image

Business & Industrial

GroundControl ประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นเรื่องสนุก ใกล้ตัว และควรถอดบทเรียน

Published Date : 1 พ.ย. 2563

Resource : Creative Thailand

618

ประวัติศาสตร์ศิลปะอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วไป แต่ GroundControl กลับถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ในโลกศิลปวัฒนธรรมได้อย่างสนุกและเข้าใจง่าย สไตล์เพื่อนเล่าให้ฟัง แถมยังมีเรียลไทม์คอนเทนต์ที่น่าติดตามไม่แพ้กัน

“จริงๆ เราเป็นบริษัทเอเจนซี่ค่ะ/ครับ” GroundControl นิยามตัวเองว่าเป็น Collaborative Agency ที่เชื่อมโยงเรื่องราวและผู้คนจากหลากหลายสาขามาเจอกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ธุรกิจ หรือวิทยาศาสตร์  เช่นเดียวกับทีมงานที่มาจากสายงานต่างกัน นำทีมโดย ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ช่างภาพ และคิวเรเตอร์ คริสซี่-ศิขรินทร์ ลางคุลเสน อดีตนักสื่อสารแห่ง GDH และ ปอน-อังกูร ไชยปรีชาวิทย์ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านธุรกิจอาหารและธุรกิจเพื่อสังคม ด้วยเชื่อว่าการผสมผสานศาสตร์ที่หลากหลายจะทำให้เกิดองค์ความรู้ ประสบการณ์ใหม่ ๆ และคอมมูนิตี้

ถ้าพร้อมแล้ว เชิญขึ้นยานอวกาศไปทำความรู้จักกับพวกเขากันเลย

This is GroundControl to Everyone
ย้อนกลับไปช่วงโควิด-19 ระบาดในเดือนเมษายน ทั้งสามคนเปิดบริษัทพร้อมกับทำแคมเปญ “Co-with 19” โดยชวน 19 วงดนตรี กับ 19 นักออกแบบและครีเอเตอร์ มาร่วมกันออกแบบหน้ากากผ้า เพื่อระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับ 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงในเวลานั้น กระบวนการทำงานทั้งหมดใช้เวลาประมาณเดือนครึ่ง และได้เงินระดมทุนราว 7 แสนบาท โดยส่วนหนึ่งนำไปสร้างห้องตรวจเชื้อที่จังหวัดยะลา

เมื่อผู้คนอิ่มตัวกับการกักตัวอยู่บ้านและโหยหาการท่องเที่ยว ทีมงานจึงผุดโปรเจ็กต์ Self-Quarantour พาชมพิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญในมุมมองประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม ตั้งแต่นครรัฐวาติกัน พิพิธภัณฑ์ฟรีดา คาห์โล ไปจนถึงพระราชวังแวร์ซายส์ โดยแต่ละตอนจะมีไกด์นำชม พร้อมข้อมูลแน่นปึ้ก ผสมเรื่องราวกอสซิปกรุบกริบ จนมีแฟนๆ ติดตามกันล้นหลาม

“พอโควิด-19 เริ่มซาลง มันมี pain point (ปัญหา) บางอย่างมาทดแทน เช่น การไม่ได้ออกไปเที่ยวข้างนอก และก็เป็นปัญหาส่วนตัวของเราด้วย บวกกับเทรนด์สำคัญที่กำลังมาตอนนั้น คือ VR Tour ซึ่งลองเล่นแล้วก็สนุกดี เรากับผ้าป่านเคยไปเดินมิวเซียมกับนักรบ มูลมานัส (ศิลปินภาพคอลลาจ) ซึ่งเขาเล่าสนุกและได้ความรู้ด้วย เลยอยากนำประสบการณ์แบบนี้มาให้กับทุกคน ด้วยการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ที่สนุก บวกกับเทคโนโลยี และเพื่อนของพวกเรามาเป็นไกด์นำชม ทำให้เกิดประสบการณ์ใหม่ขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องนั่งอ่านตำราอย่างเดียว” คริสซี่เล่าถึงที่มาของโปรเจ็กต์นี้

“เราเห็นว่าธุรกิจการท่องเที่ยวและอาหารเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เลยลองคิดว่ามีเทรนด์อะไรที่น่าสนใจบ้างในมุมการท่องเที่ยว ซึ่งเราไม่คิดว่ามันจะหยุดอยู่แค่นี้ด้วย โปรเจ็กต์นี้สามารถตอบโจทย์ในแง่การท่องเที่ยวต่อไปได้ เพราะเราคิดไอเดียบนพื้นฐานของปัญหา แล้วเราสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยเล่าแบบเพื่อนเล่าให้ฟังเป็นคอนเซ็ปต์หลัก ไม่ใช่การเลกเชอร์” ปอนเสริม

Self-Quarantour ทัวร์หลากรสที่มีทั้งดรามา โปกฮา และเม้าท์มอยค่ะคุณพี่
เบื้องหลังความสนุกผสมสาระที่ย่อยง่าย คือ การรีเสิร์ชข้อมูลมหาศาล ลิสต์ประเด็นที่น่าสนใจ เขียนสคริปต์ ซักซ้อมการนำชม หาภาพประกอบการนำชม ที่สำคัญคือ เปิดพื้นที่ให้กับไกด์อย่างเต็มที่ ดังนั้นบรรยากาศและอรรถรสในแต่ละอีพีจึงแตกต่างกันไป จากนั้นทีมงานจะทำคลิปไฮไลต์ 5-7 นาที เพื่อสรุปเนื้อหาและดึงความสนใจของผู้ชมให้กลับไปดูคลิปอีกครั้ง เช่น ตอน “Vatican City” นำชมโดยฟาโรส-ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี เจ้าของรายการ “ไกลบ้าน” บนยูทูบเป็นตอนที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลผสมกับความตลกและเป็นกันเอง พร้อมย้ำว่าไม่ต้องเชื่อเขาก็ได้ และเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมาแชร์ข้อมูลกัน

“กว่าจะออกมาเป็นเนื้อหาที่สนุก เบื้องหลังเราทำงานรีเสิร์ชกันหนักมาก เช่น พระราชวังแวร์ซายส์มีอะไรน่าสนใจบ้าง ลิสต์ออกมาได้ 10 หน้ากระดาษ A4 เราก็มาลองทำกันจริง ๆ ว่าจะเล่าแบบไหน คนดูจะรู้สึกแบบไหน เรามองว่ามันเป็นรายการเลยครับ มีแพตเทิร์นและใส่ความตั้งใจไปเต็มที่ พอฟีดแบ็กออกมา เราก็แฮปปี้มาก เพราะมันเกิดคอมมูนิตี้จริง ๆ”

“เราพยายามทำให้ย่อยง่าย และให้พื้นที่กับไกด์ค่อนข้างเยอะ เช่น อีพีของนักรบหรือพี่ฟาโรส จะมีความแกงสูง เม้าท์มอย จ้อจี้ แต่ตอนของพี่แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่เล่าถึงฟรีดา คาห์โล จะดรามามาก ๆ เพราะเขาถนัดแบบนั้น ส่วนตอนของครูทอม (จักรกฤต โยมพยอม) ก็จะบันเทิงไปเลย พอมันเป็นพื้นที่ที่ไกด์แต่ละคนเขาเชี่ยวชาญในวิธีการเล่า มันก็เลยเข้าปากเขา เราแค่คิวเรตให้เนื้อหาเข้าใจง่าย และเป็นสำเนียงของไกด์ แต่ละอีพีจึงไม่จำเจและมีความหลากหลายตามไกด์ของเราด้วย”

Community is the New Value ข้อมูลสร้างมูลค่า คอมมูนิตี้สร้างคุณค่าในระยะยาว
กระแสตอบรับเชิงบวกจาก Self-Quarantour และคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย ทำให้ GroundControl กลายเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักศิลปะ ตามความตั้งใจของทีมงานที่อยากยกระดับวงการศิลปะ และเชื่อมโยงคอมมูนิตี้ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ไม่เพียงเท่านั้นทีมงานยังวางแผนทำแคมเปญอย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ เช่น “ถ้าการเมืองดี คงไม่ต้องมีเวิร์กช็อป” ที่ชวนนักเรียนและนักศึกษามาร่วมกิจกรรมที่เปิดเสรีภาพทางความคิด โดยจับมือกับ underDOC Film, Eyedropper Fill, Punch Up และ T'la Frame ในแง่ธุรกิจ GroundControl สร้างรายได้ด้วยโมเดลเอเจนซี่ที่เน้นการทำงานร่วมกับผู้คนจากวงการต่าง ๆ ไปจนถึงการตอบโจทย์ลูกค้าบริษัทและแบรนด์ชั้นนำที่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะ

“จริง ๆ แล้วเป้าหมายของเราคือ เราต้องการขยายขอบเขตของคำว่า ‘โลกศิลปะ’ หรือโลกของการสร้างสรรค์ กับ ‘โลกธุรกิจ’ ซึ่งตอนแรกอาจจะยังไม่เห็น Value (คุณค่า) ของศิลปะมากนัก แต่ถ้าเราขยายจากจุดเริ่มต้นต่อไปได้ จะมีผลิตภัณฑ์หรือแคมเปญออกมาในหลายรูปแบบ เราคิดไปถึงขั้นที่ว่าวันหนึ่งเราจะกลายเป็นผู้ดูแลศิลปินและสามารถสร้างงานขึ้นมาด้วย หรือแม้กระทั่งไปแตะโลกของ Fine Art (วิจิตรศิลป์) แต่ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มต้นกัน” ผ้าป่านกล่าวถึงหมุดหมายที่ทั้งสามคนวางไว้บนความเป็นไปได้อันไม่รู้จบ

ปัจจุบันมีเพจและสื่อที่นำเสนอคอนเทนต์เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ให้เลือกอ่านกันไม่หวาดไม่ไหว แต่ทั้งสามคนมองว่าในอนาคตสื่อจะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น GroundControl จึงเน้นการสร้างคอมมูนิตี้เป็นหลัก และนำเสนอคอนเทนต์เฉพาะทาง โดยผสมผสานองค์ความรู้และกลุ่มคนจากสังคมต่าง ๆ

“เรามองว่าคอมมูนิตี้หรือข้อมูล คือ New Oil (คุณค่าใหม่) ถ้าใครสร้างคอมมูนิตี้และหาทางต่อยอดได้ ก็จะสามารถเข้าถึงโอกาสอีกมากมาย นั่นคือโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนในอนาคต ตอนนี้เราพยายามสร้างกลุ่มเครือข่ายศิลปินซึ่งผ้าป่านมีมานานแล้วให้แข็งแรงมากขึ้น และชวนมาทำงานร่วมกัน หรือทำงานตามโจทย์ลูกค้าแบรนด์ต่าง ๆ ที่อยากนำเสนอเรื่องศิลปะ หรือเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ส่วนเพจ เราพยายามสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักศิลปะ หรือแม้แต่คนที่อาจจะไม่ได้อินมากอย่างผม และพยายามมองว่าศิลปะเข้าถึงง่ายขึ้น จับต้องได้มากขึ้น” ปอนอธิบายในฐานะผู้ดูแลฝ่ายธุรกิจ

“เราไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นสื่อ แต่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สร้างคอมมูนิตี้มากกว่า แล้วเราจะสื่อสารกับคอมมูนิตี้นี้ผ่านรูปแบบไหนบ้าง ไอเดียเหล่านี้จะถูกพัฒนาเป็นแคมเปญทั้งออนกราวด์และออนไลน์ เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่การไปแข่งกับคนอื่น” ผ้าป่านเสริม

“ในตลาดตอนนี้จะเห็นได้ว่าสื่อใหญ่พยายามรวบรวมสื่อเล็กเข้าไป เพราะเขาเห็นว่าสื่อเล็ก ๆ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า โมเดลของอินฟลูเอนเซอร์หรือครีเอเตอร์จึงเติบโต ดังนั้นสิ่งที่มีมูลค่าและคุณค่าจริง ๆ ก็คือ คอมมูนิตี้ ซึ่งเราอยากสร้างคอมมูนิตี้ในแบบของเรา และเชื่อมต่อระหว่างกันในรูปแบบต่าง ๆ มากกว่า”

History Repeats Itself ถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ไม่ใช่แค่คอศิลปะ คนรุ่นใหม่ก็สนใจและติดตาม GroundControl เช่นกัน ส่วนหนึ่งเพราะได้น้อง ๆ ทีมงานไฟแรง มาช่วยค้นข้อมูล และสร้างสรรค์คอนเทนต์กันเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรียลไทม์คอนเทนต์ที่เกาะติดกระแส หรือคอนเทนต์ออริจินัลก็ตาม 

“อย่างแรก ภาษามันสื่อสารกับเขา ไม่ทำให้เขารู้สึกว่าศิลปะหรือประวัติศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว อีกอย่างต้องให้เครดิตกับเจเนอเรชันนี้ที่ต้องการค้นหาและรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ด้วยตัวเองอยู่แล้ว อาจจะด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ทำให้ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ใกล้ตัวและกระตุ้นให้คนรุ่นนี้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถ้ามองในแง่การศึกษาศิลปะ เราเรียนศิลปะในโรงเรียน ซึ่งมักจะมีถูกผิด เราไม่เคยได้เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะของโลก เราเรียนสีน้ำ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าฟรีดา คาห์โลคือใคร มีส่วนขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มันก็สะท้อนถึงระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ ทำให้เขาต้องหาการศึกษานอกห้องเรียน และเราอยากเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบศึกษาด้านศิลปะให้แข็งแรงมากขึ้น” ผ้าป่านกล่าว

“เขาต้องการข้อมูลตรงนี้ เพราะถูกปิดบังอะไรหลาย ๆ อย่าง พอถึงเวลาเขามีสิทธิ์ที่จะเปิดกว้างและหาอะไรในโลกโซเชียล เราก็เข้ามาซัพพอร์ตเรื่องข้อมูล” คริสซี่อธิบายถึงความถูกต้องของข้อมูลที่จะต้องมีแหล่งข้อมูลที่พูดตรงกัน 2 ที่ขึ้นไป ขณะเดียวกันทีมงานก็ไม่ได้วางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้คนมาพูดคุยและถกเถียงกัน เพราะข้อมูลประวัติศาสตร์ไม่ตายตัว และคัดค้านได้ด้วยหลักฐานข้อมูลใหม่

“เราอยากให้เครดิตพี่ฟาโรสด้วย เขาบอกว่าไม่ต้องเชื่อดิฉันก็ได้ เรามาแชร์ความรู้ไอเดียกัน ถ้าเราตั้งตัวเองเป็นผู้รู้ นั่นคือความทุกข์ มันไม่สนุกหรอก จริง ๆ แล้วประวัติศาสตร์มันดิ้นได้ มันมีการค้นพบใหม่ ๆ ในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ตีความใหม่ได้ หรือแม้แต่สิ่งเดียวกัน ก็ตีความใหม่ได้ด้วยซ้ำ”

ในฐานะคนทำคอนเทนต์ว่าด้วยประวัติศาสตร์ศิลปะ ย่อมมองเห็นร่องรอยของประวัติศาสตร์ที่มักจะเกิดขึ้นซ้ำรอย แต่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จะทำให้มีข้อมูลรอบด้าน และมองเห็นภาพรวมของสิ่งต่าง ๆ กว้างมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้นในอนาคต หรืออาจเลี่ยงปัจจัยแวดล้อมที่จะส่งผลให้ประวัติศาสตร์วนกลับมาสู่ลูปเดิมอีกครั้ง

“ความสนุกของประวัติศาสตร์คือเราได้ถกเถียงกัน และตระหนักถึงความเป็นไปได้ของหลาย ๆ อย่าง เราจะคิดให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ และกว้างขวางในความรู้มากขึ้น ในประวัติศาสตร์ศิลปะ เราได้เห็นต้นแบบของความกล้าที่จะต่อสู้กับอะไรบางอย่าง กลุ่มคนเล็ก ๆ เปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้”

“การเข้าใจศิลปะชิ้นหนึ่ง มันมีหลายเลเยอร์ เช่น เลเยอร์ที่ดูแล้วสวยงามสำหรับผู้เสพ แต่บางครั้งก็ต้องอาศัยการตีความหรือถอดสัญญะบางอย่างที่ศิลปินต้องการจะสื่อ เราต้องรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะ หรือประวัติศาสตร์โลก ไปจนถึงประวัติศาสตร์ของสังคมนั้น ๆ และบริบทนั้น ๆ จึงจะเข้าใจมันได้ ถ้าคุณไม่รู้ คุณเสพเท่านั้นก็ได้ แต่เมื่อไรที่คุณรู้ มันจะพาคุณไปที่อื่น”

ขอบคุณสถานที่ : AIS Design Centre (AIS D.C.) ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น 5 

เรื่อง : ปิยพร อรุณเกรียงไกร I ภาพ : สุรเชษฐ์ โสภารัตนดิลก