image

Design & Creativity

“ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน” ว่าด้วยประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลง

Published Date : 17 พ.ย. 2563

Resource : Creative Thailand

5,144

“ประวัติศาสตร์วิจารณ์ตัวเองตลอดเวลา มันถูกตั้งคำถามได้ มันสร้างอยู่ในตัวมันเองว่าต้องเกิดการสงสัย 
ต้องเกิดการโค่นความรู้ความคิดที่มีอยู่ แล้วเขยิบต่อไป”— ธงชัย วินิจจะกูล 

“ประวัติศาสตร์” วิชาแสนน่าเบื่อของใครหลายคนที่มักถูกสอน (แกมบังคับ) ให้ท่องจำเรื่องราว เหตุการณ์ ชื่อบุคคลสำคัญ วันที่ หรือตัวเลขต่าง ๆ ประหนึ่งเป็นสูตรวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้วิเคราะห์หรือตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ในตำราเรียนสักเท่าไร ทั้งที่ในความเป็นจริง ตำราประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นมาและตีความได้อย่างหลากหลาย ถ้าหากเรามองย้อนกลับไปไม่ว่าจะในอารยธรรมใด ยุคใด หรือสมัยใดก็ตาม เราจะพบว่า “การเปลี่ยนแปลง” เกิดขึ้นในสังคมเสมอ และประวัติศาสตร์ก็สอนให้เรารู้ว่า บางครั้งสิ่งที่มนุษย์เคยคิดว่าจริง ก็สามารถถูกโต้แย้ง หักล้าง ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงได้ด้วยหลักฐานและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม

เริ่มตั้งคำถาม (The First Historian)
ย้อนไปในยุคกรีกโบราณเมื่อ 2,500 ปีก่อน การบันทึกประวัติศาสตร์ยังไม่ได้แพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ ผู้คนในยุคนั้นเชื่อว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลมาจากประสงค์ของเหล่าเทพเจ้า จึงมีบันทึกน้อยมากที่อธิบายถึงสาเหตุที่มาของสิ่งต่าง ๆ นอกเหนือจากนั้น ทำให้ เฮโรโดตัส (425 B.C.) นักเขียนชาวกรีกผู้ต่อมาถูกขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ เริ่มมองหาแนวทางใหม่ ๆ ในทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน โดยเขาออกเดินทางและเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อบันทึกเรื่องราวของสงครามกรีก-เปอร์เซีย (499–479 B.C.) ลงในหนังสือ Histories (ฮีสทอรีส์) ซึ่งแปลว่าการค้นคว้าวิจัยหรือสืบหาข้อมูล (inquiry) จนกลายเป็นรากฐานของการศึกษาประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน 

เมื่อความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่ง (Faith vs. Facts)

ย้อนกลับไปในยุคกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 5-15) ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของของคริสตศาสนาในยุโรป แต่เวลานั้นกลับเป็นยุคมืดทางความรู้ เนื่องจากอิทธิพลทางการเมืองและการเงิน ทำให้ศาสนจักรมีอำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตของผู้คน คำสอนของศาสนจักรกลายเป็นความจริงสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว คนที่คิดต่างกลายเป็นพวกนอกรีตและมีความผิดตามกฎหมาย 

 

  • “ทุกอย่างหมุนรอบฉัน (และโลก)”
    แนวคิดที่โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นคำสอนของคริสตศาสนาและแพร่หลายมาตลอดยุคกลาง ความเข้าใจแบบอื่นถือเป็นการท้าทายพระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่น่าให้อภัย นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) และนักคิดแห่งยุคอีกหลายคนได้ทยอยออกมาโต้แย้งถึงความจริงข้อนี้อยู่นับร้อยปี จนที่สุดข้อพิสูจน์ว่า “พระอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ” ได้รับการยอมรับ ความเชื่อทางศาสนาจึงเริ่มถูกสั่นคลอน นำไปสู่การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) ที่ผู้คนเริ่มตั้งคำถามกับความเชื่อ และไบเบิลไม่ได้เป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป 
  • “มนุษย์มาจากไหน”
    เรื่องต้นกำเนิดของมนุษย์ หากอ่านจากคัมภีร์ไบเบิลจะได้คำตอบว่า มนุษย์ทุกคนเป็นลูกหลานของอดัม (Adam) และ อีฟ (Eve) ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นหลังจากสร้างสรรพสิ่งอื่น ๆ แล้ว แต่แนวคิดนี้ก็ไม่วายถูกโต้แย้งด้วยข้อเสนอที่ว่า มนุษย์สืบเชื้อสายมาจากลิง (ape) และสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกก็เกิดจากการวิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเจ้าทฤษฎีวิวัฒนาการอย่าง ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) และ อัลเฟรด วอลเลซ (Alfred Wallace) 

ปัญหาโลกแตก 
“วันสิ้นโลก” ประเด็นฮอตฮิตของทุกยุคทุกสมัยที่ถูกทำนายว่าจะเกิดขึ้นและถูกหักล้างอย่างชัดเจนมาตลอดประวัติศาสตร์ หลายคนอาจคุ้นกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ 2012 วันสิ้นโลก ที่เล่าถึงคำทำนายจากปฏิทินของชาวมายาที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 ธันวาคมในปีนั้น หรือปรากฏการณ์ Y2K ที่คาดว่าจะมีการล่มสลายของระบบคอมพิวเตอร์ในค.ศ. 2000 แต่จนแล้วจนรอด หากคุณได้มีโอกาสอ่านบทความนี้อยู่ ก็คงเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่าโลกยังไม่แตกลงตามคำทำนายใด ๆ

หากย้อนเวลากลับไป มนุษย์ให้ความสำคัญกับเรื่องวันสิ้นโลกมาหลายพันปี ซึ่งหลักฐานแรก ๆ ที่พบนั้นมีมาตั้งแต่ช่วง 600 ปีก่อนคริสตกาล แม้รายละเอียดและสาเหตุจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ความเชื่อ และวัฒนธรรม แต่ความคิดนี้นับเป็นแนวคิดที่ยังคงอยู่คู่กับสังคมมนุษย์เรื่อยมา 

  • 634 B.C. — ตำนานของชาวโรมันโบราณกล่าวว่ามีนกอินทรีย์ 12 ตัวมาบอกกับ โรมูลุส (Romulus) ผู้เป็นกษัตริย์องค์แรกและผู้ก่อตั้งกรุงโรมว่า อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของเขาจะดำรงอยู่เพียง 120 ปีเท่านั้น เมื่อใกล้ถึงวัน ชาวเมืองต่างพากันตื่นตระหนก แต่สุดท้ายอาณาจักรโรมันก็ยังสร้างความยิ่งใหญ่มานับพันปี 
     
  • 1584 — นักโหราศาสตร์ชาวลอนดอนหลายคนออกมาเตือนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1584 เป็นเหตุให้ชาวเมืองราว 20,000 คน รีบอพยพและกักตุนเสบียงอาหารไว้เป็นจำนวนมาก แต่พอถึงวันนั้น กลับไม่มีฝนตกเลยแม้แต่หยดเดียว นับเป็นการแกงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16
     
  • 1999 — นอสตราดามุส (Nostradamus) แพทย์และนักโหราศาสตร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศสเชื้อสายยิว เป็นเจ้าของคำทำนายที่ถูกนำมาตีความต่อว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญของโลกหลายครั้ง โดยคำทำนายซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือ ในเดือนที่ 7 ของปีค.ศ. 1999 จะมี “ราชาแห่งความน่าสะพรึงกลัว” มาจากฟากฟ้า ทำเอาผู้คนตีความไปว่าอาจจะมีอุกกาบาตพุ่งชนโลก และจะเป็นวันสิ้นโลกในที่สุด
     
  • 2000 — การก้าวสู่สหัสวรรษใหม่ในปีค.ศ. 2000 หรือที่เรียกว่า Y2K (ย่อมาจาก Year 2000) นั้น ถูกคาดการณ์ว่าจะสร้างปัญหาให้กับระบบเอกสารและคอมพิวเตอร์ทั่วโลก เนื่องจากระบบที่ใช้บันทึกปีคริสตศักราชในอุปกรณ์ต่าง ๆ จะถูกย่อลงเหลือเพียง 2 หลักท้าย (เช่น 1 มกราคม ค.ศ.1995 จะเป็น 01/01/95) ดังนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2000 ผู้คนจึงคิดว่าระบบจะย้อนตัวเองกลับไปที่เป็นปีค.ศ. 1900 และทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์จะเกิดการล่มสลายลง
     
  • 2012 — ปฏิทินแบบยาวของชนเผ่ามายาแห่งอารยธรรมอเมริกากลางได้สิ้นสุดลงในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ผู้คนพากันแตกตื่นว่ากาลอวสานของโลกกำลังจะมาถึง แต่เมื่อวันนั้นมาถึงและไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงมีคนมาโต้แย้งว่า เนื่องจากระบบปฏิทินมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีการคำนวณวันที่ใหม่ ว่าจริง ๆ แล้วควรจะเป็นช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2020 ที่ผ่านมาต่างหาก และก็เป็นอีกครั้งที่โลกยังคงไม่แตก

การสิ้นสุดและการเกิดใหม่คือปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะการจบลงของสิ่งหนึ่งล้วนเป็นการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เสมอ มนุษย์ก้าวผ่านคำทำนายวันสิ้นโลกในอดีตทุกครั้งมาพร้อมกับการล้มล้างความเชื่อเดิมและเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ว่าความเชื่อนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการกล้าที่จะท้าทายความเชื่อเดิมอาจไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเมื่อสิ่งใดถูกล้มล้าง นั่นแปลว่าเรากำลังก้าวต่อไปข้างหน้านั่นเอง

ที่มา : บทความ “ธงชัย วินิจจะกูล: อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์เรื่องใดมีอำนาจมากเกินไป” โดย กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล จาก prachatai.com
บทความ “List of Dates Predicted for Apocalyptic Events” โดย World Heritage Encyclopedia จาก gutenberg.cc 
history.com

เรื่อง : ณัฐชา ตะวันนาโชติ