image

Design & Creativity

Irony, Sarcasm และ Satire

Published Date : 9 ต.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

386

ในตำรานักเขียน มีการใช้คำพูดหรือการสร้างสถานการณ์ที่เรียกว่า Irony, Sarcasm และ Satire ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกัน และยากที่จะแปลเป็นไทยให้ถูกต้องชัดเจน เพราะทั้ง 3 คำ ต่างแฝงความประชดประชัน เสียดสีเย้ยหยัน ทั้งต่อคู่สนทนา หรือสถานการณ์รอบตัว ในระดับที่แตกต่างกันไป

เว็บไซต์ Masterclass.com ซึ่งเป็นโรงเรียนออนไลน์ในหัวข้อต่าง ๆ รวมถึงการสอนเรื่องการเขียนหนังสือ จึงได้รวบรวมข้อแตกต่างของคำว่า Irony, Sarcasm และ Satire มาให้ทั้งนักเขียนและนักอ่านได้ศึกษาดังนี้
เรามักคิดว่า Irony มักเกี่ยวข้องกับความบังเอิญ หรือโชคไม่ดี แต่จริง ๆ แล้วในทางวรรณกรรม Irony มี 3 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. Verbal Irony - เมื่อตัวละครพูดสิ่งที่ผิดจากความรู้สึกหรือความหมายที่แท้จริง (แต่ถ้าจุดประสงค์ของการพูดคือการ Mock หรือเย้ยหยัน ก็จะเรียกว่า Sarcasm) ตัวอย่างของ Verbal Irony เช่น เมื่อตัวละครเดินไปท่ามกลางพายุหิมะ แล้วกล่าวว่า “แหม! วันนี้อากาศดีจริงเชียว”
     
  2. Situational Irony - เกิดขึ้นเมื่อ “สิ่งที่คาดว่าจะเกิด” ต่างจาก “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ตัวอย่างเช่น ไฟไหม้สถานีดับเพลิงจนราบเป็นหน้ากลอง (เพราะเราจะมีความรู้สึกว่า ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ที่สถานีดับเพลิง เพราะเป็นสถานที่ที่ช่วยดับเพลิงให้สถานที่อื่น ๆ) หรือหากเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอนและสาธิตวิธีใช้ปืนอย่างปลอดภัย แต่พลาดยิงเท้าตัวเองขณะกำลังสาธิต แบบนี้ก็เรียกว่าเป็น Situational Irony
     
  3. Dramatic Irony - คือเมื่อผู้อ่านหรือผู้ชม “รู้มากกว่า” ตัวละครในหนังสือ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) นักเขียนชื่อก้องชาวอังกฤษ มักใช้ Dramatic Irony ในงานของเขา ตัวอย่างเช่น ฉากจบของเรื่องโรมิโอและจูเลียต (Romeo and Juliet) ผู้ชมรู้ว่าคู่รักทั้งสองยังไม่ตาย แต่ทั้งโรมิโอและจูเลียตต่างคิดว่าคนรักของตนได้ตายจากไปแล้ว โรมิโอจึงดื่มยาพิษฆ่าตัวตายและตายไปจริง ๆ จูเลียตที่ฟื้นจากหลับหลังจากนั้นเพียงนิดเดียวจึงฆ่าตัวตายตาม

ส่วน Sarcasm คือคำพูดเชิงประชดประชัน รู้สึกอย่างหนึ่งแต่พูดอีกแบบหนึ่ง บางครั้งอาจเป็นการประชดด้วยคำพูด น้ำเสียง หรือบริบทก็ได้ (เชิงบริบท เช่น พูดจาดีแต่วางของด้วยกิริยากระแทกกระทั้น) ตัวอย่างของ Sarcasm เช่น 

  1. เมื่อเกิดอะไรแย่ ๆ ขึ้น แล้วเราพูดว่า “โอ้ เยี่ยมไปเลย กำลังต้องการสิ่งนี้อยู่พอดี”
     
  2. เมื่อลูกน้องทำงานอย่างเชื่องช้าเกินเหตุ แล้วเราพูดว่า “ทำงานให้ช้ากว่านั้นอีกได้ไหม เอาช้า ๆ เลยนะ”
     
  3. เมื่อไปดูคอนเสิร์ตที่แค่ตอนเริ่มต้นก็ดูไม่น่าสนใจเอามาก ๆ แล้วเราพูดทำนองว่า “แหมตื่นเต้นจังที่จะได้อยู่ที่นี่อีกสามชั่วโมง” 

วิธีพูดที่ใกล้เคียงอีกอย่างคือ Satire ซึ่งแปลได้ว่า คำพูดเสียดสี มีเจตนาเย้ยหยันความผิดพลาดของมนุษย์ และอาจใช้ Sarcasm, Irony หรือ Hyperbole (การพูดเกินความจริงมาก ๆ) เป็นเครื่องมือในการสื่อ Satire 

ในปัจจุบัน มีการใช้ Satire เป็นการสื่อสารเชิงอารมณ์ขันกันมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อสื่อสารเรื่องทางการเมือง การบริหารบ้านเมืองที่ผิดพลาด หรือแม้แต่ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในชีวิตประจำวัน และบางครั้ง Satire ก็ใช้เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ตัวอย่างของ Satire ที่พบมากในวัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture) ก็เช่นการ์ตูนล้อการเมืองในหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ

รู้ถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า Irony (การผิดจากที่คาดไว้), Sarcasm (คำพูดเชิงประชดประชัน) และ Satire (คำพูดเสียดสีเย้ยหยัน) กันแล้ว ก็อย่าลืมเลือกใช้ให้ถูกต้องตามความหมาย ที่สำคัญต้องใช้ให้เหมาะสมจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ชีวิตพลิกผันแบบ Irony เข้ากับตัวเอง เพราะเลือกใช้ Sarcasm หรือ Satire ผิดจังหวะโอกาสไป

ที่มาภาพเปิด : Unsplash/@anniespratt

ที่มา : บทความ Learn the Differences Between Irony, Sarcasm, Satire, and Paradox จาก masterclass.com 

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ