image

Design & Creativity

ทำดี...ได้ดี ความเชื่อง่ายๆ ในแบบ 'ชูใจ กะ กัลยาณมิตร'

Published Date : 2 ก.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

448

หากมนุษย์ไร้ซึ่งจินตนาการและความเชื่อ เผ่าพันธุ์มนุษย์คงไม่อาจเป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่ยงคงกระพัน และขึ้นมาอยู่ในฐานะพงศ์พันธุ์ที่ครองโลกนี้ไว้ได้เป็นแน่ แต่ถ้ามองบทบาทของ ‘ความเชื่อ’ ลงมาให้เล็กกว่านั้น เราอาจพบว่าความเชื่อคือ ‘แรงขับดัน’ ให้เราลงมือทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง เมื่อเราเชื่อและพัฒนาความเชื่อนั้นไปจนถึงขั้น ‘ศรัทธา’ ความเชื่อที่ว่า ก็อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปตลอดกาล

เอเจนซี่โฆษณา คืออีกหนึ่งธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับ “ความเชื่อ” อย่างแยกไม่ออก พวกเขาสร้างสารที่ส่งออกไปเพื่อกระตุ้นผู้รับสารหรือลูกค้าให้เกิดความเชื่อและพฤติกรรมบางอย่างที่ (แบรนด์หรือสังคม) ต้องการ ในฐานะของผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงโฆษณาสายช่วยโลกให้ดีขึ้น อย่าง 'ชูใจ กะ กัลยาณมิตร' เราจึงอดคิดไม่ได้ว่า พวกเขาเชื่ออย่างไรกับเรื่องราวของความเชื่อ และนั่นจึงเป็นที่มาของบทสัมภาษณ์ 'กิ๊บ - คมสัน วัฒนวาณิชกร' Co-Founder และ Creative Director ของ 'ชูใจ กะ กัลยาณมิตร' ตั้งแต่บรรทัดนี้และอีกหลายย่อหน้าถัดไป

ถ้าให้พูดถึงความเชื่อในความหมายของชูใจฯ หรือของตัวคุณเอง คุณคิดว่ามันคืออะไร หรือมันสำคัญยังไง 
จริง ๆ ความเชื่อ มันแอบสแตร็กต์มากนะครับ ผมมานั่งถามตัวเองจริง ๆ ว่า เอ๊ะ! ตัวเรามีความเชื่ออะไร มันก็ไม่ได้มีอะไรเป็นก้อนเหมือนกันนะ ผมคิดว่าความเชื่อผมมันเป็นจิตใต้สำนึกมากกว่า คือเป็นการรับรู้ด้วยตัวเองอะไรอย่างนี้ ความเชื่อมันคือการเชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง ว่ามันควรจะเป็นแบบไหน และอะไรที่มันไม่ควรเป็นอะไรแบบนี้ครับ ซึ่งสิ่งที่ผมมักจะเชื่อในส่วนของจิตใต้สำนึกนั้น มันก็จะมีนิดหนึ่งว่า มันต้องคิดถึงคนอื่นบ้างอะไรด้วย 

Q: ทำไมจิตใต้สำนึกถึงบอกเราให้คิดถึงเรื่องของคนอื่นด้วย
A: ก็เหมือนกับเป็น Criteria (การจัดความสำคัญ) น่ะครับ คือถ้ามันไม่เดือดร้อนชาวบ้านเขา เราก็โอเคแล้วนะ อะไรอย่างนี้ คือมันเป็นกรอบกว้าง ๆ ที่ไว้เช็กนิดหนึ่ง แล้วก็กระตุกเรานิดหนึ่ง เวลาที่จะคิดหรือจะทำอะไร

Q: แล้วคุณคิดว่า ‘ความเชื่อ’ กับ ‘ความศรัทธา’ เหมือนหรือต่างกันไหม
A: (ครุ่นคิด)...ถ้าศรัทธา ผมว่ามันน่าจะลึกกว่านะ อย่างผมค่อนข้างศรัทธาในเรื่องของการทำดีแล้วมันได้ดี คือไม่เกี่ยวกับศาสนาเลยนะ แต่มันค่อนข้างเป็นเหตุเป็นผลว่า ทำดีมันต้องมีดีสักอย่าง อย่างน้อยมันก็ดีกับตัวเองอะเนอะ แต่มันจะแบบว่า ได้รถมาขับหรือได้บ้านมาอยู่ อันนี้ไม่รู้แล้ว แต่อย่างน้อยที่สุด พอมันทำดีแล้ว มันจะเป็นผลในบัดดลตรงที่ว่า เราก็จะสบายใจ ซึ่งมันเช็กได้โดยตรง ทุกคนเช็กได้เลยอะไรอย่างนี้ครับ ก็จะค่อนข้างเชื่อแบบนั้น คงเรียกว่าศรัทธามั้งครับ

Q: ศรัทธาแบบที่ว่ามามันเป็นความเชื่อที่พิสูจน์ได้แบบนั้นรึเปล่า
A: ก็อาจจะด้วยประสบการณ์ด้วย แล้วจังหวะที่พอเราทำไม่ดี เราก็จะรู้สึกเลยทันทีว่าสิ่งนั้นมันไม่ดี ถึงเราจะหลับตาข้างหนึ่งกับมันอยู่ แต่มันก็จะยังรู้สึกได้ ซึ่งมันก็ไม่ได้มีใครมาสอน และเราก็เชื่อว่าทุกคนคงเป็นอย่างนั้น

Q: กลับมาพูดถึงหน้าที่ของเอเจนซี่ ซึ่งมีบทบาททำให้คนเชื่อในอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่น เชื่อว่าสินค้านี้ดี ตอบโจทย์ ควรซื้อ หรือแม้แต่ขายแนวคิดว่าคุณควรจะเชื่อแบบนี้ นี่คือสิ่งที่สังคมต้องการนะ วิธีการทำงานของชาวชูใจฯ เป็นยังไงในการสร้างความเชื่อแบบนั้น
A: จริง ๆ แล้ว เราพยายามจะบอกกับลูกค้านะ เวลาที่เราทำงานหรือระหว่างทำงานก็ตาม หรือระหว่างที่เราคิดงานไปให้ก็ตาม เราพยายามบอกเขาว่าใช่อยู่ เรากำลังทำโฆษณา เรากำลังทำมาหากิน แต่เราก็มีความเชื่ออีกฝั่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าการ Take (รับเข้ามา) อย่างเดียวอะ มันไม่ใช่เทรนด์สมัยนี้แล้ว เรียกว่าเทรนด์เลยนะ เพราะเรารู้สึกว่ามันเลยผ่านเวลาของคนที่ตักตวงมาเยอะแล้ว พอถึงตอนนี้สังคมจะรู้สึกได้เองว่า ใครที่มา Take กับฉัน มันจะมีความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นเนี่ยการทำโฆษณา เราก็กำลังจะบอกลูกค้าว่า เราต้องสร้างสมดุลระหว่างการ Take (การรับ) กับการ Give (การให้)  ให้มันดี คือแน่นอนเราอยากได้ตังค์เขา แต่การที่จะไปเอาตังค์จากผู้บริโภคแบบตรงไปตรงมาเหมือนเมื่อก่อนนี้ มันไม่ง่ายขนาดนั้นแล้วน่ะเดี๋ยวนี้ 

Q: แล้วเราจะหาจุดสมดุลระหว่างการขายของกับการทำให้เขาเชื่อว่าเราควรทำดีไปด้วยได้ยังไง
A: ลึก ๆ แล้ว คุณอาจจะทำเพื่อขายของ เพื่อได้เงินนั่นแหละ แต่เราก็จะพยายามหาวิธีที่มันสื่อไปให้ช่วยอะไรบางอย่างกับผู้บริโภคได้ ซึ่งสิ่งนั้นแหละที่มันจะทำให้เขายอมรับกับการสื่อไปหาเขา หน้าที่เราก็คือจะพยายามหาแง่มุมอย่างนี้ตลอด เวลา แล้วก็พยายามจะบอกลูกค้าของเราว่า เราต้องทำอะไรบางอย่างให้มีประโยชน์ หรืออย่างน้อย ๆ คือมันไม่น่าจะไปทำร้ายเขา ต้องไม่ไปถล่มใส่เขาจนเขารู้สึกว่าเป๋อะไรไปบางอย่าง อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เราพยายาม 

คือต้องบอกว่า เราก็ยังอยู่ในเกณฑ์ของการทำมาหากิน คนทำโปรดักส์ เขาก็มียอด มีวัตถุประสงค์ของเขา ซึ่งอันนั้นเราก็ต้องเคารพ เราจะหลับหูหลับตาทำแต่ความดีไปโดยไม่สนใจอะไรเลยอย่างนี้ไม่ได้ แต่ว่าหน้าที่ของเราก็คือว่าเราพยายามทำให้ทั้งสองสิ่งอยู่ในเส้นเดียวกันซะ คือขายของได้ แล้วก็ดีด้วย ซึ่งพอปล่อยออกไปแล้ว คนรู้สึกชอบมัน จะชอบมันด้วยสินค้าหรือชอบมันด้วยวิธีการสื่อสารที่ส่งออกไปก็ตาม มันก็ถือว่าตอบโจทย์ 

Q: ทำไมคุณถึงเชื่อว่าผู้บริโภคทุกวันนี้เขาไม่เชื่อในการขายของอย่างเดียวอีกแล้ว
A: เพราะว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน เรามีแต่ทีวี ที่ใครใช้ตังค์เยอะก็ทำได้ เรามีสื่ออยู่แค่ไม่กี่สื่อ ฉะนั้นเวลาที่เขาจะปฏิวัติ แต่ก่อนเขาไปปิดกรมประชาสัมพันธ์ เพราะนั่นมันเป็นสื่อใหญ่แทบไม่กี่อย่างที่ผู้บริโภคจะได้รับ แต่พอมันเปลี่ยนพื้นที่มาเป็นออนไลน์ พาวเวอร์มันสลับข้างมาอยู่ที่คนดู ทุกวันนี้เราเปลี่ยนสื่อที่เข้ามาได้เหมือนเปลี่ยนรีโมต แล้วมันเร็วมากด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำด้วยความเคารพเขา อะไรบางอย่างที่ไปอยู่หน้าวอลล์ของเขามันก็เป็นสิทธิ์ของเขานี่ถูกไหม เขาจะเลื่อนหนีหรือจะอะไรก็แล้วแต่เขา เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นคนละเกมกันกับเมื่อก่อน ความยากก็คือการทำให้เขาเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อนี่ล่ะครับ

Q: แล้วเอเจนซี่อย่างชูใจฯ เชื่อในอะไรบนโลกออนไลน์ เราเชื่อยอด view ยอด comment ยอด share ไหม ในขณะที่สินค้าอาจจะต้องวัดกันที่ยอดขาย ถ้าสมมติสิ่งที่เราทำ คนชอบ คนแชร์ แต่ยอดมันไม่ไปด้วยกัน เราจะเชื่อในอะไร
A: จริง ๆ มันก็เป็นคำถามมาโดยตลอดนะ ว่าโลกออนไลน์มันมีประสิทธิภาพขนาดนั้นไหมในแง่ของการตลาด ถ้าบอกซะตอนนี้เราคิดว่ามันวัดไม่ได้ด้วยส่วนนี้ส่วนเดียว เพราะในกระบวนการการตลาดมันประกอบด้วยหลายส่วนมาก คือมันไม่ได้แค่ว่ากันด้วยคลิปตัวเดียว แล้วจะทำให้ทุกอย่างมันกลับมาขายดิบขายดี มันต้องมีการทำงานร่วมกันกับการตลาดส่วนอื่น ๆ ทั้งโปรโมชัน ราคา การซื้อ ณ จุดขายต่าง ๆ บรรจุภัณฑ์ก็ใช่ หรือแม้แต่องค์ประกอบอื่นอีกเยอะแยะที่มันเป็นเงื่อนไขทำให้คนแปรเปลี่ยนไปเป็นการตัดสินใจซื้อ เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำสื่อโฆษณาออกไป เขาอาจจะชอบหนังเรามากนะ แต่ถ้าไม่ชอบแบรนด์มันก็ไม่กลายเป็นยอดอยู่ดี สุดท้ายแล้ว มันก็ต้องมานั่งหาว่าปัญหาจริง ๆ มันคืออะไร อะไรที่เป็น pain (ปัญหาที่ต้องแก้) เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะตอบไม่ได้ แต่ว่าหนังโฆษณามีผลทำให้คนรู้จักสินค้ามากขึ้น สนใจสินค้าเรามากขึ้นไหม อันนี้สามารถทดสอบและพิสูจน์ได้

Q: สมมติว่าเราเจอโจทย์ยาก ๆ หรือโจทย์ที่เราไม่ได้มีความเชื่อในเรื่องนั้น ๆ หรือมันขัดกับความเชื่อของเรา เราจะทำยังไง
A: ถ้าเป็นแบบนั้น ส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่ได้รับนะครับ คือจะมีบางสิ่งบางอย่างที่เราก็ไม่รู้จะรับมันได้ยังไงเหมือนกัน แต่แน่นอนว่า หลาย ๆ ครั้งเราก็จะคุยก่อน บังเอิญที่ผ่านมาเราค่อนข้างโชคดี อาจจะเพราะภาพของชูใจฯ ค่อนข้างชัดด้วย ว่าเราเป็นยังไง หรือทำงานแบบไหน ลูกค้าที่เข้ามา เขาก็จะรู้ว่าเขาอยากได้อะไรจากเรา แต่ถ้ากรณีที่บางทีลูกค้าก็ดีมาก แต่สินค้าที่เขาต้องการสื่อมันยังต้องหาเหลี่ยมมุมอื่น ๆ มาคุยกัน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับการพูดคุยเป็นแต่ละโจทย์ไป เช่นต้องบอกว่า ถ้าเราทำเราจะทำแบบนี้นะ คุณโอเคไหมอะไรอย่างนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะโอเค เพราะสุดท้ายแล้วบางทีก็ต้องบอกว่าอะไรที่มันไม่ใช่ก็อาจจะไม่ได้ทำครับ เพราะเราคิดว่าการทำงานกับลูกค้ามันเหมือนการเป็นพาร์ทเนอร์กัน แล้วก็ต้อง เคารพ (เคารพ) กัน

อย่างเราเคยมีโจทย์ครั้งหนึ่ง สักปีที่แล้ว ที่เราได้ทำงานกับแบรนด์ ‘วาสลีน’ นะครับ ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ค่อนข้างกลัวเรื่องครีมเป็นพิเศษ คือเราก็จะมีเมสเสจที่เราอยากจะระวังนิดหนึ่ง อย่างเรื่อง whitening ที่เราจะรู้สึกว่า ใครมาพูดกับเราว่าขาวแล้วจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าเป็นเมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว ความเชื่อนี้ก็คงจะได้มั้ง แต่ตอนนี้มันไม่ได้แล้ว คือด้วยความที่เราทำโฆษณา เวลาเห็นโฆษณาพวกครีมทาผิวขาวในที่ต่าง ๆ เราก็จะมีความรู้สึกว่าทำไม ๆ อยู่ตลอดเวลา หมายถึงว่า หืม! ถ้าเป็นเรานะ เราจะอย่างนี้ ทำไมไม่พูดแบบนี้ ประมาณนั้น พอมาเป็นวาสลีน ก็เลยเหมือนเรามีคิดไว้อยู่แล้ว ว่าถ้ามีโจทย์แบบนี้มา เราจะทำอย่างนี้ ก็เลยบอกลูกค้าไปว่า คำว่า ‘ผิวดี’ ไม่ใช่แค่ผิวขาวนะ ผิวสีก็ผิวดีได้ แล้วในฐานะที่วาสลีนเขาก็เป็นแบรนด์อันดับ 1 แล้ว เขาก็น่าจะพูดอะไรในฐานะผู้นำตลาดหน่อย ประกอบไปกับเทรนด์ตอนนี้ ที่มันมีเรื่องของความเสมอภาคกัน มันไม่ได้มาขาวดี ดำดีอะไรอย่างนี้แล้ว ในที่สุดก็เลยสามารถทำหนังที่มีคนผิวสีอยู่ในหนังได้ แล้วเราก็พูดไปด้วยเมสเสจว่า ผิวดีคือผิวที่มีประสบการณ์ คือกล้าที่จะออกไปมีประสบการณ์กับผิว กลายเป็นว่าหนังเราสวนทางเรื่อง whitening ในตลาดทั้งหมด แต่เราเชื่อว่ามันตรงกับทัศนคติของผู้หญิงในปัจจุบันนะ ซึ่งพอเราไปเช็กจากฟีดแบ็ก ก็เหมือนกับมีคอมเมนต์มาเยอะว่า เนี่ย รอให้พูดแบบนี้มาตั้งนานแล้ว

Q: อย่างเรื่องของการส่งต่อความเชื่อแบบรุ่นสู่รุ่น ความไม่เข้าใจกัน หรือยึดถือความเชื่อกันคนละอย่างของแต่ละรุ่น คุณคิดว่าอย่างไร 
A: ผมว่ามันก็ไม่ใช่ความผิดที่เจเนอเรชันก่อนหรืออย่างเจเนอเรชันเราผิดนะที่เลือกเชื่อ เลือกเดินแบบนั้น เพราะว่าที่เราเดินแบบนั้น เราเดินอยู่บนสังคมคนละแบบกันไง แล้วตอนนั้นความรู้เราก็มีอยู่แค่นั้นน่ะ ถูกไหม ถ้าอย่างนั้นทุกวันนี้ก็คงไม่ต้องนั่งรถ ต้องเดินกันหมด หรือนั่งล้อเกวียนกันหมด แต่ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ความรู้มันมากขึ้น วิทยาการมันดีขึ้น เพราะฉะนั้นที่เด็กรุ่นใหม่ ๆ เขาไม่เชื่อในทางที่เราเดินกันมาตรงนี้ ผมคิดว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะ แล้วก็เขาก็อาจจะเห็นปลายทางอยู่แล้ว ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การมีชีวิตคู่ คนรุ่นใหม่เขาก็อาจจะเห็นภาพอัตราการหย่าร้างที่มันเยอะขึ้น เห็นตัวอย่างในสังคม เขาก็รู้สึกว่าการมีชีวิตคู่มันยังจะต้องยั่งยืนไหม หรือไม่ควรต้องซีเรียสกับมันมา แม้กระทั่งการศึกษา เขาก็จะเริ่มเบื่อห้องเรียน ด้วยการที่เห็นว่าเรียนจบไป ก็ต้องทำงานอย่างนี้ ทำไม ๆ อย่างนี้ ซึ่งผมมองว่าเป็นแง่ดีนะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิธีที่เราทำอยู่ไม่เวิร์ก มันก็มีทั้งเวิร์กทั้งไม่เวิร์กแหละ 

Q: แล้วความเชื่อของแต่ละเจเนอเรชันที่เปลี่ยนไป คุณมีวิธีสื่อสารหรือสร้างความเชื่อกับคนรุ่นใหม่ ๆ อย่างไร
A: ผมคิดว่าเด็กรุ่นใหม่อย่างเจนซี (Generation Z) เนี่ย เขารู้เยอะ เพราะอุปกรณ์เขาเยอะ ช่องทางเขาเยอะ แล้วก็เป็นช่องทางที่ไหลมาหาเขาเองด้วยนะ เพราะฉะนั้น ผมว่าถ้าจะทำงานกับเขาหรือจะพูดคุยกับเขาในแง่ความเชื่อ ผมคิดว่ามันไม่น่าจะมาจากการสอน เพราะผมเชื่อว่าเขาก็คิดว่าเขารู้อะครับ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะทำงานอยู่บนพื้นฐานการของเป็นเพื่อนกับเขา แล้วก็ต้องเคารพในมุมของเขาด้วย

ผมคิดว่าจริง ๆ แล้ว เด็กรุ่นใหม่ลึก ๆ เขาก็ไม่ได้แตกต่างจากตอนเราเป็นวัยรุ่นนะ เพียงแต่เหตุผลที่เขาหยิบขึ้นมายก มันอาจจะเป็นคนละเหตุผลกับเรา มันอาจจะคนละแอคชันกัน แต่ว่าข้างในน่าจะยังเหมือนกัน ความขบถ ณ อายุตอนนั้น ความไม่ฟัง ผมว่ามันยังเหมือนอยู่ มันเหมือนกับต้นไม้ที่โตจากเมล็ดขึ้นมาเป็นยอดอ่อน ยอดอ่อนนี้มันจะโตตอนปี 2000 หรือปี 2019 ก็ยังเป็นยอดอ่อน แต่วิธีการป้องกันตัว ก็คงจะคนละแบบกับเรา ผมว่าโจทย์คือเราต้องคุยด้วยความเคารพอย่าไปรู้สึกว่าเอ้ย! เด็กเมื่อวานซืน ย้อนไปแบบนั้นมันไม่ใช่ คุณต้องยอมรับแล้วว่าเขารู้มากกว่าเราจริง และเขามีหน้าที่ที่จะหยิบเอาบางอย่างที่มันดีจากเจเนอเรชันก่อนมาใช้ บางสิ่งบางอย่างที่มันเทสต์มาแล้วว่ามันเวิร์ก มันเป็นสัจธรรม ก็ควรทำซะ หรือถ้าเขาจะดื้อก็ปล่อยไปก่อน เดี๋ยวก็คงกลับมาเอง แต่โอเค มันก็จะมีบางจุดที่มันไม่เวิร์ก เราเดินผิดกันมาอะไรอย่างนี้ เช่น เรื่องของสิ่งแวดล้อม หรือการทำแผนประเทศที่มันเดินผิดมา เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนรู้กันไป

Q: เรารู้ว่าความเชื่อ สร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อเราและต่อสังคม คุณมีความเชื่อไหนในสังคมไหมที่รู้สึกอยากจะแก้ไข
A: ผมขอใช้คำว่าไม่ชอบแล้วกัน คือถ้าแก้ตรงนี้ได้ ผมว่ามันก็จะเปลี่ยนประเทศเราเหมือนกันนะ คือการพึ่งพาตัวเองของคนไทยที่มักจะมาทีหลังสุดเสมอน่ะ คือผมไม่รู้ว่าเฉพาะคนไทยไหม แต่เท่าที่เห็น ผมคิดว่าเราพึ่งพาตัวเองกันน้อย ทั้ง ๆ ที่เรามีศักยภาพในการพึ่งพาตัวเองสูงมากนะ แต่เรากลับไม่ได้พึ่งพาตัวเองเท่าไหร่ คือพูดถึงการไม่ขออะ การที่แบบว่าฉันไม่ผิดอะ แล้วทุกคนต้องมาช่วยฉัน ผมไม่ชอบแบบนั้น ยกตัวอย่างเช่น บางพื้นที่ที่ประสบปัญหา แล้วก็บอกให้คนอื่นมาช่วยฉันหน่อย คือโอเคเราก็ช่วยแหละ แต่ถ้าย้อนกลับไปก่อนที่มันจะเกิดเหตุนี้ มันเกิดอะไรขึ้น คุณทำอะไร เพราะปัญหาส่วนใหญ่ มันมักจะเกิดจากกระดุมเม็ดแรกที่มาจากตัวเขาเองหรืออะไรอย่างนี้ ผมเลยคิดว่า บางครั้งการช่วยอาจไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มันเป็นดาบสองคมด้วยซ้ำ แล้วพอมันเป็นแบบนั้นแล้ว เขาก็ไม่ได้มองตัวเอง ซึ่งมันน่าจะเป็นความเชื่อที่ผิด 

Q: แต่ในความเชื่อของคนทั่วไป การทำความดีคือการให้ คือการช่วยเหลือ
A: ก็ใช่ครับ มันเลยย้อนแย้งมากไงในสังคมเรา ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็ได้ว่า การที่เราเดิน ๆ อยู่ในที่สาธารณะ แล้วก็มีคนมาขอบริจาคจากเราเนี่ย นั่นน่ะมันซับซ้อนมากเลยนะโมเมนต์นั้น ว่าแบบเราจะให้หรือเราจะไม่ให้ แว้บแรกก็คือมันจริงไม่จริงนะ ถ้าจริงแล้วปฏิเสธจะได้ไหม หรือทำไมพอมีคนเดินมาขอแล้วเราต้องรู้สึกว่าสงสารทันที มันคืออะไร ทั้งที่จริง ๆ มันก็ไม่ใช่ความผิดเรานี่ ก็เรื่องของคุณหรือเปล่า ทำไมเราไม่คิดแบบนั้นเลย นั่นคือความเป็นคนไทยมั้งที่มันเพาะบ่มมาในความน่ารักของเรา คือการที่มาขอ มันไม่ได้ผิดทั้งหมดนะ แต่มันแบบก่อนที่คุณจะเดินเข้ามาขอเนี่ย คุณต้องรู้สึกก่อนว่าได้ช่วยเหลือตัวเองเต็มที่แล้ว โอเคถึงแม้ว่าจะขอ ก็ต้องมีการเรียนรู้เกิดขึ้นว่า อ้อ! ที่ผ่านมาเราพลาดล่ะ ขอความช่วยเหลือก่อน เดี๋ยวเราจะไม่พลาดแล้ว เดี๋ยวจะไปแก้ไขมันอะไรอย่างนี้ แต่กระบวนการคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เรียนรู้จากตัวเอง แล้วด้วยสังคมเราก็ประคับประคอง มันก็เลยไม่เข้มแข็งมั้ง แต่สุดท้ายผมก็ให้ ๆ ไปนะ แล้วบอกตัวเองว่าไม่ต้องไปคิดมาก ไม่ต้องไปรู้ด้วยว่าจริงหรือไม่จริง เอาเป็นว่าถ้าเราไม่ให้ เราจะเดินจากไปด้วยความรู้สึกผิด มันเลยกลายเป็นว่าให้ไป แต่ไม่ได้ให้เพื่อเขา กลายเป็นให้เพื่อตัวเอง

Q: อย่างความน่าเชื่อถือบนโลกอินเทอร์เน็ต คุณคิดว่ามันจะเป็นปัญหาไหม
A: ผมว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาไว โดยที่หลายครั้งมันไม่ได้มีการศึกษาแบบถ้วนถี่น่ะครับ ซึ่งหลายครั้งมันก็น่าสงสัยมาก ผมก็สงสัยนะว่าความน่าเชื่อถือบนอินเทอร์เน็ตมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเริ่มขึ้นตอนมี Google หรือเปล่า คือมันช่วยชีวิตคนยุคก่อน Google เหมือนกันนะ แล้วมันเลยทำให้ทุกคนกระโจนไปหาข้อมูลบนโลกออนไลน์ เพราะมันไม่ต้องเข้าห้องสมุด (หัวเราะ) ไม่ต้องเดินไปหาที่ไหนแล้ว ถามอากู๋เลย รู้หมด ที่สำคัญคือเราดันไปเชื่อมันด้วย ไม่พออีก สักพักก็มี Youtube เข้ามาอีก ทีนี้มาเป็นคลิปเลย คนโน้นคนนี้มาพูดกับเรา เราก็ยิ่งเชื่อเขาอีก อินเทอร์เน็ตมันค่อย ๆ สร้างความน่าเชื่อถือกับเรามาเรื่อย ๆ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว คิดดี ๆ เราแทบไม่รู้จักคนที่อยู่ในนั้นเลยนะ อินเทอร์เน็ตไม่ต่างจากการที่เราเดินเข้าไปในถนนหนึ่งถนน แล้วมีคนเดินสวนมาหาเรา แล้วก็พูดใส่เราว่า เอ้ย! ต้นไม้นี้กินแล้วจะหายเป็นมะเร็งนะ หรือเดินไปอีกหน่อยมีคนสวนมาบอก นี่เราบินได้นะ คือถ้าเราอยู่ในโลกจริง เราคงไม่เชื่ออะ นี่บ้าเปล่าเนี่ย ดูแต่งตัวอะไร ไม่น่าเชื่อถือเลย แต่เราไม่ตั้งคำถามอย่างนั้นบนออนไลน์กับ Username ที่เขียนว่าจุ๊กจิ๊กจ๊ะจู้อะไรอย่างนี้ เรากลับเชื่อ เชื่อมันซะอย่างนั้น คืออินเทอร์เน็ตมันสร้างแบรนด์ซะจนแบบเราเชื่อมันโดยสนิทใจ นั่นคือปัญหาตอนนี้ ที่บางคนเห็นอะไรมาก็แชร์กันทันที ขึ้น Facebook ด่ากันเละเลย ปัจจุบันหลายคนก็หน้าหงายกันเป็นแถวแล้วเหมือนกัน ซึ่งความน่ากลัวคือ ขนาดเราที่อยู่ใกล้ข้อมูลกันมาก ๆ ยังเป็นกันขนาดนี้ แล้วลองนึกดี ๆ กับคนทั้งประเทศ ภูมิต้านทานเรื่องพวกนี้ของคนเรามันไม่เท่ากันหรอก ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่เลยนะ สมมติแม่ผมเนี่ย ได้มา 3 แชร์ที่บอกข้อความเหมือนกัน เมื่อวานก็ได้ วันนี้ก็ได้ มันจริงชัวร์! ส่งให้ลูกเลยอะไรอย่างนี้ ซึ่งผมว่าสุดท้ายเดี๋ยวก็รู้เองแหละ มันเป็นอัตโนมัติ คนเราไม่ชอบโง่หรอก มันจะรู้ทันทีว่า อ๋อ! เราโง่ไปแล้ว และเราจะไม่โง่อีกแล้ว

Q: ส่วนตัว มีความเชื่ออะไรที่เปลี่ยนไปบ้างไหม ตั้งแต่ตอนที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ ๆ จนถึงตอนนี้
A: คงเป็นเรื่องทำดีได้ดีนี่ล่ะครับ ยิ่งพอมาทำชูใจฯ เรายิ่งเชื่อในการทำความดี เชื่อในการ pay in forward (ส่งต่อความดี) ค่อนข้างมากเหมือนกัน เราก็ไม่ได้ตั้งใจว่ามันจะมาถึงตรงนี้นะ แล้วก็เราก็ไม่ได้เป็นผู้บริหารที่เรียนจบอะไรมา เราแค่ทำไปตามสัญชาตญาณ จากวันนั้นจนวันนี้ มันทำให้เราเข้าใจว่า เวลาทำอะไรสักอย่างที่มันดี ๆ มันเหมือนเป็นแม็กเน็ตที่ดึงเราให้มาเจอแต่คนดี ๆ เหมือนอย่างก้าวแรกที่ลูกค้าเข้ามา เขาก็จะรู้สึกบวกกับเรา แล้วพอเราชวนเขาทำในสิ่งดี ๆ มันก็ทำให้เจอสิ่งที่ดีต่อไป แล้วเราค่อนข้างเจออะไรที่เป็นพลังลบน้อยมากเลยในการทำงาน คือก็มีบ้างตามธรรมชาติ แต่ว่ามันไม่ได้มีจนริดรอนเรา เพราะฉะนั้นมันยิ่งตอกย้ำว่าถ้าเราคิดดี คือจริง ๆ เราก็ไม่ได้คนดีอะไรมากอะนะ แต่ว่าก็พยายามที่จะไตร่ตรองให้มากที่สุด ระมัดระวังให้มากที่สุด มันก็พาเราไปเจอแต่สิ่งที่ดีอะไรอย่างนี้ มันก็มหัศจรรย์เหมือนกันนะ ช่วยเทสต์สิ่งที่เขาพูดกันว่า ทำดีแล้วจะมีสิ่งดี ๆ เข้ามาว่า เอ้อ! มันจริงอะ

Q: คิดว่าอะไรที่จะหยุดความเชื่อของคนคนหนึ่งลงได้
A: หมายถึงแบบถึงตรงไหนแล้วที่บอกเราว่า สรุปผลการทดลองครั้งนี้ล่มและเราไม่ไปต่อใช่ไหม ผมว่ามันคือโมเมนต์ของคนคนนั้นนะ มันเป็นเรื่องของปัจเจกมาก ๆ เป็นเรื่องของห้วงเวลาที่จะหยิบยกเหตุผลอะไรขึ้นมาคุยกับตัวเอง เหมือนพี่ตูน บอดี้สแลมที่เขาวิ่งอย่างนี้ เหตุผลลึก ๆ ตอนระหว่างที่พี่เขาวิ่งเนี่ย ผมเชื่อว่าเขาต้องต่อสู้กับคำถามระหว่างวิ่งตลอดเวลาเลยนะ ผมว่าถ้าคนคนนั้นหยุด แล้วไม่ทำสิ่งนั้นต่อ มันก็ไม่ได้โดนเรียกว่าความเชื่อแล้วล่ะ แต่ถ้าเขาทำ เขาได้ก้าวข้ามผ่านคำถามหรือตรรกะต่าง ๆ มานั่นแหละ มันจะกลายเป็นความเชื่อของเขา 

Q: เราสามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ใดยปราศจากความเชื่อไหม
A: ไม่ได้ ผมว่ามันจะเชื่อเล็กเชื่อน้อย แต่มันก็ต้องอาศัยอยู่นะ อย่างทุกวันนี้ผมทำงาน ผมก็ทำงานกับความเชื่อแต่ละโจทย์ คือเราทำงานอยู่บนความคิด มันไม่มีใครจะรู้ได้ว่าความคิดนี้ปล่อยออกไปแล้วมันจะดี ลูกค้าเองก็ต้องมีความเชื่อกับเรา เพราะเราไม่สามารถเอาอะไรมาบอกว่า เอ่อ สตอรีบอร์ดอันนี้ดีนะครับ ไอเดียนี้เวิร์กแน่ครับ เราก็ไม่มีอะไรมายืนกราน มันคือความเชื่อทั้งนั้นเลยในแต่ละวันที่เราทำ เราก็ต้องเชื่อในสิ่งที่เราคิดด้วย และต้องยืนกรานมาก เพราะไม่งั้นเนี่ย ทุกคนพร้อมที่จะทำเราเป๋ได้ตลอดเวลา การทำงานแบบเรามันจะมีคนหลาย ๆ ฝ่ายเข้ามาเยอะมาก ถ้าใครพูดอะไรใส่เรา แล้วเราไม่มีความเชื่อ มันก็เป๋ได้เลย สมมติถ้ามีคำถามว่า ทำไมถึงเชื่อว่ามันจะเวิร์ก ผมก็จะบอกว่าเชื่อผมเถอะครับ ผมก็รักในงานของผม และผมคงไม่ทำอะไรชุ่ย ๆ ออกไป

เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์ | ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์