image

Business & Industrial

House of Enemy ธุรกิจที่สร้างขึ้นมาจากการ “ทำสิ่งที่ถนัดก่อน” (TH/EN)

Published Date : 23 ส.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

2,269

“สายพ่น สายเขียน สายวาด การบอมบ์งานด้วย masterpiece”
คำศัพท์เหล่านี้อาจจะฟังแปลกหูสำหรับคนที่อยู่นอกวงการศิลปะแบบ street art และต้องใช้เวลาสักระยะในการทำความเข้าใจความหมาย งาน street art หรืองานศิลปะบนท้องถนน ภาพวาดบนฝาผนังที่ช่วยสร้างสีสันสดใสให้กับชุมชนเมือง และกลายเป็นแบคกราวนด์ไว้ถ่ายรูปชิค ๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นจุดเรียกนักท่องเที่ยวให้กับเมืองใหญ่หลายแห่งในโลกนี้ เป็นงานศิลปะสร้างสรรค์ที่มีวัฒนธรรมของตัวเอง เป็นงานสร้างสรรค์ที่รังสรรค์มาจากความเข้าใจประวัติศาสตร์ พื้นที่ และคนในชุมชนอย่างที่บางคนอาจจะคาดไม่ถึง

คุณยักษ์ สมโชค มหาชานนท์ ศิลปินนักวาดงาน street art หุ้นส่วนและผู้ดูแลร้านขายสีสเปรย์ House of Enemy ใจกลางเมืองขอนแก่น ณ เส้นถนนศรีจันทร์ ได้ใช้เวลาพาเราเดินชมงาน street art ที่ซุกซ่อนอยู่ตามผนังอาคารในตัวเมืองขอนแก่น งานเหล่านี้ส่วนใหญ่มีสีสันสดใสขนาดใหญ่โตโดดเด่นสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นผนังอาคารว่างโล่งให้มีชีวิตชีวาขึ้นมา จนทำให้อดใจไม่ได้เลยจริง ๆ ที่จะยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปสวย ๆ  หากเบื้องหลังรูปวาดสีสันสดใสเหล่านั้นกลับแอบซ่อนความหมายล้ำลึกบางอย่างที่ศิลปินใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าเรื่องราวของสถานที่และชุมชนโดยรอบนั้น

“รูปนี้ผมวาดจากตัวละครในนิทานพื้นบ้านของอีสาน คือ เรื่องสินไซ เป็นตัวสีโห ที่มีหัวเป็นช้างแต่ตัวเป็นสิงห์ และผมตั้งใจเขียนคำว่า “เพียร” เอาไว้ เพราะตึกตรงนี้เป็นหอพัก มีเด็กนักเรียนพักอยู่เยอะ เวลาเดินผ่านไปผ่านมาเขาจะได้เห็น....”

“แล้วอย่างงานของ Alex Face รูปเด็ก 3 ตา ที่อยู่ตรงข้ามเทศบาลนครขอนแก่น พื้นที่ตรงนั้นเป็นผับเธค เป็นร้านรีแล็กซ์ทางด้านมืดหน่อย ศิลปินเขาเลยนำเสนอเป็นเด็กที่ไม่ใส่เสื้อผ้าและก็มีผ้าขาวม้าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ และตรงที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นพระจันทร์นั่น มันไม่ใช่พระจันทร์หรอกครับ มันเป็นหลุมดำ นั่นคือเด็กที่นั่งอยู่ตรงหลุมดำ.....”

คุณยักษ์ สมโชค มหาชานนท์ บัณฑิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศิลปิน street art ที่มีชื่อเสียง มีพื้นเพเป็นคน อ. บ้านไผ่ จ. ขอนแก่นนี่เอง  คุณยักษ์ได้ใช้เวลานั่งคุยเพลิน ๆ เรื่องเกี่ยวกับงานของเขาเอง และแบ่งปันความรู้ในวงการศิลปะประเภท street art นี้ให้กับเราอย่างกระตือรือร้น

ประวัติส่วนตัวและการทำงาน
ชื่อยักษ์นี่ ไม่ใช่ชื่อเล่นจริง ๆ ของผมหรอก แต่เพราะตัวโตกว่าคนอื่นและเวลายิ้มมีลักยิ้มเหมือนเขี้ยวยักษ์ เพื่อน ๆ ทั้งตอนมัธยมและตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลยพร้อมใจกันเรียกชื่อ ยักษ์ โดยบังเอิญ 

ผมจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ สนใจวาดการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก ฝึกวาดเองมาโดยตลอด

พอเรียนจบก็เลยเข้ากรุงเทพฯ ไปหางานวาดการ์ตูน แต่ในยุคนั้นคนเขียนการ์ตูนเยอะมาก คู่แข่งเยอะ เลยกลับมาทำงานที่บริษัทออกแบบโฆษณาที่ขอนแก่นอยู่สักพักหนึ่ง แต่รู้สึกว่าไม่ใช่ทางของตัวเองเลยคิดว่าทำยังไงจะได้ทำงานที่รักไปด้วยและมีรายได้ไปด้วย เลยตัดสินใจออกมาทำงานอิสระเพนท์รองเท้าขายอยู่ที่ตลาดแฮนด์เมดในกรุงเทพ ก็รายได้ดีกว่าวาดการ์ตูน ทำอยู่หลายปีแต่ก็มีจุดพลิกผันตอนน้ำท่วมปี 54 เลยกลับมาอีสาน

เริ่มทำงาน street art ตั้งแต่เมื่อไหร่
ผมเริ่มสนใจงาน street art มาตั้งแต่ช่วงปี 2012 จน 3 ปีที่แล้วมีคนชวนไปทำงาน street art บ้านโป่ง ราชุรี เป็นกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ที่อยากทำ ทำให้ได้เจอกับ Alex Face คนที่พ่นรูปเด็กสามตานั่นล่ะ และพอเทศบาลขอนแก่นจะมีโครงการทำ street art เลยชวนกันมาทำงานที่ขอนแก่น และก็เริ่มมีงานแนวนี้มาเยอะขึ้น ทำให้ได้รู้จักศิลปินที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ นั่นก็คือคนที่เป็น partner ทำร้าน House of Enemy นี่ล่ะครับ จากนั้นก็ทำให้ได้ไปเมืองนอก ไปแสดงงานที่เมล์เบิร์น ออสเตรเลีย ที่ชิบุย่า ญี่ปุ่น

งาน street art เอาไปแสดงที่ต่างประเทศยังไง เพราะส่วนใหญ่เป็นงานวาดบนผนัง
ทำบนเฟรมวาดรูปได้ครับ ศิลปิน street art มาแสดงงานในแกลเลอรี่เยอะเหมือนกัน เพราะกลายเป็นวัฒนธรรมปรับเปลี่ยน คนดูก็อยากได้งานที่อยู่ผนังแต่ไม่สามารถซื้อกันได้เพราะราคาสูง เราก็เลยทำเป็นงานเฟรม เป็นชิ้นเล็ก สะสมได้ และเป็นงานเพนท์ แทนงานสเปรย์

ทำไมถึงได้เกิดงาน Street art เหล่านี้ขึ้นมาในขอนแก่น
เกิดจากการที่เทศบาลนครขอนแก่นมีโครงการ Smart City ขึ้นเมื่อสองปีก่อน เทศบาลสนใจงาน street art อยากให้มีขึ้นมาที่ขอนแก่นด้วย ก็เลยชวนมาช่วยกันทำ เพราะก่อนหน้านั้นผมทำงาน street art อยู่ที่บ้านโป่ง ราชบุรี

เอกลักษณ์ของ street art ต่างจากงานจิตรกรรมอย่างอื่นอย่างไร
อย่างแรกคือเป็นงานบนท้องถนน พื้นที่ที่ใช้วาดอยู่บนถนน และเป็นงานชิ้นใหญ่ ในเชิงการสร้างงานก็ต้องใช้ตัวช่วย ใช้เทคนิคหลายอย่าง เช่น ใช้สเปรย์เข้ามาช่วย การตัดกระดาษพ่นกั้น การพิมพ์กระดาษและแปะกาวลงไปบนผนัง งานเหล่านี้มักจะพูดถึงบริบทชุมชนและพื้นที่ตรงนั้นว่ามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น งาน street art หลักๆ จะมีสองแบบคืองานเป็นมิตร กับงานขบถ อย่างที่นำเสนอเรื่องเพศ การเหยียดสีผิว มลภาวะมลพิษ ปกติเราจะทำที่พื้นที่ผนังเก่าที่ไม่มีเจ้าของ หรือถ้ามีเจ้าของเราก็ขอเจ้าของเขาก่อน จะไม่ได้ทำโดยการแอบพ่น เพราะจะได้ทำเต็มที่ ไม่ต้องแอบ ไม่ต้องกังวลว่าทำงานอยู่จะมีตำรวจมาจับเอา และก็จะได้งานที่มันดี ก็จะมีงานอยู่สองแบบคือ บนดินกับใต้ดิน เหมือน ฮิบฮอปแรปเปอร์ งานใต้ดินก็จะเป็นงานขบถเหมือนกัน

ความแตกต่างของ street art และ graffiti 
สองอย่างนี้เกิดมาไม่ห่างกันมาก แต่ในบริบทของ Graffiti จะเป็นบริบทของกลุ่มบุคคลที่เกิดความกดดัน ต้องการนำเสนอความคิดให้คนอื่นเห็น ด้วยการประกาศผ่านงานที่เป็นลักษณะส่วนบุคคล เช่น การพ่นชื่อตัวเอง พ่นชื่อแกงค์ จะเป็นลักษณะงานตัวอักษร งานฟอนท์ หรืองานคาแรกเตอร์ด้วยเส้นสีแสงเงาที่ทำให้เด่นขึ้นมา แต่จะมีความแตกต่าง ตัดทอน และความซับซ้อนตามยุคสมัยของเขา ส่วน street art ก็จะเป็นงานศิลปะที่ใช้ความชำนาญทางศิลปะที่ซับซ้อนกว่าวาดบนผนัง จะวาดหรือจะพ่นก็ได้ จะเป็นภาพวาดหรือการแสดงงานประติมากรรมตั้งบนถนนก็ได้ แต่จะไม่ได้เป็นภาพเหมือนมาก เล่นกับสังคม มันอาจจะไม่ได้วิจิตรเท่ากับงานที่วาดบนเฟรม จะมีความดิบอยู่ด้วย 

ศูนย์รวมชิ้นงาน street art ที่เยอะที่สุดในประเทศไทย 
ถ้าไม่นับกรุงเทพนะครับที่เป็นเมืองหลวงนะครับ ก็ที่อำเภอบ้านโป่ง ราชบุรี มีอยู่เกือบร้อยชิ้น และก็มีที่ตัวเมืองราชบุรีด้วย 

คิดว่า street art มีประโยชน์กับชุมชนอย่างไร
ผมว่าช่วยส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวเยอะทีเดียว อย่างที่ทำที่บ้านโป่งก็จะทำเป็น art map ออกมา ว่างานของศิลปินคนนี้อยู่ตรงนี้ แถวนี้มีร้านอาหารอันนี้ ตอนที่ไปทำปีแรกก็ได้รับการต่อต้านจากคนในพื้นที่เยอะเหมือนกัน ว่ามาวาดรูปอะไรไม่รู้ ทำไมงานไม่เหมือนปีนัง แต่พองานเสร็จมาก็เกิด impact มีคนไปถ่ายรูป เริ่มดังมาก เมืองก็เริ่มมีนักเท่องเที่ยวเยอะขึ้น ก็เลยเกิดทำให้คนสนใจ พอปีที่สอง ก็มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเข้ามา มีสปอนเซอร์เข้ามา และจะมีคุณป้าเดินเข้ามาบอกว่า นี่ผนังบ้านป้าว่างนะ ไปวาดได้ จากที่เมื่อก่อนไม่ได้สนใจเราเลย กลายเป็นว่ามันช่วยเปลี่ยนผู้คนในพื้นที่ ทำให้คนในพื้นที่ผูกพันกับพื้นที่ตัวเองมากขึ้น เพราะเวลาทำงานเราต้องคุ้นเคยกับคน ไปรู้เรื่องราวเรื่องเล่าของเขาก่อน แล้วทำให้เกิดงานขึ้นมา

ร้าน House of Enemy เกิดขึ้นมายังไง
ตอนที่ไปทำงานเป็นผู้ช่วยศิลปินในกรุงเทพ เลยคุยวางแผนว่าต่อไปตอนเราอายุเยอะกว่านี้เราจะทำอะไร เลยคิดว่าเราอยากทำอะไรที่อยู่ในวงการนี้ได้ ก็เลยคิดว่าถ้าเราขายสีก็จะมีเด็กรุ่นใหม่มาซื้อสีจากเรา เราจะยังได้คุยได้แลกเปลี่ยนกับเขา เลยคิดว่าเปิดเป็นร้านขายสีสเปรย์ดีกว่า และก็คิดว่าจะเปิดตรงไหน กรุงเทพก็มีร้านแบบนี้แล้ว เลยแนะนำว่าเปิดร้านที่ขอนแก่น เพราะยังไม่มีร้านแบบนี้ และภาคอีสานก็ใหญ่มีคนอยู่เยอะ และอยากพัฒนาต่อให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ด้วย อยากให้มีแกลเลอรี่ หรือทำเวิร์คช็อปที่เกี่ยวกับ street art ร้านนี้เปิดตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว (2561) ส่วนใหญ่จะเป็นการขายออนไลน์โดยคนที่อยากได้สีก็ pre-order เรามา แต่เรามีหน้าร้านไว้ด้วยเพื่อให้คนไว้ใจว่าเรามีร้านจริง ๆ 

ที่มาของชื่อร้าน
สำหรับผม คำว่า Enemy (ศัตรู) ไม่ได้มีความหมายดีหรือไม่ดีนะครับ เรารู้สึกว่ามันมีความหมายกลางๆ อย่างงานศิลปะที่เราทำคนอาจจะมองว่าดีหรือไม่ดีก็ได้ เราก็อยากเก็บความหมายกลางๆ ของคำนี้ไว้ ส่วนสโลแกนของร้าน The enemy of  my enemy is my friend. (ศัตรูของศัตรู คือเพื่อนเรา) ก็คิดไว้สนุก ๆ 

รูปเสือตัวใหญ่ที่วาดไว้ที่ผนังหน้าร้าน
พอดีมีเพื่อนศิลปินที่อยู่ต่างประเทศจะมาเมืองไทย แล้วอยากหาพื้นที่ทำงานศิลปะ ผนังตรงนั้นก็ตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะให้มีศิลปินมาสร้างสรรค์งานแบบผลัดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ชิ้นงานนี้เลยเป็นชิ้นแรก ชิ้นที่สองอาจจะเป็นช่วงเปิดร้านถ้ามีศิลปินที่เราชอบงานเขา เราก็อาจจะเชิญมา

แสดงว่างาน street art ไม่ใช่งานที่จะอยู่ตลอดไป เพราะก็จะถูกลบหรือบางทีถูกบอมบ์ (ถูกวาดทับจากคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของงานเดิม) ได้
ใช่ ตรงนี้เป็นธรรมชาติของงาน การถูกบอมบ์งาน ในวงการเองบางคนก็บอกว่าก็สวยดีนะ บางคนก็บอกไม่โอเคก็แล้วแต่คน สำหรับผมแล้วทีแรกก็ไม่โอเค แต่ต่อมาก็ไม่เป็นไร เพราะเราก็ไม่สามารถตามไปแก้ไขได้ทุกชิ้น มันก็เสียเวลาเราทำงานอย่างอื่น แต่มันก็เป็นวัฒนธรรมที่มีมาทุกที่ในโลก อย่างที่เมล์เบิร์น จะมีงานของศิลปินยุคแรกๆ ที่ทำ street art งานชิ้นนั้นเป็นงานของศิลปินดังแล้วเจอมือดีไปพ่น จนต้องปิดล้อมพื้นที่ตรงนั้นเลย แต่มันก็มีกฎของมันคือถ้าจะบอมบ์งาน masterpiece ของใคร เราก็ต้องบอมบ์ด้วย masterpiece ด้วย โดยดูที่องค์ประกอบของภาพด้วยว่าเป็นการสร้างงานที่สมบูรณ์ขนาดไหน คือ masterpiece แต่ละคนก็แตกต่างกัน แต่ถ้าเราดูแล้วว่านี่ก็เป็นงาน masterpiece ของเขาแล้ว ก็โอเค

ที่ตั้งของร้านและแผนการจัดการร้าน
เป็นความบังเอิญเพราะตอนนั้นก็หาตึกรอบ ๆ เมืองอยู่ พอดีขับรถผ่านเห็นป้ายให้เช่า เลยได้ทำเลตรงนั้นซึ่งดีมากอยู่ใจกลางเมืองเลย 

วางแผนไว้ว่าชั้นหนึ่ง จะทำเป็นร้านไว้ขายสีและขายเสื้อผ้าแบบ street band และพวกอุปกรณ์เสริมตอนที่ใช้พ่นสเปรย์ และอยากทำเป็นเคาน์เตอร์ขายเครื่องดื่มและอาหารนิดหน่อย มีหนังสือให้อ่านเป็นแหล่งให้ความรู้ ส่วนชั้นสองเป็นแกลเลอรี่แสดงงาน ที่ไม่ใช่งานศิลปะทั่วไป อยากให้เป็นงานศิลปะสมัยใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนใคร ชั้นสามจะเป็นพื้นที่ทำเวิร์คช็อป และชั้นสี่อยากให้เป็น residence ที่พักสำหรับศิลปินที่เชิญมา

ทั้งหมดนี่ก็ตั้งใจว่าอยากจะเปิดตอนช่วงเลยหน้าฝนไปก่อน เพราะช่วงหน้าฝนจะทำงาน street art อะไรไม่ได้มาก รอให้เป็นหน้าหนาวปลายปีจะดีกว่า และก็ยังต้องรอหาบุคลากรมาเพิ่มด้วย

กลุ่มเป้าหมายและลูกค้าหลักของร้าน
ส่วนมากจะเป็นเพื่อนศิลปินที่รู้จักกัน กับอีกกลุ่มคือเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจงานพวกนี้ที่มีกำลังซื้อ เพราะสีที่ร้านขายเป็นยี่ห้อต่างประเทศจะราคาแพงกว่า อย่างที่ขายอยู่ก็คือ Montana Can ซึ่งก็แบ่งระดับประเภทหรือรุ่นที่แตกต่างกันไปด้วย เฉดสีก็จะแตกต่างกันกันไปด้วยตามชื่อ ส่วนยี่ห้อของไทยก็คิดไว้สำหรับอนาคตว่าอาจจะขายด้วย

ความท้าทายและอุปสรรคของธุรกิจสีสเปรย์
ตอนแรกก็กังวล เพราะเป็นการขายสีในที่ที่ยังไม่มีคนพ่นเยอะเลย แต่ผมมองว่ามันไม่ใช่ปัญหาในยุคนี้ เพราะเราสั่งซื้อออนไลน์ได้ และเราไม่ได้เน้นการขายสี เราเน้นการให้ความรู้ การสร้างเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ให้คนมาเรียนรูเรื่องการทำงาน Graffiti การพ่นสเปรย์ อยากช่วยเป็นพื้นที่ที่จะสร้างศิลปินรุ่นใหม่มา

มีการรวมกลุ่มศิลปิน street art ที่นี่ไหม
ก็มีบ้าง อย่างนักศึกษา ป. โทที่ทำงาน street art ส่วนมากจะทำเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไปส่วนตัวมากกว่า เพราะส่วนใหญ่ก็ทำด้วยทุนของตัวเอง สิ่งที่ได้คืนมาบางทีมันไม่ใช่เรื่องเงิน เพราะสำหรับคนไทยเราความเข้าใจเรื่องศิลปะยังมีน้อย ผมเลยอยากเอางานศิลปะเข้าไปในชุมชนเพื่อให้คนได้เห็นบ่อย ๆ แล้วค่อย ๆ ซึมซับ ศิลปะมันก็เหมือนเพลงนะครับ คนต้องฟังเพลง มันเป็นเหมือนศิลปะบำบัด แต่ในเมืองไทยเวลาพูดถึงศิลปะยุคก่อน ๆ มันดูเป็นสิ่งที่สูงค่าเกินไปจนไม่สามารถจับต้องได้ คนทั่วไปจะเข้าไปดูงานแกลเลอรี่ก็ยากส่วนใหญ่ก็อยู่แต่ในกรุงเทพด้วย ก็เลยคิดว่ามาทำงานที่ต่างจังหวัดนี่ล่ะ ให้คนที่นี่ได้ดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจ แค่เราวาดรูปขึ้นมาเราไม่ได้คิดอะไร แต่บางทีคนมาดูแล้วมาบอกว่าชอบงานเรา ได้รับแรงบันดาลใจจากงานเรา มันเป็นเสียงตอบรับที่ได้รับกลับมามาก เลยคิดว่าจะต้องทำต่อไป

งานศิลปะกับโลกธุรกิจจะยืนอยู่ด้วยกันได้อย่างไร
ผมเอาเงินจากธุรกิจมาทำศิลปะนะ (หัวเราะ) ธุรกิจเราอยู่ได้ ศิลปะก็อยู่ได้ เราไม่ได้หวังผลกำไรเยอะมากแต่ขอให้เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ และเราอยากสร้างพื้นที่ศิลปะให้คนอื่น

คนชอบพูดกันว่าเป็นศิลปินจะไส้แห้ง ในยุคนี้ศิลปินยังไส้แห้งอยู่ไหม
ผมว่ามันไม่ได้ไส้แห้งหรอก มันขึ้นอยู่กับความขยันของแต่ละคนที่จะรับงาน มันมีแนวทางไปได้ แต่คนที่ไส้แห้งนี่เหมือนที่ อ.เฉลิมชัย (โฆษิตพิพัฒน์) บอก คือไส้แห้ง เพราะขี้เกียจ ไม่ตั้งใจทำงาน ถ้าคุณอยู่เฉย ๆ รอให้คนอื่นมาหามันไม่มีทาง มันไม่ใช่เหมือนยุคก่อนที่ศิลปินเป็นช้างเผือก มีงานสวยคนเลยเข้าไปหา แต่ตอนนี้ถ้าคุณอยากได้งาน คุณก็ต้องนำเสนอให้คนเห็นงานคุณ สำหรับผม ธุรกิจอาจจะไม่ได้สำคัญมากเท่าไหร่ แต่ความต้องการที่จะทำงานและ passion สำคัญกว่า มันจะทำให้คนเห็นงานเราและต่อยอดขึ้นไปเองได้ ผมทำสิ่งที่ผมถนัดก่อนแล้วถึงสร้างธุรกิจขึ้นมาทีหลัง

สุดท้าย..... ทำไมศิลปิน street art มักใช้นามแฝง
จริงๆ ก็มีทั้งคนที่ใช้ชื่อจริงและใช้นามแฝงนะครับ แต่ส่วนใหญ่นามแฝงก็จะเท่ดี (หัวเราะ)

เสน่ห์ของงาน street art อีกอย่างหนึ่งคือการปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างไหลไปตามกาลเวลา เมื่องานศิลปะเหล่านี้ผ่านการตากแดดตากฝนสีสันอาจจะซีดจางลง จนในที่สุดอาจจะมีการลบทับและวาดขึ้นงานอื่นขึ้นมาใหม่ แต่ก็เป็นการส่องสะท้อนให้เห็นถึงการต่อยอดงานศิลปะที่จะไม่มีวันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตราบใดที่มนุษย์ยังรักที่จะแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์

ร้าน House of Enemy ตั้งอยู่ที่ 395 ถ. ศรีจันทร์ ต. ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น ร้านหาง่ายและโดดเด่นมากเพราะตั้งอยู่ใจกลางสี่แยกถนนกลางเมืองและถ.ศรีจันทร์พอดี ตรงข้ามกับอาคารธนาคารแห่งประเทศไทยเดิม มีจุดสังเกตชัดเจนเป็นรูปหน้าเสือตัวใหญ่ที่เพนท์ไว้ที่ฝาผนังหน้าร้าน รับรองว่าโดดเด่นเห็นมาแต่ไกล ส่วนใครที่สนใจจะสั่งซื้อสีสเปรย์สามารถติดต่อสอบถามและสั่งซื้อได้ที่หน้าเฟสบุ๊คเพจ House of Enemy ได้โดยตรง หรือโทรสอบถามที่ 063 361 9020 ได้ทุกวัน

เรื่อง : ภารดี ตั้งแต่ง
แปล : ภารดี ตั้งแต่ง
ภาพ : ฐิติพัฒน์ พัฒนวิจิตร (ROUGE Studio)