image

Business & Industrial

Go Today : SHAiRE salon Co-working ของช่างทำผมแห่งแรกในญี่ปุ่น

Published Date : 8 พ.ค. 2563

Resource : TCDC CONNECT

2,963

สมัยนี้อาชีพที่สามารถทำงานเป็นฟรีแลนซ์ (ไม่ขึ้นหรืออยู่ภายใต้สังกัดใด) มีมากขึ้นมากทั้งที่เพราะเป็นค่านิยมของชาว Gen-Z รักอิสระและเป็นตัวของตัวเอง หรือด้วย technology ที่เกิดขึ้นทำให้คนสามารถทำงานเป็น freelance รับงานได้จากหลายที่ และทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ออฟฟิศใดออฟฟิศหนึ่ง

อาชีพส่วนใหญ่ที่จะสามารถรับงานเป็น freelancer ได้ก็มักจะอยู่ในสายงานเทคโนโลยี หรือ คนทำงานสร้างสรรค์ นักออกแบบ ศิลปิน นักเขียน รวมถึงช่างตัดผม หรือที่เราจะเรียกอย่างเท่ๆ ว่า ‘hairdresser’ ก็นับรวมในกลุ่มนี้เช่นกัน

เราจะเห็นได้ว่าจะมี hairdresser 3 กลุ่มแบ่งตามลักษณะการทำงาน

1 ) hairdresser ที่อยู่ประจำร้านใดร้านหนึ่ง เป็นพนักงานประจำ standy อยู่ที่ร้านนั้นร้านเดียว รับลูกค้า walk-in แต่ก็มักจะมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว และหากช่างกลุ่มนี้ลาออกไปอยู่ร้านอื่น หลายๆ ครั้งก็จะได้ลูกค้าตามไปด้วย

2 ) hairdresser แบบประจำ แต่รับงาน freelance ด้วย เช่น hairdresser ที่ตัดประจำให้กับศิลปินดารานักร้องจนรู้ใจ เวลาศิลปินจะไปเล่นคอนเสิร์ตหรือถ่ายละครก็จะจ้างให้ไปตัดเซ็ตผมให้ที่กองถ่าย

3 ) hairdresser แบบ freelance ที่รับงานทำผม event ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรับปริญญา งานแต่ง กองถ่าย ซึ่งลูกค้ามักจะบอกต่อกัน hairdresser ประเภทนี้ไม่ได้อยู่ที่ไหนเป็นประจำ จะรับเป็นงานๆ ไป
 

3 กลุ่มนี้เป็นลักษณะการทำงานของ hairdresser ที่มีมานานแล้ว ไม่ได้แปลกใหม่อะไร

แต่สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาชีพนี้ในปัจจุบัน คือ hairdresser กลายมาเป็นอาชีพที่เด็กรุ่นใหม่ให้ความสนใจ และภาพลักษณ์ของอาชีพได้เปลี่ยนไป กลายมาเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สะท้อนถึงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบอาชีพ จึงทำให้เราเห็นร้านตัดผมประเภทใหม่ๆเกิดขึ้นเช่น ร้านตัดผมที่มีที่นั่งเดียว ร้านตัดผมที่ให้คนมาตัดที่บ้าน ร้านตัดผมที่ไปอยู่ในร้านขายเสื้อผ้า หรือ lifestyle store และมีช่างเข้ามาเป็นครั้งคราวไป และคิวจองเหล่านี้ก็เต็มเอี้ยด เหมือนกับการไปจองร้านอาหารที่พิเศษ มีจำนวนที่นั่งน้อยอย่างไงอย่างงั้น

co-working space

มีบางคนมองเห็นอนาคตของการเติบโตของ hairdresser รุ่นใหม่ และมองเห็นถึง insights ของพวกเขาว่า พวกเขาไม่ต้องการเป็นไปลูกจ้างใคร อยากมีพื้นที่ของตนเอง มีร้านเล็กๆ มีลูกค้าประจำ เพื่อให้ได้แสดงความสามารถของเขาออกมาได้อย่างอิสระเต็มที่ แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีร้านของตัวเองได้เลย เพราะร้านทำผมต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะหาทำเล การลงทุนตกแต่งร้าน อุปกรณ์เตียงสระผม เก้าอี้นั่งตัดผม เครื่องอบไอน้ำเอย เครื่องดัดผมเอย รวมไปถึงระบบการจัดการหลังบ้านเช่น การจัดการส่งซักจัดการบริหาร stock แชมพู ครีมนวด รวมไปถึงการทำความสะอาดสถานที่ สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ไม่สามารถทำคนได้โดยตัวคนเดียว แต่ยังเป็นต้นทุนเวลาหรืออาจไม่ใช่ความถนัดของช่างตัดผมเลย

ถ้าสถานที่ทำงานของ freelancer ส่วนใหญ่คือร้านกาแฟ ที่บ้านตัวเอง หรือ co-working space ที่มี facility ที่เหมาะสมกับการทำงาน แล้วทำไมจะมี co-working space ที่มี facility ครบครันสำหรับช่างทำผมโดยเฉพาะบ้างไม่ได้

GO TODAY: SHAiRE SALON จึงสร้างพื้นที่ co-salon space ให้แก่ hairdresser ที่มีความต้องการเหล่านี้ แม้แต่คำนิยามของตัวเองว่า SHAiRE Salon, SHAiRE ก็มาจากคำว่า Hair (ผม) + Share (แบ่งกัน แชร์กัน)

ดังนั้นเพียงแค่คุณมีความสามารถและอุปกรณ์ส่วนตัวที่คุณจำเป็นต้องใช้เฉพาะตัว เช่น กรรไกรตัดผม ส่วนการบริหารจัดการอื่นๆ ที่นี่มีให้หมด ทำเลที่ตั้งทำให้ลูกค้าเดินทางมาได้สะดวก กระทั่งแชมพู ครีมนวด (หาก hairdresser คนไหนมีน้ำยาหรือผลิตภัณฑ์ส่วนตัวก็สามารถนำมาเองได้เช่นกัน) เตียงสระ ผ้าเช็ดผม รวมไปจนถึงเครื่องดื่มที่สามารถสั่งได้ตามชอบ โต๊ะและเก้าอี้ตัดผมก็มีแบบที่ถูกจัดอยู่ในห้องส่วนตัว ราวกับว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นร้านของคุณเพียงคนเดียว ลูกค้าไม่ต้องแอบมองหน้ากันผ่านกระจกทำตาปริบๆ ใส่กัน

อุปกรณ์ทุกอย่างที่จัดเตรียมให้เป็นอุปกรณ์อย่างดี เช่น เตียงสระอย่างดีแบบนอนได้ยาว 180 องศา ซึ่งเป็นเตียงอย่างดีมีราคาค่อนข้างสูง ไม่ง่ายนักที่ร้านเพิ่งเปิดใหม่ทุนน้อยจะซื้อมาใช้ (เหมือน photographer เริ่มแรกต้องเช่าอุปกรณ์ดี ๆ ไปก่อน จนเมื่อสั่งสมประสบการณ์ทำงาน (และทุนทรัพย์) มารับดับหนึ่งจึงจะมีอุปกรณ์ต่างๆ เป็นของตัวเอง)

ที่นี่ยังมีบริการพิเศษเฉพาะอื่นๆ เข้ามาเพื่อตอบโจทย์จากการเข้าร้านตัดผมเดิมๆ ของลูกค้าอีกด้วย เช่น เราสามารถเลือก playlist เพลงในห้องตัดของเราได้ ต่างคนก็ต่างเลือก style เพลงแสดงความเป็นตัวตนของช่าง หรือตามที่ลูกค้าเราชอบก็ได้ เลือกระดับของแสงไฟเพื่อสร้างบรรยากาศที่ต้องการภายในพื้นที่ของเรา สามารถเอาแชมพูมาเองได้ หรือเลือกใช้แชมพูที่เตรียมไว้ก็ได้ ส่วนในมุมของ hairdresser ที่นี่ก็ยังเตรียมพื้นที่พักผ่อนไว้ให้อีกด้วย โดยจะมี lounge ที่เป็นเหมือน cafe’ ให้บรรดา hairdresser นั่งพักระหว่างรอลูกค้าได้รวมถึงมี locker ให้เก็บของส่วนตัวขณะไปทำงานอีกด้วย

ไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์ สถานที่ และการจัดการ ที่ GO TODAY เตรียมไว้ให้ hairdresser แต่ที่นี่ยังมี community เหมือนที่ co-working space ของอาชีพอื่นๆก็มี โดยมีการจัด workshop มีงาน talk และกิจกรรมต่างๆ สำหรับ hairdresser ที่เป็นสมาชิก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะและประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการพัฒนาความสามารถของ hairdresser เพราะหากเป็น traditional salon การส่งต่อความรู้นั้นก็จะเกิดขึ้นภายในร้านระหว่าง hairdresser ด้วยกันที่จะมีการแนะนำและแบ่งปันเทคนิคการตัดผมหรือเทคนิคต่างๆ กันภายในร้าน

ร้านตัดผมแบบ traditional ก็อาจจะต้องร้อน ๆ หนาว ๆ บ้าง เพราะที่แล้วการที่เราเข้าไปใช้บริการตัดผมกับร้านใดร้านหนึ่ง เราจะติดและเป็นลูกค้าประจำกับช่างมากกว่าร้าน ไม่เหมือนกับการที่เราเข้าไปเป็นลูกค้าร้านอาหารที่จะมีสูตรของร้านเป็นหลักมากกว่าที่จะเปลี่ยนไปตามเชฟ ดังนั้น หัวใจหลักของร้านทำผมอยู่ที่ความสามารถของ hairdresser หากเราไปดูสัดส่วนค่าตอบแทนของ hairdresser ในร้านทำผมเราจะพบว่ามีอัตราส่วนแบ่งรายได้มากถึง 40:60 หรือ 50:50 เลยทีเดียว หรือหากมองดี ๆ ร้านทำผมทั่วไปปัจจุบัน ก็คล้ายกับการที่ hairdresser เช่าพื้นที่อยู่แล้วกลาย ๆ แต่ GO TODAY : SHAiRE SALON นี้รวบรวมเอาทั้งความต้องการและ insights ของทั้งฝั่ง hairdresser และตัวลูกค้าเอง มาพัฒนาและสร้างออกมาในรูปแบบของพื้นที่ บริการและโมเดลธรุกิจที่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย

GO TODAY SHAiRE SALON เริ่มเปิดให้บริการสาขาแรกในปี 2017 ที่ Harajuku, Tokyo มี 10 สาขาในประเทศญี่ปุ่น มีรายได้หมุนเวียน 45 ล้านเยนต่อเดือน และมี hairdresser เข้ามาลงทะเบียนอยู่ในระบบแล้วมากกว่า 350 คน