทสินค้าและแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะตอบสนองต่อลูกค้าได้ดีขึ้น โดยพิจารณาว่าลูกค้าของเราคือใคร เพศใด วัยไหน คนไทยหรือนักท่องเที่ยว ฯลฯ แล้วมองจากมุมของลูกค้าว่าเขาจะซื้อสินค้าแบบไหน เช่น ถ้าหากลูกค้าของเราเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ปัจจุบันจะเที่ยวตามรอย Vlogger มากขึ้น เราก็อาจจะต้องไปศึกษาว่าส่วนใหญ่ Vlogger เขามาทำอะไรกันบ้าง และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ซื้อของฝากจนกว่าจะถึงสถานที่ท่องเที่ยวแห่งสุดท้ายและจะไม่ซื้อของชิ้นใหญ่ ดังนั้นหากเราออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ของเราก็จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง
     

จากในไปนอก: หลักการคร่าว ๆ ของการออกแบบผลิตภัณฑ์

  1. หน้าที่ใช้สอย: สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาย่อมมีคุณค่าและประโยชน์ในตัวเอง ซึ่งเรียกว่าเป็น “หน้าที่ใช้สอย” เป็นคุณค่าที่ผลิตภัณฑ์ของเราตอบสนองต่อลูกค้า ซึ่งจะเป็นคุณค่าด้านการใช้งานหรือคุณค่าด้านความรู้สึกก็ได้
     
  2. รูปร่างรูปทรงของผลิตภัณฑ์: รูปลักษณ์ต้องสะท้อนความคิดบ่งบอกตัวตน เป็นสิ่งสำคัญเพราะต้องสามารถสื่อสารกับลูกค้าให้ได้ และเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคุณค่าทั้งในด้านการใช้งานและความสวยงาม
     
  3. สีและวัสดุ: สีเป็นคุณสมบัติที่เห็นได้ก่อนเป็นอันดับแรก มีผลต่อการสร้างความประทับใจและความน่าสนใจของตัวสินค้า ส่วนวัสดุก็มีส่วนในการสร้างความรู้สึกต่อสินค้าได้ เช่น ความมันวาวหรือความนุ่มนวลต่างๆ 
     
  4. การผลิต: กระบวนการผลิตถือเป็นต้นทุนหลักของผลิตภัณฑ์ ดังนั้นเราจึงต้องพิจารณาด้วยว่ากระบวนการผลิตมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เราผลิตได้เองหรือไม่ ยากหรือง่ายแค่ไหน สถานที่ผลิตอยู่ใกล้หรือไกล เป็นต้น
     
  5. รายละเอียดปลีกย่อยของผลิตภัณฑ์: รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ แต่บ่อยครั้งที่รายละเอียดต่าง ๆ มักถูกมองข้ามไป ส่งผลให้สินค้าด้อยค่าลง
     
  6. บรรจุภัณฑ์: ควรเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ทำขึ้นเอง เพราะจะทำให้ควบคุมกระบวนการผลิตเองได้ และเป็นการสร้างคุณค่ามากขึ้น ซึ่งบรรจุภัณฑ์ที่ดีไม่ควรมีค่าใช้จ่ายเกิน 5% ของราคาสินค้า


สร้างโอกาสจาก Megatrend
ลองถามตัวเองดูว่าจาก Megatrend ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เราสนใจประเด็นไหน จากนั้นก็ลองตั้งคำถามต่อว่าประเด็นที่เราเลือกนั้นสร้างปัญหาอะไรบ้าง แล้วใครจะได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นและได้รับผลกระทบอย่างไร และสุดท้ายปัญหานั้นจะให้ประโยชน์อะไรกับธุรกิจของเราได้บ้าง พอได้คำตอบแล้วก็ลองนำไอเดียที่ได้มาสานต่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ โดยอาจจะเริ่มจากการเขียนเรียงความง่าย ๆ ว่า

  • เราจะทำอะไร (ชื่อสินค้า ประเภทสินค้า-บริการ ฯลฯ)
     
  • ด้วยอะไร (วัสดุ วิธีการผลิต)
     
  • มีลักษณะอย่างไร (รายละเอียดผลิตภัณฑ์ คุณสมบัติ ฯลฯ)
     
  • เพื่อใคร (ลูกค้า ผู้ใช้)
     
  • แล้วเขาจะได้ประโยชน์อะไร


เขียนแล้วก็นำไปคิดต่อ หรือนำไปใช้สื่อสารกับคนอื่นก็ได้ เป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ว่าเราจะนับหนึ่งได้อย่างไรได้บ้าง และ 3 สิ่งที่จะช่วยให้มีธุรกิจที่ยั่งยืนคือ 1.) รู้ว่าลูกค้าของเราคือใคร 2.) ต้องควบคุมการผลิตได้ 3.) ควบคุมเงินได้  นอกจากนั้น ก็คือต้องเรียนรู้ที่จะล้มเหลวบ้าง เพราะการทำธุรกิจมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ถ้าอันไหนขายไม่ได้ เราก็จดไว้ ถ้าอันไหนขายได้เราก็ทำต่อไป 

...อย่าลืมว่า การออกแบบจะช่วยลดความเสี่ยงได้และเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน

เรื่อง : ณัฐชา ตะวันนาโชติ