image

Design & Creativity

‘Experience Design’ แนวคิดเพิ่มคุณภาพของเวลาในยุคดิจิทัล

Published Date : 15 พ.ค. 2561

Resource : Creative Thailand

248

“เราไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ ถ้าสิ่งที่จะเปลี่ยนนั้นขัดแย้งกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนอะไร จงสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเพื่อทำให้สิ่งที่มีในปัจจุบันนั้นล้าสมัย แล้วคนจะเปลี่ยนตาม จะเลือกทำสิ่งนั้นเองเป็นเรื่องธรรมชาติ และนั่นคือบทบาทของนักออกแบบในฐานะผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่ไม่ได้ทำลายสิ่งใดลง แต่คือการสร้างเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของมันเอง” นี่คือคำกล่าวของคุณปราง-จิตราภา เลิศทวีวิทย์ นักออกแบบประสบการณ์ ผู้ก่อตั้ง Another New Design Studio ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ที่เชื่อว่า ประสบการณ์คือหัวใจสำคัญของทุกอย่าง และนักออกแบบไม่จำเป็นต้องออกแบบแต่สิ่งฟุ้งเฟ้อเพื่อตอบความต้องการใหม่ๆ เสมอไป แต่หลักการก็คือการเชื่อมความสัมพันธ์และการร่วมมือกันระหว่างนักออกแบบกับลูกค้า โดยมีโจทย์คือการทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมและต้องแก้ไขปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้

ในการบรรยายหัวข้อ  “Experience Design: Why and How” ในงาน "Trend Talk 2018” โดย Creative Thailand เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 ณ TCDC คุณปรางได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของการบริการว่าขั้นแรกคือ ‘Commodity Business’ เป็นการขายสินค้าที่เหมือนๆ กันและไม่จำเป็นต้องสร้างประสบการณ์กับลูกค้าแต่อย่างใด ขั้นต่อมาคือ “Goods Business” หรือการที่ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อให้ได้ของที่ดีกว่าเจ้าอื่นๆ ขั้นที่สามคือ ‘Service Business’ เป็นการที่ลูกค้าจ่ายเงินเพื่อรับบริการต่างๆ ที่ดีจากคนขาย และยุคนี้เราอยู่ในช่วง ‘Trans-formation Business’ คือนอกจากการที่ลูกค้าเลือกมาใช้บริการแล้ว ลูกค้ายังจะต้องได้รับแรงบันดาลใจบางอย่างกลับไปด้วย

Experience Design หรือการออกแบบประสบการณ์ จึงกลายเป็นหน้าที่สำคัญของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีประเด็นต้องคำนึงถึงอยู่หลายประการ ประเด็นแรกคือเรื่องเกี่ยวกับ ‘ตัวเรา’ ในยุคก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ต ผู้คนมักมองถึงกลุ่มเป้าหมายว่าเขาคือใคร อยู่ที่ไหน ต้องการสิ่งใด นิสัยเป็นแบบใด ฯลฯ เพียงเพื่อเสนอขายสินค้าตามกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่นั้นๆ ทว่าทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เชื่อมโลกเข้าหากัน และจึงเป็นเรื่องง่ายหากเราต้องการสินค้าที่โดดเด่นและแตกต่างที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของโลก ฉะนั้นความต้องการของผู้บริโภคที่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้ ทำให้หลายๆ แบรนด์ถูกมองข้าม เพราะต้องการเพียง ‘The Best in the World’ สำหรับตนเองในเวลานั้นๆ อย่างไรก็ตาม การจะหาสิ่งที่ต้องการก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเวลาที่เราจะพยายามหาของนั้นๆ ด้วย ดังนั้นสิ่งที่เราจะได้มา จึงเป็น “Best for Them Right Now Based on What They Believe” และนี่ก็คือการพิจารณาถึงข้อจำกัดของตนเองบนความเป็นไปได้ที่มีอยู่

ประเด็นต่อมาคือ ปัจจุบันการเรียนรู้แบบ “T-Shaped Skills’ เพื่อพัฒนาทักษะทั้งทางลึกและทางกว้างนั้นกำลังทวีความสำคัญ มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการที่เรียกว่า T-Shaped นั้นเป็นเพราะ เราเปรียบเทียบส่วนบนของตัวทีเป็นทักษะการเรียนรู้ทางกว้างและหลากหลายสาขาวิชา ขณะที่รูปล่างหางตัวทีที่ดิ่งตรงเปรียบกับทักษะการเรียนรู้ทางลึกที่ต้องคู่ขนานกัน ดังนั้นผู้ที่มีทักษะการเรียนรู้แบบ T- Shaped Skills จึงเป็นคนมีความสามารถในการผนวกองค์ความรู้ต่างๆ เข้ากันได้ดี ทั้งยังสามารถนำไปใช้ในด้านที่ตัวเองเชี่ยวชาญได้อย่างแท้จริง 

นอกจากนี้ การทำงานเป็นนักออกแบบ ยังต้องมีทักษะในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง เพราะการตั้งคำถามที่ดีย่อมนำไปสู่คำตอบที่ต้องการ ซึ่งในประเด็นที่สามนี้ เราควรตั้งขอบเขตของคำถามว่าคำถามนั้นๆ จะมีความเป็นไปได้ในทิศทางใดบ้าง เพื่อหาข้อสรุปจากการคาดเดาสิ่งที่เป็นไปได้อย่างรอบด้าน เมื่อทำตามกระบวนการนี้ซ้ำๆ ก็จะทำให้ได้คำถามที่ดีขึ้น โดยคำถามที่ดีต้องช่วยกระตุ้นให้ผู้อื่นอยากหาคำตอบไปกับเรา เพื่อให้หาคำตอบได้ง่ายขึ้น และยังทำให้เข้าใจความต้องการและรู้จักลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น อันจะส่งผลให้การออกแบบประสบการณ์สำหรับกลุ่มเป้าหมายเป็นไปได้ดีขึ้นและแม่นยำมากขึ้น 

ตัวอย่างที่น่าสนใจของการออกแบบประสบการณ์ส่วนตัว เช่น โครงการ “31T(BIT)” ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้ศาสตร์ที่เรียกว่า ‘Interdisciplinary Design Thinking’ หรือการผสมผสานสหสาขาวิชาเข้ากับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ในรูปแบบของ ‘Interactive Eating Experience’ ที่ให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดโลกทัศน์แห่งรสชาติของกรุงเทพฯ ในบริบทใหม่ และร่วมสร้างสรรค์อาหารไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีการนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการ (Gastronomy) มาเชื่อมโยง (Crossover) เข้ากับโลกแห่ง Internet of Things ประสบการณ์นี้เปิดให้ผู้คนนำวัตถุดิบชนิดใดก็ได้ตามที่จัดไว้จำนวน 3 ชนิดมารวมเข้าด้วยกันเป็นอาหาร 1 คำ (BIT) จากนั้นจึงสัมผัสและรับรสชาติของอาหารคำนั้นๆ ก่อนจะแสดงความรู้สึกต่อมันด้วยการอัพโหลดความรู้สึกนั้นๆ ไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แบบเรียลไทม์ นับเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ได้อย่างไม่จำกัด

ประสบการณ์นับเป็นสิ่งที่สร้างให้เราเป็นเราได้โดยที่คนนั้นๆ อาจไม่รู้ตัว และในขณะที่ประสบการณ์หล่อหลอมเราได้ การออกแบบประสบการณ์จึงเป็นการแก้ปัญหาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้หลากหลายสาขา ทั้งยังถือเป็นศาสตร์แห่งการออกแบบที่สำคัญในอนาคต ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพของ ‘เวลา’ ที่เราใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ต่างๆ อันเป็นทรัพยากรที่ผ่านเลยไปโดยไม่มีวันหวนกลับได้อย่างมีคุณค่ามากที่สุด

เรื่อง : ชาคร ชะม้าย