image

Design & Creativity

เปิดจดหมายถึงบรรพบุรุษ ชวนดูนิทรรศการ “Hundred Years Between” โดยท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน

Published Date : 4 ก.พ. 2563

Resource : Creative Thailand

4,396

คุณอยากรู้ไหมว่า บรรพบุรุษมีความคิดและใช้ชีวิตอย่างไรในห้วงเวลา ณ วันวาน...

ไม่แตกต่างจากเมื่อ "ท่านผู้หญิงสิริกิตติยา เจนเซน" ได้รับโจทย์ให้สร้างสรรค์ผลงานจัดแสดงในวาระครบรอบ 115 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-นอร์เวย์ ปี 2563 ซึ่งท่านผู้หญิงฯ ได้เลือกที่จะค้นคว้าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตามรอยเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จประพาสราชอาณาจักรนอร์เวย์ ปีพุทธศักราช 2450 เพื่อสะท้อนความเชื่อมโยงของมิติแห่งกาลเวลา สถานที่ ผู้คน และเรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษ กับบริบทที่เป็นปัจจุบันอย่างมีชีวิต แม้ว่าการเดินทางจะเกิดขึ้นห่างกันเกินกว่าศตวรรษก็ตาม 

©Ponpat Sahacharoenwat

เรื่องราวที่ค้นพบถูกเชื่อมโยงและถ่ายทอดผ่านผลงานภาพถ่ายและจดหมายที่ท่านผู้หญิงฯ เขียนถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 รวมทั้งสิ้น 4 ฉบับ เทียบเคียงกับจดหมายที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์ “ไกลบ้าน” หนังสือที่รวบรวมพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมายังสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล พระราชธิดา และอัลบั้มภาพทรงถ่าย คราวเสด็จประพาสยุโรป จำนวนทั้งสิ้น 43 ฉบับ ในช่วงเวลา 8 เดือน จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เป็นผลงานนิทรรศการ “Hundred Years Between” ในครั้งนี้

ที่สำคัญ นี่ยังเป็น “ครั้งแรก” และ “ครั้งสุดท้าย” ที่สาธารณชนจะได้เข้าชมงานนิทรรศการภาพถ่ายอันทรงคุณค่า ณ อาคารหลังประวัติศาสตร์ของสยามประเทศอย่าง “ศุลกสถาน” หรือ “โรงภาษีร้อยชักสาม” ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำเจ้าพระยามายาวนานกว่า 136 ปี ก่อนที่จะปิดเพื่อบูรณะยาวนานถึง 6 ปี  ...นี่คือคำบอกเล่าที่ท่านผู้หญิงฯ กล่าวถึงกระบวนการทำงานที่เป็นส่วนตัวที่สุดครั้งหนึ่ง งานที่ถ่ายทอดความรู้สึกผูกพันของความเป็นมนุษย์ สายใยของคนในครอบครัว และความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติมากที่สุดครั้งหนึ่ง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึง ณ วันจัดแสดงผลงานสู่สายตาสาธารณชนตั้งแต่วันนี้ 

เข้าใจมุมมองของบรรพบุรุษ
“จริงๆ เป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่ส่วนใหญ่เราจะศึกษาเรื่องราวของรัชกาลที่ 4 ทั้งหมด ตอนที่ทำโครงการเกี่ยวกับวังหน้า (โครงการ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ และนิทรรศการ ‘นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน’) ดังนั้นเรียกได้ว่าเราไม่มีพื้นฐานของรัชกาลที่ 5 เลย พอเป็นแบบนั้น เลยต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง และความเป็นอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อรวบรวมมุมมองทั้งหมดที่จะเป็นไปได้ในการที่จะได้เห็นภาพรวมของยุคนั้น และความสำคัญของการเสด็จประภาสยุโรปในครั้งนั้นจริงๆ ก่อนที่เราจะสามารถถ่ายทอดและเชื่อมมุมมองในแต่ละยุคเข้าด้วยกันให้คนเข้าใจได้ง่ายที่สุด”

ขยับใกล้ชิดเรื่องราวของ “เจ้านาย”
แม้นิทรรศการครั้งนี้จะเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และยังเป็นเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ หนึ่งในสถาบันหลักอันเป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชนคนไทย แต่การถ่ายทอดเรื่องราวในครั้งนี้ กลับไม่ได้ห่างไกลความเข้าใจของสามัญชนคนธรรมดา “สิ่งที่เราอยากจะนำเสนอคือ เราอยากให้คนเข้าใจว่าประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้ ‘เปลี่ยน’ ไป เพียงแค่ ‘เคลื่อน’ ไปเท่านั้น และหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้น เมื่อมองจากบุคคลที่ต่างกัน ก็อาจจะเห็นช่องว่างในมุมมองที่แตกต่างไปด้วย จากที่ได้ศึกษามาเราจะเห็นอยู่ 2 ประเด็นสำคัญสำหรับรัชกาลที่ 5 หนึ่งคือความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ซึ่งท่านมีความสนพระทัยอย่างมากในเรื่องนี้ เพราะธรรมชาติไม่ได้แค่ยิ่งใหญ่และสวยงาม แต่ยังมีความน่าเกรงขามอยู่ในนั้น เป็นสองมิติของสิ่งเดียวกัน เมื่อเราได้ไปดูแลนด์สเคปธรรมชาติของนอร์เวย์จริงๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่พิเศษ ทั้งอ่อนน้อมสวยงาม ช่วยเหลือผู้คน ขณะเดียวกันก็สามารถทำลายล้างผู้คนและอารยธรรมต่างๆ ของมนุษย์ได้ด้วย ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนและธรรมชาติ เพราะสิ่งที่เชื่อมโยงเราทั้งหมดก็คือธรรมชาติ และทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน”

“พอเราจะเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องของเจ้านาย ทุกคนก็จะถอยกันหมด ดังนั้นการทำให้ประวัติศาสตร์เข้าถึงทุกคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นจุดเริ่มต้นของนิทรรศการในครั้งนี้ เราถึงได้เลือกใช้วิธีการเขียนจดหมายซึ่งเป็นวิธีการถ่ายทอดที่มีความเป็นส่วนตัวสูง รู้สึกอบอุ่น และเข้าใจได้ง่ายมาใช้เล่าเรื่องราวที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของทุกๆ คน เป็นเรื่องของมุมมองที่อาจจะเหมือนหรือต่างกันของญาติหรือคนในครอบครัว เพราะไม่อยากให้คนกระเถิบออกจากประวัติศาสตร์ของเจ้านาย แม้ว่าท่านจะเป็นกษัตริย์ แต่ท่านก็มีความรู้สึกส่วนพระองค์ และมีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา ในฐานะที่เราเป็นโหลนของท่าน เป็นญาติของท่าน ก็พยายามสร้างเป็น dialogue (บทสนทนา) ที่เป็นส่วนตัวผ่านจดหมายทั้ง 4 ฉบับที่เขียนขึ้น” 

©Ponpat Sahacharoenwat

เรื่องเล่าจำเพาะในสถานที่เจาะจงทางประวัติศาสตร์
นอกจากที่อาคาร “ศุลกสถาน” จะเป็นสถานที่ที่เคยจัดการต้อนรับการเสด็จฯ กลับจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรนอร์เวย์ในปี พ.ศ. 2450 แล้ว สถานที่แห่งนี้ยังมีความพิเศษที่ดึงดูดให้หลายคนอยากเข้าไปเห็นและสัมผัสกับบรรยากาศของสถานที่ทางประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพราะแม้จะถูกทิ้งร้างมานาน แต่ก็ปรากฏความงดงามล้ำค่าทั้งในเชิงสถาปัตยกรรม เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และทำเลอันน่าสนใจ “การที่เราเลือกใช้สถานที่นี้ เพราะมันมีเหตุและความเชื่อมโยงกัน คือนอกจากจะเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว ที่นี่ยังเคยทำหน้าที่เป็นสถานที่จัดเลี้ยงต้อนรับการเสด็จกลับจากนอร์เวย์ของท่านด้วย” 

“ด้วยการทำงานที่ต้องผสมผสานทั้งสเปซและคอนเทนต์เข้าด้วยกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าตัวพื้นที่ทั้ง 3 ชั้น จะถูกออกแบบให้มีลักษณะแตกต่างกันไป เพื่อให้ตัวงานและสเปซส่งเสริมซึ่งกันและกัน และสามารถเล่าเรื่องหรือสื่อสารได้ตามที่ตั้งใจไว้มากที่สุด อย่างเช่นส่วนชั้น 2 จะเน้นให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นและโปร่งเบาที่สุด มีการใช้แสงธรรมชาติเข้ามาและใช้เทคนิคผ้าคลุมเพื่อให้เกิดความรู้สึกนุ่มนวล ขณะที่ชั้นที่ 3 จะบ่งบอกความเป็นเรามากที่สุด ด้วยผลงานภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณและชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ท่านได้ทอดพระเนตร เปรียบเทียบกับสิ่งที่เราเห็น และสิ่งที่เราตั้งใจจะถ่ายทอด ซึ่งจะเน้นเรื่องของธรรมชาติและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน”

©Ponpat Sahacharoenwat

“และเพราะต้องการการเชื่อมโยงเรื่องราวเข้ากับพื้นที่ เราจึงเปิดพื้นที่ทั้งหมดให้คนได้เห็นร่องรอยที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคแต่ละช่วงเวลาของที่นี่ ตั้งแต่ช่วงที่อาคารนี้ได้เป็นสถานที่ต้อนรับการเสด็จกลับจากประภาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 การเป็นโรงเก็บภาษีสินค้าที่เข้ามาขายในประเทศ หรือตอนที่เป็นที่พักของตำรวจน้ำ ซึ่งหากได้เข้ามาที่นี่ ก็จะได้เห็นสภาพต่างๆ ที่ยังคงอยู่แบบเดิม การทาสีเป็นสีต่างๆ มีตัวอักษร มีข้อความเขียนอยู่ วิธีการติดตั้งและสภาพการจัดวางทั้งหมด เราตั้งใจไม่สัมผัสโครงสร้างใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการตอก ไม่มีการยึดเจาะใดๆ เพื่อทำให้คนเห็นว่าประวัติศาสตร์ประกอบไปด้วยหลายๆ มุมมองและทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกัน”

มุมมองที่แตกต่างและเต็มด้วยสายสัมพันธ์ที่ยึดโยง
“สุดท้ายสิ่งที่น่าสนใจที่สุด ก็คือเรื่องของมุมมองและการตีความ คนสองคนไม่เหมือนกัน เราอาจจะเห็นสิ่งที่พิเศษและความน่าสนใจที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งนิทรรศการครั้งนี้ ถ้าได้มาชม ก็จะเห็นมุมมองที่แตกต่างกันของรัชกาลที่ 5 กับเราที่มีฐานะเป็นโหลน เราอยากให้คนค่อยๆ ค้นหาจากสิ่งที่จัดแสดงอยู่ที่นี่ ทั้งส่วนที่เป็นเรื่องราวผ่านจดหมายที่เขียนขึ้น ควบคู่ไปกับการเข้าถึงสถานที่ที่เป็นประวัติศาสตร์ที่จะกลับขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง อยากให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น การตีความ และการร้อยเรียงภาพและเนื้อหาเข้าด้วยกันด้วยตัวเอง”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการเยี่ยมชมนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week 2020 ภายในสถานที่ทางประวัติศาสตร์อย่าง “โรงภาษีร้อยชักสาม” ซอยเจริญกรุง 36 ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดเพื่อทำการบูรณะยาวนานกว่า 6 ปี ระหว่างวันที่ 1 ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2563 

โดยผู้ที่สนใจเข้าชม สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/Hundred-Years-Between

ที่มาภาพเปิด : Ponpat Sahacharoenwat