image

Business & Industrial

ภูเก็ต...มรดกภูมิปัญญาอาหารที่มากกว่าความอร่อย

Published Date : 1 ก.ย. 2563

Resource : Creative Thailand

6,581

ไข่มุกแห่งอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ จังหวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากความงดงามของผืนทะเล หาดทราย สถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกิส และสิ่งที่ดึงดูดให้คนมาเยี่ยมชม ชิม ช็อป ไม่แพ้กันคือ “อาหารการกิน” ที่สืบทอดกันมานับร้อยปีจากคนหลายเชื้อชาติ ทั้ง ไทย จีนแผ่นดินใหญ่ แขกมลายู อินเดีย รวมถึงเปอรานากัน จนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลายเป็นอัตลักษณ์ของเมืองภูเก็ต กระทั่งได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารจากยูเนสโกในปี 2558 เทียบเคียงกับเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารระดับโลกอย่างภาคภูมิ ไม่ว่าจะเป็น ปาร์มาและอัลบาในอิตาลี เฉิงตูและมาเก๊าของจีน ปานามาซิตี้ในปานามา ไฮเดอราบัดของอินเดีย ซานอันโตนิโอของสหรัฐอเมริกา ฯลฯ

มนต์เสน่ห์ของถนนถลาง
©นครินทร์ บรรเจิดจินต์ 

เมืองสร้างสรรค์อาหารหนึ่งเดียวของไทย เมืองแรกของเอเชีย
Creative Cities of Gastronomy หรือเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 36 เมืองทั่วโลก โดยยูเนสโกได้เริ่มต้นโครงการ Creative Cities Network มาตั้งแต่ปี 2547 เพื่อยกย่องเมืองสร้างสรรค์จากทั่วโลกใน 7 ประเภทซึ่งรวมถึงเมืองแห่งวิทยาการอาหาร

การเดินทางก้าวสู่เมืองสร้างสรรค์แห่งวิทยาการด้านอาหารของภูเก็ตจนกลายเป็นเมืองแรกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เกิดจากความร่วมมือและการสนับสนุนของหลาย ๆ ฝ่าย แม้จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบในช่วงแรกด้วยปัญหาบางประการจนยูเนสโกต้องเลื่อนโครงการออกไป แต่ท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558 เทศบาลนครภูเก็ตก็ได้รับแจ้งว่า ภูเก็ตได้รับเกียรติให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก สาขาวิทยาการอาหาร จากจุดเด่นของภูเก็ต 5 ประการด้วยกัน คือ

  1. ความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมอาหารที่เกิดจากพหุสังคม
     
  2. อาหารภูเก็ตเป็นองค์ประกอบสำคัญในทุกเทศกาล พิธีกรรม ความเชื่อ วิถีชีวิตในครอบครัว
     
  3. อาหารท้องถิ่นภูเก็ตหลายประเภทมีอัตลักษณ์ ซึ่งไม่สามารถหารับประทานได้จากที่อื่น
     
  4. ความเข้มแข็งและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจนทำให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมบนพื้นฐานวิทยาการด้านอาหารหลากหลาย
     
  5. ชาวภูเก็ตมีน้ำใจ อัธยาศัยดีงาม ให้การต้อนรับด้วยการเป็นเมืองที่มีภูมิทัศน์งดงาม บรรยากาศอบอุ่น ภายใต้วิถีปฏิบัติ “กินดี อยู่ดี มีจิตงาม...ที่ภูเก็ต” (Good Food, Good Health, Good Spirit…in Phuket)

ทั้งนี้ Creative Cities Network ได้กล่าวแนะนำภูเก็ตในเว็บไซต์ของยูเนสโกว่า วัฒนธรรมการทำอาหารของภูเก็ตได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้หลากหลาย การทำอาหารมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตของคนภูเก็ตผ่านการถ่ายทอดและรักษาสูตรอาหารที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์สืบทอดการทำอาหารนี้ ได้รับการตอกย้ำและส่งเสริมผ่านการแสดงออกตามประเพณี การจัดงานประจำปีซึ่งฟื้นฟูความรู้โบราณในการทำอาหาร งานฝีมือ ศิลปะพื้นบ้านและทัศนศิลป์ พร้อมทั้งมีความพยายามในการดำเนินการตามแผนการผลิตและการใช้ประโยชน์อย่างสมดุล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากรอาหารในท้องถิ่น

©เสงี่ยม ตั้งสกุลเกียรติ

อาหารที่หลอมรวมจากหลายวัฒนธรรม
ภูเก็ตมีพื้นที่ทั้งหมด 543.034 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่มีลักษณะเป็นเกาะ และยังเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทยด้วย ชื่อภูเก็ต แปลว่า “เมืองแก้ว” มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่แสดงในแผนที่เดินเรือของชาวกรีกโบราณเมื่อประมาณปี พ.ศ.700 กล่าวถึงการเดินทางจากแหลมสุวรรณภูมิ ลงมาแหลมมลายู ว่าต้องผ่านแหลมจังซีลอน ซึ่งคือภูเก็ตในปัจจุบัน เมืองแก้วแห่งนี้จึงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักเดินเรือที่ใช้เส้นทางระหว่างจีน อินเดีย ผ่านแหลมมลายู

ราวศตวรรษที่ 16 ชาวตะวันตก จีน และอินเดีย อพยพเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณคาบมหาสมุทรมาลายู และช่องแคบมะละกา ทำให้ภูเก็ตได้รับอิทธิพลจากประเทศเหล่านี้ตามไปด้วย โดยเฉพาะด้านภาษา การแต่งกาย ประเพณี รวมถึงการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ต่อมาในศตวรรษที่ 18-19 การค้าแร่ดีบุกเจริญรุ่งเรืองมากในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมของประเทศตะวันตก ขณะที่ภูเก็ตก็เป็นแหล่งแร่ดีบุกจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย ทำให้เกาะใหญ่แห่งนี้กลายเป็นดินแดนแห่งเศรษฐีเหมืองแร่ดีบุก เป็น “เมืองแก้ว” สมกับชื่อที่ถูกเรียกขาน

ภูเก็ตได้รับการพัฒนาอย่างมากมายในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการปฏิรูปการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล โดยมีพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต รับผิดชอบดูแลหัวเมืองภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา ตะกั่วป่า ระนอง และสตูล ผู้สร้างผลงานโดดเด่นเป็นที่เลื่องลือไปถึงหัวเมืองมลายูและปีนัง และมีคุณูปการมากมายต่อคนภูเก็ต เป็นผู้วางรากฐานเมืองภูเก็ตในด้านต่าง ๆ ทั้งการวางผังเมือง ระบบสาธารณูโภค และวางรากฐานการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เช่น การตราพระราชบัญญัติเหมืองแร่ การริเริ่มปลูกยางพาราในภาคใต้ของประเทศไทย อันนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เมืองภูเก็ตที่ยังคงปรากฏหลักฐานมาจนถึงทุกวันนี้

หมี่ผัดฮกเกี้ยนภูเก็ต
©ทรงเกียรติ ภาวดี

ในส่วนประชากร แต่เดิมภูเก็ตเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวเงาะซาไก และชาวน้ำ ชาวเล ต่อมามีชาวยุโรป อินเดีย ไทย และจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฮกเกี้ยนได้อพยพเข้ามา สำหรับชาวไทยได้มีการอพยพเข้ามาอาศัยมากขึ้นจนมีปริมาณมากกว่าชาวอื่น ๆ ขณะที่ชาวจีนฮกเกี้ยนนอกจากจะมาจากแผ่นดินใหญ่ ส่วนหนึ่งก็อพยพหรือข้ามผืนน้ำมาจากปีนัง มะละกา โดยเป็นกลุ่มคนจีนเชื้อสายมลายูที่เรียกว่าเปอรานากัน หรือ “บาบ๋า-ย่าหยา” ซึ่งมีวัฒนธรรมผสมผสานมลายู-จีนจนเป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นมาทั้งการแต่งกาย ภาษา สถาปัตยกรรม ประเพณี และอาหารแบบเฉพาะตัว เมื่อชาวจีนเหล่านี้เข้ามาอาศัยและแต่งงานกับคนท้องถิ่นภูเก็ต วัฒนธรรมเปอรานากันก็มีความหลากหลายมากขึ้น โดยอาหารเปอรานากันที่ภูเก็ตจะไม่ได้มีความเหมือนกับที่ปีนังและมะละกาเสียทีเดียว แต่เป็นเปอรานากันที่หลอมรวมกับวัฒนธรรมอื่น ๆ ในพื้นที่จนกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองภูเก็ต

อาหารการกินของภูเก็ตนั้นผูกพันกับวัฒนธรรม ประเพณี และเทศกาลต่าง ๆ นอกจากอาหารที่รับประทานประจำวันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของภูเก็ตที่มีมาตั้งแต่ยุคบรรพชน จะได้รับการถ่ายทอด ส่งต่อ และสืบสานจากรุ่นสู่รุ่นนับร้อยปี เช่น หมี่ผัดฮกเกี้ยน (บะหมี่เหลืองเส้นขนาดใหญ่คล้ายเส้นโซบะของญี่ปุ่น) หมูฮ้อง (หมูสามชั้นต้มซีอิ๊วจนเปื่อยและนุ่ม) โอวต้าว (ลักษณะคล้ายหอยทอด แตกต่างตรงเนื้อแป้งที่เหนียวและนุ่มกว่า) โลบะ (หมูต้มด้วยเครื่องพะโล้ ลวกด้วยน้ำผสมซีอิ๊ว แล้วนำไปทอดให้กรอบนอก นุ่มใน กินกับน้ำจิ้มรสหวานอมเปรี้ยว) เกี้ยนทอด (ไส้กรอกสไตล์ภูเก็ตที่ปรุงจากหมูสับกับไส้อื่น ๆ เช่น กุ้ง ปู มันแกว แล้วห่อด้วยฟองเต้าหู้ นำไปนึ่งให้สุกแล้วชุบแป้งทอด คล้ายหอยจ๊อ) โอ้เอ๋ว (เมนูของหวานท้องถิ่นจากเมล็ดโอ้เอ๋ว ลักษณะเป็นวุ้นไม่มีสี ไม่มีรส นำมาใส่กับถั่วแดง เฉาก๊วย น้ำเชื่อมและน้ำแข็งไส) ป่าวหล้าง (ข้าวเหนียวปิ้งสไตล์เปอรานากันภูเก็ต) โก้ยตาล้าม (ลักษณะคล้ายตะโก้ใบเตย) ฯลฯ ก็ยังมีอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ประจำเทศกาลต่าง ๆ เช่น อังกู๊ หรือ ขนมเต่า ขนมมงคลใช้ประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของคนภูเก็ตเชื้อสายจีน และงานแต่งงานของชาวเปอรานากันในภูเก็ต (แต่สามารถหารับประทานได้ในชีวิตประจำวัน) สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ภูเก็ตมีเสน่ห์ทางด้านวัฒนธรรมอาหาร และสร้างความเป็น “แบรนด์ภูเก็ต” จนถึงทุกวันนี้

ขนมเต่าพ้อต่อ
©ชูศักดิ์ อุทัยภาณุมาศ

Food Tourism to Food Industry
จากการท่องเที่ยวสู่การยกระดับเป็นเมืองอุตสาหกรรมด้านอาหาร หลังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก ความตื่นตัวและความกระตือรือร้นของคนภูเก็ตก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวภูเก็ตที่นอกเหนือไปจากความสวยงามทางธรรมชาติ การที่เทศบาลนครภูเก็ตสามารถใช้ชื่อและตราสัญลักษณ์ของยูเนสโกเพื่อการประชาสัมพันธ์ด้านอาหารได้ เป็นการเปิดโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจการลงทุนและต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวไปได้อีกหลากหลายประเภท นับตั้งแต่การเป็นเมืองที่มีผู้คนจากที่ต่าง ๆ เดินทางมาชิมอาหาร ซื้อของฝากประเภทอาหารที่เกิดจากนวัตกรรมใหม่ ๆ มาอุดหนุนสินค้าจากแหล่งประมงที่เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญในภูเก็ต การจัดเวิร์กช็อปอาหารภูเก็ตสำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึงแนวคิดในการจัดตั้งสถาบันเรียนรู้ด้านวิทยาการอาหาร สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดภูเก็ต ที่ส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ให้ทุกคนอยู่ดีกินดีอย่างมั่นคง

หมี่หุ้นกระดูกหมู
©ประทวน ฉิมพาลี

“ภูเก็ตเราเป็นเมืองแห่งพหุวัฒนธรรม มี Traditional Food ที่ผสมผสานกันจากหลากหลายวัฒนธรรม ทั้ง ไทย จีน มลายู มุสลิม ฮินดู ที่กลายเป็น Food Tourism สำหรับการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันเรายังมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถยกระดับเป็น Food Industry ของภูเก็ตได้” นพ.โกศล แตงอุทัย นายกสมาคมเปอรานากันประเทศไทย ในฐานะอดีตรองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันภูเก็ตให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร กล่าวถึงการพัฒนาด้านอาหารที่ภูเก็ตก้าวสู่การเป็นครัวของโลกได้ ด้วยศักยภาพของแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ ๆ ในภูเก็ต เช่น

สับปะรดภูเก็ต ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications – GI) เมื่อปี 2552 ขึ้นชื่อลือชาจากรสชาติที่หวาน กรอบ เนื้อแน่น สีเหลืองฉ่ำ และมีกลิ่นหอม ปลูกที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่ากับดินที่ภูเก็ต
หญ้าช้อง พืชน้ำชนิดหนึ่งที่พบตามแหล่งน้ำจืดที่สะอาด มีลักษณะเรียวยาวรี มีสีเขียวอ่อนถึงเข้ม พืชท้องถิ่นของจังหวัดฝั่งอันดามัน เป็นวัตถุดิบพื้นเมืองที่ชาวภูเก็ตนิยมรับประทาน โดยการนำมาชุบแป้งสาลีที่ผสมเครื่องเทศโรยหน้าด้วยกุ้งแล้วนำมาทอดเป็นแพ เป็นอาหารว่างเรียกว่า “เบือทอด” รับประทานกับน้ำจิ้มรสหวานและเผ็ดเล็กน้อย

ส้มควาย ผลไม้รสเปรี้ยวตระกูลเดียวกับส้มแขก พบแพร่หลายในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะภูเก็ต ส้มควายภูเก็ตมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือขนาดผลใหญ่เนื้อมาก ชาวบ้านนิยมนำมาปรุงอาหารโดยเฉพาะแกงส้ม หรือแกงเหลือง ปัจจุบันมีผลวิจัยทางการแพทย์พบว่าส้มควายเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา ทำให้ส้มควายกลายเป็นวัตถุดิบที่ผู้ประกอบการในภูเก็ตนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหลายชนิด เช่น แชมพู สบู่ สครับขัดผิว สเปรย์ดับกลิ่นเท้า ฯลฯ จนกลายเป็นหนึ่งในสินค้าโอท็อปของภูเก็ตที่นักท่องเที่ยวซื้อหากันเป็นของฝาก

จักจั่นทะเล มีชุกชุมในเกาะภูเก็ต โดยเฉพาะที่หาดไม้ขาว นำไปชุบแป้งทอดเป็นเมนูยอดนิยม สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านที่จับจักจั่นทะเลส่งขายตามร้านอาหารได้ดี ทั้งนี้ก็ต้องมีการวางแผนอนุรักษ์ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้คนรุ่นหลังมีแหล่งทรัพยากรที่ใช้ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

เป๋าฮื้อ ภูเก็ตประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเพาะเลี้ยงเป๋าฮื้อในเชิงพาณิชย์ โดย “ภูเก็ต เป๋าฮื้อ ฟาร์ม” ถือเป็นรายแรกของประเทศไทยที่ยกระดับการเพาะเลี้ยงเป๋าฮื้ออย่างครบวงจรจนกลายเป็นอุตสาหกรรมส่งออกไปต่างประเทศได้ พร้อมการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามต่าง ๆ

หมูฮ้อง ราชาแห่งอาหารปุ้นเต่
©สิทธิพร วาณิชพันธ์

ภูเก็ต New Normal ยั่งยืนด้วยอาหาร
อดีตรองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกรับรู้ว่าภูเก็ตเป็นเมืองที่มีอาหารดีเด่น อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เกิดความชะงักงันของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สะท้อนให้เห็นว่า ภูเก็ตไม่สามารถพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างเศรษฐกิจจากภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ควบคู่กันไป ซึ่งอาหารคือหนึ่งในทางออกที่จะช่วยสร้างการเจริญเติบโตของเมืองสร้างสรรค์แห่งนี้ในระยะยาว

“เรามีแหล่งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ทั้งบนบกและในทะเล เรามีของดีตั้งแต่ Farm to Table เราได้รับการประกาศให้เป็นเมืองสร้างสรรค์มา ก็ไม่อยากให้จบแค่เรื่องการท่องเที่ยว ภูเก็ตควรมีโครงการที่ครีเอทีฟในระยะยาว เช่น การจัดตั้งสถาบันหลักทางด้านอาหารของเมือง มีศูนย์วิจัยและพัฒนาทางด้านอาหาร ทำหน้าที่ค้นคว้าวิจัยและรวบรวมองค์ความรู้ให้เป็นกิจจะลักษณะ ภูเก็ตจะได้ก้าวหน้าไปแบบที่คนคิดถึงเมืองปาร์มาของอิตาลี ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของแฮมกับชีส ซึ่งภูเก็ตก็มีศักยภาพแบบเดียวกันได้ หากเรายกระดับภูเก็ตให้เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมอาหาร ก็จะช่วยให้ทุกคนได้มีงานทำ มีสัมมาชีพเพียงพอจะยืนยาวไปได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างเดียว” นพ.โกศล กล่าวพร้อมทิ้งท้ายถึงภาพฝันของการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหารด้วยว่า ไม่ว่าจะอย่างไร เราต้องไม่ทิ้งรากฐานทางสังคมดั้งเดิม คนภูเก็ตต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ สืบสานอาหารแบบภูเก็ตไว้ให้ได้ รวมถึงการถ่ายทอดและส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปยังลูกหลาน เพื่อให้วัฒนธรรมอาหารของเมืองภูเก็ตยังคงเป็นมรดกที่สร้างความยั่งยืนไปชั่วลูกชั่วหลาน และทำให้อาหารท้องถิ่นยังคงความนิยมต่อไปไม่สิ้นสุด

สำรับง่ายๆของชาวภูเก็ต
©นายสรวิศิษฏ์ หนูศรีแก้ว

วิถีการกินสไตล์คนภูเก็ต
คนภูเก็ตไม่นิยมรับประทานอาหารเช้า แต่นิยมดื่มชากาแฟคู่กับขนมต่าง ๆ เช่น เจี๊ยโก้ย (ปาท่องโก๋) ป่าวหล้าง โก้ยตาล้าม ข้าวเหนียวหีบ ฯลฯ โดยขนมภูเก็ตจะมีลักษณะคล้ายขนมพื้นเมืองในปีนัง

นอกจากนี้ คนภูเก็ตยังนิยมรับประทานขนมจีนเป็นอาหารเช้า โดยขนมจีนภูเก็ตจะมีเอกลักษณ์ต่างจากที่อื่น ๆ ตรงน้ำแกงที่มีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่น้ำยาทั่วไปไปจนถึงแกงไตปลา แกงเนื้อ และน้ำชุบหยำ (น้ำพริกกุ้งสดแบบฉบับเฉพาะของชาวภูเก็ต) รับประทานคู่กับผักสดและผักดองซึ่งคนภูเก็ตเรียก “ผักเก็ด” ที่มีให้เลือกมากมาย แกล้มด้วยห่อหมก ทอดมัน ไข่ต้ม ไก่ทอด ปลาฉิ้งฉ้าง สับปะรดภูเก็ต ซึ่งไม่ค่อยพบในที่อื่น ๆ

อีกเมนูยอดฮิตคือขนมจีบ-ติ่มซำ ซึ่งเรียกว่า “เสี่ยวโบ๋ย” ที่มีเมนูให้เลือกมากมายเช่นกัน รวมถึง “โรตีน้ำแกง” ซึ่งเป็นการรับประทานโรตีคู่กับน้ำแกง เสริมด้วยไข่ดาว หรือราดนมข้นหวานโรยน้ำตาลสูตรทั่วไป

ล่วงมามื้อเที่ยง คนภูเก็ตจะกินเมนูเส้นเป็นอาหารเที่ยง เพราะในอดีตชาวจีนเข้ามาทำงานเหมืองเป็นจำนวนมาก จึงเน้นพวกเส้นเป็นหลักเพราะมีพลังงานสูง ไม่ว่าจะเป็น หมี่ผัดฮกเกี้ยน ที่ใช้ซีอิ๊วที่ผลิตในภูเก็ตเท่านั้น ทำให้มีรสชาติเฉพาะไม่เหมือนที่อื่น หมี่ฮกเกี้ยนน้ำ และบะหมี่แห้งน้ำซุปกุ้ง รับประทานคู่กับของหวานพื้นเมืองของชาวภูเก็ต

มื้อบ่าย เป็นอาหารว่างเบา ๆ ด้วยหมี่หุ้นป้าฉ่าง (หมี่หุ้นเฉพาะที่ผลิตในภูเก็ตนำมาผัดกับน้ำซุปกระดูกหมู) ปอเปี๊ยะสด โลบะ และเกี้ยนทอด

มื้อเย็นที่อาจจะเป็นมื้อค่ำ เป็นมื้อที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ส่วนใหญ่จึงนิยมทำอาหารเองที่บ้าน เช่น หมูฮ้อง ซึ่งถือเป็นของดีภูเก็ตที่ต้องไม่พลาดลอง แกงส้ม น้ำชุบหยำ หรือน้ำพริกที่ขยำด้วยมือเพื่อให้ทุกอย่างเข้ากัน ส่วนมื้อก่อนนอนก็อาจเป็นโอวต้าว ที่คนภูเก็ตจะรับประทานก่อนนอนเพื่อให้หลับสบาย

 

ที่มาภาพเปิด : ธีระพัฒน์ พัฒนโศภนพงศ์

ที่มาภาพ : ภาพจากงานประกวดถ่ายภาพของสมาคมเพอรานากัน

ที่มา :
en.unesco.org/creative-cities/Phuket
phuketcity.go.th
phuketindex.com
province.m-culture.go.th/phuket
sites.google.com/site/satitaeve
บทความ “เปิดคัมภีร์ “ปุ๊นเตโก้ย” 21 ขนมพื้นเมืองภูเก็ต คนภูเก็ตเท่านั้นที่รู้” โดย jukjik จาก wongnai.com
บทความ “5 มื้ออาหารสไตล์คนภูเก็ต” โดย jukjik จาก wongnai.com
สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ นพ.โกศล แตงอุทัย

เรื่อง : พัตรา พัชนี