image

Design & Creativity

เมื่อโลกตื้น จงทำงานแบบลึก

Published Date : 13 ม.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

2,936

“อะไรก็ตามที่เด็ก 6 ขวบสามารถทำได้ในสมาร์ตโฟนจะไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการ”

คาล นิวพอร์ต (Cal Newport) ผู้เขียนหนังสือ Deep Work: Rules for Focused Success in a Distracted World คือผู้กล่าวประโยคข้างต้น และเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่อุทิศการทำงานแบบ Deep Work ซึ่งเชื่อว่าการทำงานแบบนี้ถือเป็นสกิลที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้คน ๆ หนึ่งประสบความสำเร็จ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เติบโตไปข้างหน้าได้ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวน

ในหนังสือ คาลได้สรุปกฎการทำงานแบบ Deep Work ไว้ 4 ข้อ ดังนี้

  • Rule1: Work Deeply ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนทำงานยุคนี้จะสามารถทุ่มเทสมาธิกับงานที่ทำได้อย่างเข้มข้นในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มักเป็นออฟฟิศเปิดโล่งและสามารถใช้เสียงได้เต็มที่ แต่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานส่วนตัวที่เราจะมีสมาธิได้มากที่สุดก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โดยคาลแนะนำให้เราตัดสิ่งรบกวนการทำงานออกไปให้หมด แบ่งเวลาที่จะทำงานแบบ deep work แยกจากการทำงานแบบ shallow work (งานที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิมาก) ลงในตารางงานประจำสัปดาห์ ที่อย่างน้อยควรทำงานอย่าง deep work ให้ได้อาทิตย์ละครั้ง และทำงานในลักษณะนี้ให้เกิดเป็นนิสัย
     
  • Rule 2: Embrace Boredom ในยุคที่การจัดการกับความเบื่อเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส อย่างการเข้าไปท่องโลกอินเทอร์เน็ตหรือส่องชีวิตของเพื่อนๆ ในโซเชียลมีเดีย ถือเป็นอุปสรรคของการทำงานแบบ deep work เพราะเมื่อสมองของคนเราเสพติดการถูกขัดจังหวะและไม่อาจอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ โดยไม่แตะมือถือได้ ความสามารถในการพัฒนาสมาธิให้คงอยู่ได้เป็นเวลานาน ๆ ก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน ดังนั้นแล้วคาลจึงแนะนำให้เราโอบรับความเบื่อหน่ายประจำวันเพื่อฝึกที่จะขัดขืนการถูกขัดจังหวะให้ได้นั้นเอง
     
  • Rule 3: Quit Social Media หักดิบชีวิตในโลกโซเชียลถือเป็นการตัดขาดสิ่งรบกวนครั้งใหญ่ของการใช้ชีวิตในยุคนี้ เพราะหากเรายังพะวงกับการอยากรู้อยากเห็นชีวิตของเพื่อน ๆ หรือเซเลบบริตี้ทุก ๆ 5 นาทีในโลกออนไลน์ เราจะสร้างงานที่ยิ่งใหญ่หรือทำงานให้ได้แบบ deep work ได้อย่างไร
     
  • Rule 4: Drain the Shallows ลดการใช้เวลาไปกับงานที่ต้องเสียเวลามากแต่ได้คุณค่าน้อย (shallow work) เช่น ตอบอีเมล รับโทรศัพท์ เข้าประชุม ฯลฯ จัดสรรเวลาการทำงานประเภทนี้ให้เสร็จเร็ว ไม่ยืดเยื้อ และไม่ไปรบกวนเวลาการทำงานแบบ deep work

“วัฒนธรรมการทำงานที่ตื้นเขินของเรากำลังเผยให้เห็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับคนทำงานกลุ่มน้อยที่มุ่งหน้าสู่การจัดลำดับความสำคัญและทำงานได้อย่างลึกซึ้ง” คาล นิวพอร์ตกล่าวไว้ในหนังสือ เพราะแน่นอนว่าหากใครก็ตามที่สามารถทำงานง่าย ๆ ให้เสร็จได้โดยที่วันหนึ่งหุ่นยนต์ก็อาจทำแทนได้เช่นกัน ก็ไม่น่าจะมีที่ยืนและสร้างมูลค่าได้เท่ากับคนที่สามารถอุทิศเวลาการทำงานอย่างหนักและสร้างผลงานที่เครื่องจักรหรืออัลกอริทึมก็ยากจะเลียนแบบ ซึ่งคนทำงานแบบนี้ได้ จำเป็นต้องมีทักษะการทำงานอย่าง deep work 

ทักษะการทำงานอย่าง deep work ไม่ได้เพียงเพิ่มมูลค่าให้กับคนทำงานยุคนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเพิ่มความผาสุขให้กับคน ๆ หนึ่งได้ด้วยเช่นกัน โดยการทำงานเชิงลึกนั้นสอดคล้องไปกับการทำงานในลักษณะ Flow ที่ต้องใช้สมาธิทำงานที่ท้าทายและมีเป้าหมายชัดเจนได้อย่างลื่นไหล ซึ่งมิฮาลี ชิกเซนมิฮาย (Mihaly Csikszentmihalyi) นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ Flow: The Psychology of Optimal Experience ได้ทำการสำรวจความผาสุขของอาสาสมัครจำนวนมากพบว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนเรามักเกิดขึ้นเมื่อเราสามารถขยายขีดจำกัดทางร่างกายหรือจิตใจไปสู่ขั้นสูงสุด ซึ่งเงื่อนไขนี้จะพบได้มากเมื่อเรามีสมาธิดำดิ่งอยู่ในช่วงเวลาของการทำงานยาก ๆ นั่นเอง

ตัวอย่างผู้ที่ทำงานแบบ Deep work มีให้เห็นตั้งแต่ลักษณะการทำงานของ “คาร์ล ยุง (Carl Jung)” จิตแพทย์ชาวสวิสคนสำคัญ ที่ใช้เวลาหลายเดือนต่อปีปลีกวิเวกทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทหลังเล็กส่วนตัวในเขตชนบท เพื่อใช้เวลาพักผ่อน ขบคิด และเขียนผลงานชิ้นสำคัญที่มีคุณประโยชน์กับวงการจิตวิทยา ไปจนถึงอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อย่าง “บารัก โอบามา (Barack Obama)” ที่ถูกเรียกว่า “Night Guy” โดยเขาจะอุทิศเวลาช่วงกลางคืน นั่งทำงานในห้องเงียบ ๆ และใช้เวลาส่วนตัวช่วงนี้เขียนสปีช อ่านเอกสารสำคัญ คิด ตัดสินใจ และเข้านอนตอนประมาณตี 2


เครดิตภาพ : จุฑาทิพย์ บัวเขียว

ที่มา :
บทความ “Why Deep Work Matters in a Distracted World” จาก evernote.com
บทความ “Deep Work: Distinguish your brain in the 21st century Rules for focused success in a distracted world” จาก paneuromix.com

เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ