image

Business & Industrial

Hear and Found สร้าง (ประสบการณ์) ดนตรีให้เป็นสะพาน

Published Date : 1 พ.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

114

“ป่อย ๆ หย่อย ๆ หย่อยหย่อย” ทำนองพิลึกพิลั่นจากเครื่องดนตรีไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่ไม่มีคำร้อง ไม่มีความหมาย หรือเมโลดี้ใด ๆ ที่เราคุ้นหู เป็นเสียงแรกที่สองสาว เม–ศิรษา บุญมา (ขวา) และ รักษ์–ปานสิตา ศศิรวุฒิ (ซ้าย) ผู้ก่อตั้งธุรกิจเพื่อสังคม ‘เฮียร์ แอนด์ ฟาวด์’ (Hear and Found) ได้ยินจากชนเผ่าและพยายามร้องให้เราฟัง

ก่อนจะอธิบายต่อจนเราเห็นภาพชัด ๆ ว่าแท้จริงแล้ว เสียงนี้มีเรื่องราว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักความธรรมดาของคนชนเผ่าเข้าเต็มเปา และด้วยความที่เคยผ่านประสบการณ์ด้านชุมชนมาพอควร ทำให้ทั้งเมและรักษ์ตัดสินใจเริ่มสร้างธุรกิจเฮียร์ แอนด์ ฟาวด์ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมกลุ่มคนชนเผ่าและกลุ่มคนทั่วไปเข้าด้วยกันผ่านเสียงเพลง โดยหยิบประเด็นเรื่องการแบ่งแยกในสังคมเข้ามาใช้อย่างนุ่มนวล

ปัญหาซ่อนอยู่ใต้ความสวยงาม
“ตอนเด็ก ๆ เราเคยทำเรื่องดนตรีกับชุมชน (Music and Community) กับพี่ ๆ ชนเผ่า เราก็เห็นว่าความไม่เท่าเทียมมันเกิดขึ้นจากการที่เราไม่ฟังกันให้มากพอ และกลายเป็นความไม่แฟร์” เมพูดถึง ‘การฟัง’ ที่เป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดในการจะเข้าใจคนอื่น ไม่ใช่แค่เสียงดนตรี แต่เป็นเสียงของเพื่อนมนุษย์ “ในฐานะที่เราเรียนจบทางด้านดนตรีมา เรารู้สึกว่าการฟังมันเป็นทักษะที่สำคัญมากที่สุด มากกว่าการเล่นดนตรีด้วยซ้ำ พอรู้แบบนี้ ถ้าเราฟังเขามากพอ เราก็จะรู้จักเขามากขึ้น ก็เลยเจอว่าน้อง ๆ ชนเผ่าหลายคน เขาถูกเข้าใจผิด มันส่งผลกระทบ พอเขาไปโรงเรียนแล้วเขาโดนรังแก” 

สังคมที่คนต่างแบ่งแยกกันและพยายามให้ทุกคนเหมือนกันทำให้เมอยากทำอะไรบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น “เราไม่อยากโตไปในสังคมแบบนี้ เราอยากอยู่ในสังคมที่เราเป็นเราแล้วมันโอเค ทุกคนควรจะอยู่ได้โดยรู้สึกว่าการเป็นตัวเองในพื้นที่หนึ่งนี่มันดีจัง เราอยากสร้างอะไรแบบนี้ขึ้นมา ก็เลยตัดสินใจลองสักครั้ง ซึ่งมันไม่ง่ายเลย เรื่องมันใหญ่มาก แต่เราก็ไม่อยากเห็นพี่ ๆ ชนเผ่าหรือคนรุ่นใหม่เขาเผชิญเรื่องนี้ไปอีกนาน”

แม้ในความเป็นจริงชนพื้นเมืองจะมีมากกว่า 7 ล้านคน ซึ่งถือเป็นเกือบ 10% ของประชากรทั้งประเทศ แต่ ‘การเหมารวม’ ยังคงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนพื้นเมืองหรือเหล่าคนชนเผ่าถูกเหยียดและดูถูกดูแคลน ด้วยข่าวที่สื่อพยายามจะป้อนให้พวกเขาเป็นแบบนั้น “ดังนั้นวิสัยทัศน์หลัก ๆ ของเราก็คือ ต้องการลบคำว่าการแบ่งแยก การดูถูก (Discrimination) ออกไป เพราะเราอยากเห็นว่าคนในสังคมอยู่ร่วมกันได้โดยเคารพกันและกัน โอเคที่จะอยู่ร่วมกันแม้ในด้านที่เราแตกต่างกัน” เมประกาศถึงจุดยืนธุรกิจเล็ก ๆ ของเธอ

สร้างประสบการณ์ จากประสบการณ์
อีเวนต์ดนตรีที่หลายคนเข้าใจและเคยสัมผัส คือการไปเพื่อฟังเพลงและดูศิลปินที่ชื่นชอบ แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของเฮียร์ แอนด์ ฟาวด์ “สิ่งที่เราทำคือเราจะคุยกับนักดนตรีก่อนว่าเขาอยากสื่อสารอะไร หรืออยากให้คนรู้จักเขาและจดจำเขาในเรื่องราวแบบไหน เพื่ออะไร หลังจากนั้นเราก็จะเอามาออกแบบประสบการณ์ร่วมกัน” ด้วยเหตุผลนี้ทั้งคู่จึงรู้สึกว่า หากจะจัดอีเวนต์ดนตรีทั่วไปคงจะดูทื่อเกินไปและสื่อสารอะไรไม่ได้มากเท่าที่ต้องการ “ประสบการณ์ที่เราบอกเนี่ย ไม่ใช่ว่าคนชนเผ่ามานั่งเล่าเรื่องอย่างเดียวนะ” ทั้งคู่ย้ำอีกรอบ

ความสนุกของทั้งสองที่ได้พบเจอเสียงดนตรีแปลกใหม่และเรื่องราวที่ชวนให้หลงรักอยู่เสมอ จึงก่อให้เกิดเป็นชุมชนเล็ก ๆ นี้ขึ้น “เราชวนพี่ ๆ ไทยทรงดำมาเล่นที่กรุงเทพฯ ปกติเขาจะมีงานประเพณีกันอยู่แล้วเป็นงานประจำปี  ตอนที่เราไปเห็นก็รู้สึกว่า เฮ้ย! คนน่าจะมาสนุกได้ และสิ่งนี่แหละที่จะทำให้คนได้รู้จักไทยทรงดำมากขึ้น” นั่นคือตัวอย่างที่เมยกขึ้นมาให้เราฟัง พร้อมคิดสนุก ๆ ต่อด้วยการชวนคนที่มางานดนตรีของเธอให้มาลองใส่ชุดคนไทยทรงดำและลองเต้นแบบพวกเขาดูบ้าง “เราก็ชวนคนให้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ แล้วก็มาสนุกด้วยกัน นั่นคือประสบการณ์ที่เราสร้าง” 

เต้นแบบไทยทรงดำเป็นเพียงตัวอย่างกิจกรรมเดียวที่เมและรักษ์จินตนาการและสร้างให้มันเกิด แต่พวกเธอไม่ได้หยุดแค่นั้น “งานพี่ปุ๊ ดิปุ๊นุ นักดนตรีชาวปกาเกอะญอ เราก็สร้างประสบการณ์โดยให้คนมาเรียนรู้เรื่องไร่หมุนเวียนผ่านงานดนตรี มาเรียนรู้ว่าวิถีชีวิตเขาเป็นยังไง เรามีนิทรรศการภาพถ่ายเป็นภาพต้นไม้ที่ถูกเผา แล้วเราก็ถามคนว่าเห็นแล้วรู้สึกยังไง หลังจากนั้นเราก็ปล่อยพื้นที่ตรงนี้ไว้ แล้วก็ไปฟังดนตรีพี่ปุ๊ จากนั้นค่อยกลับมาถามเขาใหม่ว่าหลังจากฟังเพลงพี่ปุ๊แล้ว เขามีความคิดเปลี่ยนไปยังไงหรือมีความคิดต่อไร่หมุนเวียนยังไง มันก็จะเป็นพื้นที่ที่เราสร้างประสบการณ์ให้คนมามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน” ตรงนี้นี่เองจึงเป็นรูปแบบธุรกิจของเฮียร์ แอนด์ ฟาวด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อคอยเชื่อมคนสองกลุ่มเข้าด้วยกัน คือคนพื้นเมืองและคนทั่วไป

สิ่งที่ทั้งคู่คำนึงถึงไม่ใช่เพียงฝั่งชาวพื้นเมืองเท่านั้น เพราะหากมีแต่คนแสดงแต่ไม่มีคนชม จัดไปก็เปล่าประโยชน์ และวิธีที่พวกเธอเลือกใช้คือการทำวิจัยการตลาด ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์และพูดคุยกับคนหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย (Expat) กลุ่มนักท่องเที่ยว กลุ่มคนไทยที่อยากรู้จัก อยากเรียนรู้วัฒนธรรม กลุ่มที่อยากค้นหาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการมาให้ได้มากที่สุด “เราก็จะดูว่าคนเหล่านี้เขามองหาอะไรอยู่ เขาต้องการเรื่องราวที่ย่อยง่าย ไม่ต้องให้มาขบคิดอะไรมาก เพราะถ้าเขาอยากขบคิดเขาก็จะไปหาข้อมูลมาเพิ่มเอง” เมพูดถึงทางฝั่งผู้ชมที่เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึง “สมมติว่าเราอยากจะทำให้มันเข้าใจง่าย เราก็ดึงไลฟ์สไตล์ของคนทั่วไปมาใช้ เช่น เรื่องความรัก สุขภาพ วิถีการใช้ชีวิต อย่างความรักของคนชนเผ่าว่าเขาจีบกันยังไงก็อาจจะทำให้คนรู้สึกเข้าใจง่ายขึ้น” รักษ์เอ่ยต่อและตบท้ายว่า “ฉะนั้นรูปแบบของสิ่งที่เราทำ มันจึงเป็นการวางกลยุทธ์ในการสื่อสารก่อนนำมาออกแบบ เพราะปกติคนทั่วไปเวลามองภาพงานวัฒนธรรม เขาจะรู้สึกว่ามันเก่า เราจึงใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านวิชวลเข้ามาจับและทำให้คนสัมผัสมันได้” 

อยากฟัง ‘เฮียร์ แอนด์ ฟาวด์’ ทำอะไร
- สร้างการยอมรับให้คนชนเผ่าโดยการสร้างความเข้าใจ
- เพิ่มคุณค่าและต่อยอดทางวัฒนธรรม
- พัฒนาและเสริมความมั่นใจให้กับคนชนเผ่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และดนตรี
- เชื่อมโยงเครือข่ายให้กับคนชนเผ่าและสร้างกลุ่มผู้ที่สนใจร่วมกัน

 

สื่อสารผ่านดนตรี
เป้าหมายของธุรกิจนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในกรุงเทพฯ “เรามองว่าดนตรีเป็นภาษาสากลมันสามารถไปได้ทั่วโลก เราอาจไม่ได้จัดแค่กรุงเทพ อาจไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เราชวนวงต่างประเทศมาไทยหรือชวนคนไทยไปต่างประเทศ มันก็จะหมุนเรื่องราวเหล่านี้ไปได้ไกลมากขึ้น เพราะนอกจากที่เราอยากเห็นคนไทยอยู่ร่วมกันได้ เรายังอยากเห็นการส่งออกวัฒนธรรมของคนพื้นเมือง คือมันไม่ใช่ความฝันในเชิงธุรกิจ แต่ว่าเมื่อไรที่ประเทศไทยยอมรับและเห็นคุณค่าที่จะส่งเสริมและส่งออกวัฒนธรรมเหล่านั้น เมื่อนั้นแปลว่าสิ่งที่เราอยากทำสำเร็จแล้ว” ความคิดที่พรั่งพรูออกมาจากคำพูดของพวกเธอ ทำให้เราเห็นถึงความตั้งใจจริงและแนวทางของธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแจ่มแจ้ง

“ตอนนี้มันมี MAR Tech ของศูนย์นวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ก็คือ Music Art และ Recreation ที่เขาสนับสนุนสตาร์ตอัพเกี่ยวกับด้านดนตรีมากขึ้น เราก็คิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสดีที่ทำให้ประเทศไทยมีการเติบโตในอุตสาหกรรมดนตรี” รักษ์พูดถึงความเป็นไปได้และความหวังของคนตัวเล็ก ๆ ที่จะยืนอยู่ได้ในอุตสาหกรรมดนตรีไทยในวันนี้

และแน่นอนเมื่อกล่าวถึงความยั่งยืนของธุรกิจในอนาคต พวกเธอไม่ได้นึกถึงแค่การเติบโตของตัวเอง แต่มีใจให้ชาวชนเผ่าด้วย “ฉะนั้นสิ่งที่เราทำมันจะมีสองด้าน ด้านแรกก็คือการพัฒนา เราเรียกว่าโมเดลของ Music and Community มันคือการพัฒนาทักษะอ่อน (Soft Skill) นั่นก็คือ Deep Listening Practice, Storytelling, Self Confidence Enhancement ในการฟัง การเล่าเรื่อง และสื่อสารออกไปให้น่าสนใจแล้วมีคนฟัง” คือสิ่งที่เฮียร์ แอนด์ ฟาวด์ ตั้งแผนจะพัฒนาต่อไป “อีกอย่างที่เราอยากขยายเพิ่มจากงานดนตรี ก็คือการทำเวิร์กช็อป งานคราฟต์ อาหาร เพราะพอเรากินอาหารคนพื้นเมือง แล้วได้ฟังเสียงเพลงของคนพื้นที่นั้นจริง ๆ มันจะสร้างจินตนาการของคนได้เยอะ อาจจะพาไปเที่ยว พาไปรู้จัก ไปอยู่ที่บ้าน อย่างที่เราเคยไปมาด้วย มันก็จะถูกขยายออกมาเป็นกิจกรรมเหล่านี้อีกไม่รู้จบ” 

ตัวตนของธุรกิจเฮียร์ แอนด์ ฟาวด์เผยให้เห็นจนวินาทีสุดท้ายของการนั่งคุยกัน พลังของคนรุ่นใหม่ที่มีใจเพื่อพัฒนาอย่างแท้จริงสรุปไว้แล้ว...อยู่ในบทเพลง Imagine ของจอห์น เลนนอนที่ทั้งคู่ยกมาประกอบ “Imagine all the people, living life in peace...มันก็เกิดจากยุคบุปผาชนที่อยากให้เกิดสันติภาพและความเท่าเทียม เราว่านั่นแหละคือหน้าที่ของดนตรี เราว่าเพลงนี้คงบ่งบอกความเป็นเฮียร์ แอนด์ ฟาวด์ได้มากที่สุด เราอาจจะไม่ได้เป็นธุรกิจจ๋า แต่ว่าเราอยากเห็นอะไรสักอย่างเปลี่ยนแปลง"

ติดตามกิจกรรมได้ที่ facebook.com/hearandfound
ขอบคุณสถานที่ facebook.com/hostelurby

เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร | ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์