image

Design & Creativity

คุยกับธนา เธียรอัจฉริยะ: คิดแบบพารานอยด์ วิธีแก้ Burnout และอนาคตของธนาคาร

Published Date : 23 ก.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

1,070

เรามักจะเห็นชื่อของ โจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะ ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยเป็นนักการตลาดมือดีผู้ปลุกปั้นแบรนด์ HAPPY ของ DTAC ก่อนจะย้ายมาเป็นซีอีโอให้กับ GMM สู้ศึกธุรกิจทีวีดาวเทียมภายใต้บริษัท Grammy

ปัจจุบันเขาก้าวสู่วงการธนาคารและโลกการเงิน อันเป็นสิ่งที่เขาได้ร่ำเรียนมา ในฐานะรองผู้จัดการอาวุโส Chief Marketing Officer (CMO) ธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจ็กต์ใหญ่ ๆ อย่างแอพพลิเคชัน SCB Easy และแอพพลิเคชันแม่มณี ซึ่งถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของ SCB สู่สมรภูมิยุคดิจิทัล

ธนาบอกว่า เขามักจะมีดวงที่ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเสมอ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจหมายถึงความไม่แน่นอน แต่เขากลับมองว่านั่นคือโอกาสที่จะได้ลุยทำสิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่

พอสบโอกาสได้สัมภาษณ์ เราเลยชวนเขามาถกประเด็นกันตั้งแต่ชีวิตการทำงาน สาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกพารานอยด์ในเวลานี้ และการรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ชีวิตการทำงานในแวดวงธนาคารเป็นอย่างไรบ้าง
สนุกดีครับ ที่นี่เขาให้อิสระเราลองทำอะไรใหม่ ๆ และผมเข้ามาในจังหวะที่ดีด้วย เป็นจังหวะที่องค์กรอยากเปลี่ยนแปลง แล้วเขาก็ยอมรับและให้เกียรติเรา ผมมีดวงที่ต้องไปอยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะ ๆ อย่างเช่น ตอนทำงาน DTAC ก็ต้องรบกับอะไรเยอะ เข้า Grammy ก็เป็นช่วงที่เขากำลังประมูลกล่องดาวเทียมกัน ช่วงทำงานธนาคารก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะ มันสนุก เพราะว่าเราเห็นมาหลายรอบแล้ว เราชอบช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือช่วงวิกฤต (Crisis) เพราะจะได้มีโอกาสทำอะไรใหม่ ๆ ถ้าเป็นช่วงนิ่ง ๆ ก็จะไม่ค่อยได้ทำอะไร เช่น ปีที่แล้วเป็นแบบนี้ ปีนี้ก็ทำต่อไป

ปีนี้ผมไม่ค่อยเหนื่อย แต่เบื่อ เพราะไม่ค่อยได้ทำอะไร พอว่างเกินก็ต้องหาอะไรซน ๆ ทำ เลยไปชวนน้อง ๆ มาทำแคมเปญภายในองค์กร (Internal Campaign) มานั่งคิดว่าปีใหม่จะทำอะไรดี เราก็คิดว่าเราทำงานกันเพื่ออะไร มันคือ อิคิไก (Ikigai) ในโลกความเป็นจริง มันไม่มีใครบอกหรอกว่าทำงานเพื่อบริษัท บางคนทำงานเพื่อลูกสาว เพื่อความสุข เพื่อหมูกระทะ เพื่อบุฟเฟ่ต์ หรือเพื่อแมวก็มีนะ (หัวเราะ) พอปล่อยแสงข้างนอกไม่ได้ เราก็หาอะไรทำกันข้างใน

คุณผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ มองอนาคตของธนาคารไทยอย่างไร
ธนาคารอยู่ในช่วงที่ขาลงอย่างช้า ๆ ถ้าดูสถิติของธนาคารในไทย กำไรเท่าเดิมมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้ดีนะ เพราะอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) หรือ ROE มันลดลงจาก 10 กว่า ตอนนี้เหลือ 10 แล้ว ถ้าต่ำกว่านี้จะเหลือ 9 พวกมูลค่าตลาดทั้งโลกก็ตกหมด เหมือนเมืองไทย 

ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ธนาคารก็เหมือนกับเทเลคอม เดี๋ยวนี้มันไม่มีอะไรใหม่ เฉือนเนื้อกันไปมา คุณลดดอกเบี้ย วันหนึ่งผมก็ลดได้ พรุ่งนี้คุณออกโปรโมชันบัตรเครดิต ผมก็ออกได้ 15% หรือ 20% นี่ยังไม่พูดถึงคู่แข่งข้างนอกอย่างสตาร์ทอัพนะครับ เราก็ลงไปช้า ๆ อยู่แล้ว วันหนึ่งอาจมี Libra (เงินดิจิทัลของเฟซบุ๊ก) มา ทำให้เราลงเร็วกว่านี้อีก

ในอนาคตธนาคารไทยควรทำอย่างไร มันก็เป็นสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จริง ๆ ซีอีโอของผมกังวลเรื่องนี้มานาน เราลองกันมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่ทดลองสร้างนวัตกรรมในองค์กร จัดตั้งยูนิตต่าง ๆ ซีอีโอเขาคิดว่าต้องไปหา S-Curve ใหม่จากข้างนอก เพราะข้างในมันเป็น energy เดิม เขาพยายามหา S-Curve ใหม่ที่มีขนาดใหญ่มากพอจะดึงธนาคารไปอีกเลเวลหนึ่งให้ได้ ซึ่งไม่ง่าย แต่ถ้าเราอยู่อย่างนี้ เราก็จะซึมลงไปเรื่อย ๆ 

ในแง่หนึ่งเราได้รับการปกป้องโดยหน่วยงานกำกับดูแลหรือ Regulator คือคนอื่นเข้ามาทำธุรกิจยาก แต่เราก็เจอกับข้อจำกัดด้วยเช่นกัน จะทำเรื่องใหม่ก็ไม่ง่าย เพราะว่าเราถือเงินของประชาชนอยู่ ดังนั้นเขาจะกังวลถ้าเราไปทำอะไรที่มันเสี่ยง แต่การทำสิ่งที่เป็น S-Curve ใหม่มันมีความเสี่ยง ในขณะที่สตาร์ทอัพหรือฟินเทคไม่มีข้อจำกัดด้านนี้ สิ่งที่แย่ของการเปลี่ยนแปลงก็คือ ปัญหาที่ไม่มีวิกฤต เพราะวิกฤตจะทำให้เราเปลี่ยนเร็ว ตอนนั้น DTAC เจอวิกฤต บริษัทถึงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คนทำงานธนาคารควรมีความเชื่อหรือมายด์เซ็ตแบบไหนในยุคที่ทุกธุรกิจจะแข่งกันด้วยข้อมูล
ผมใช้คำว่า “พารานอยด์” (paranoid) ซึ่งต่างกับ “แพนิค” (panic) นะครับ ถ้าแพนิค คือ (อาการตื่นตระหนก) สุดขั้ว แต่พารานอยด์คือ เราเริ่มสงสัยสิ่งเดิม ๆ และตั้งคำถามว่าควรจะทำอะไรใหม่ 

แอนดรูว์ โกรฟ (Andrew Grove - อดีตซีอีโอบริษัทอินเทล) เคยกล่าวว่า มีแต่คนพารานอยด์เท่านั้นที่อยู่รอด (Only the paranoid survive.) ต่อให้สถานการณ์ดี ๆ ทุกคนก็ต้องพารานอยด์ ไม่ว่าธุรกิจใดก็ตาม เราต้องสงสัยว่าอะไรจะกระทบกับธุรกิจได้บ้าง ต้องลองทำอะไรก่อน ไม่ใช่เฉพาะองค์กรนะครับ ผมว่าพนักงานทุกคนก็ควรพารานอยด์ ว่าเรายังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานตอนนี้ไหม มีทักษะเพียงพอไหม โลกมันเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ เราต้องเรียนหรือหัดทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง นี่คือมายด์เซ็ตที่สำคัญมาก

ถ้าคุณโลกสวย คุณตายก่อนเลยใช่ไหม
จริง ๆ มันเป็นความสบายใจอย่างหนึ่งของคนอายุเยอะในตอนนี้ ถ้านึกภาพคนวัย 70 อย่างคุณสุทธิชัย หยุ่น เขานั่งคุยว่าอุตสาหกรรมสื่อกำลังล่มสลาย สงสารเด็ก ๆ ที่ตกงาน แล้วบอกว่าโชคดีมากเลยที่แก่แล้ว ส่วนผมอายุ 50 กว่าปี ได้เรียนรู้และสนุกกับโลกนี้อย่างสบายใจ และคิดว่าตอนเราอายุ 70-80 วิทยาการทางการแพทย์คงเจ๋งมากนะ ผมน่าจะสบาย แต่คนที่เหนื่อยคือคนรุ่นเดียวกับลูกสาวของผม หรือคนอายุ 30 กว่า ๆ ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า

ถามว่าเราจะมีวิธีพารานอยด์อย่างไรให้ดีกับตัวเอง ผมมีคำแนะนำที่ดีที่สุดเลยครับ คือไปประเทศจีน แล้วคุณจะตื่นตัวมากว่า “นี่เราอยู่ที่ไหนในโลก” เขาไปไกลขนาดนั้นแล้ว เราจะทันเขาได้ไง ซีอีโอของผมไปเห็นฟินเทคที่จีน กลับมาเขาก็พารานอยด์ ผมว่าเราไม่ต้องไปถึงซิลิคอนแวลลีย์แล้ว ไปแค่เซี่ยงไฮ้หรือเสินเจิ้นก็พอ แล้วบริการ QR Payment ของเขาไปไกลมาก คนในปักกิ่งใช้กันมากถึง 70% คนแทบไม่ใช้เงินสดเลย แม้แต่ขอทาน

©Unsplash/Mitya Ivanov

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยจะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมไร้เงินสดได้เร็วขึ้นคืออะไร
ไทยจะเข้าช้านะ เราเข้าสู่สังคมไร้เงินสดคนละแบบกับประเทศจีน แต่จริง ๆ แล้วถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใช้เงินสดเยอะมาก ทั้งที่เขามีเทคโนโลยีก่อน ขณะที่จีนเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างรวดเร็ว เพราะคนประสบปัญหาธนาคารปลอม แบงค์ปลอม ส่วนเมืองไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดผ่านการโอนเงิน ตอนนี้เราเป็นประเทศเดียวเลยมั้งที่โอนเงินได้อย่างเสรี ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่รูปแบบของสังคมไร้เงินสดของเมืองไทยเกิดจากพฤติกรรมโอนเงิน มากกว่าการจ่ายเงิน แล้วเรายังมีปัญหา (pain) เรื่องสรรพากร ทำให้ร้านค้าลังเลที่จะรับการชำระเงินผ่าน QR Payment และทำให้สังคมไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเพียงครึ่งเดียว

เราจะรับมือกับอนาคตที่ซับซ้อน และความคิดความเชื่อของคนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้อย่างไร
ถ้าเคยอ่านหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind (โดยยูวาล โนอาห์ ฮารารี) จะรู้เลยว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์เกิดและเติบโตมาด้วยความเชื่อล้วน ๆ เลย พอคนเรามีความเชื่อร่วมกัน ก็สามารถไปทำอะไรด้วยกันได้ โดยที่ไม่ต้องรู้จักกันก็ได้ เช่น เชื่อในชาติ เชื่อในศาสนา แต่ผมคิดว่าความเชื่อในยุคต่อ ๆ ไป ถูกกำหนดด้วยข้อมูลที่เราให้บริษัทอื่นไปแบบฟรี ๆ เช่น การใช้อีเมล หรือเฟซบุ๊ก มันไม่ฟรีนะครับ เขาเอาข้อมูลของเราไปเยอะ 

ผมดูสารคดี The Great Hack (2019) ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องคดี Cambridge Analytica เลยรู้ว่าเฟซบุ๊กรับรู้พฤติกรรมของเราผ่านข้อมูล ข้อมูลแบบไหนสามารถกระตุ้นพฤติกรรม อารมณ์ ความคิดความเชื่อของเราได้ และมีแพทเทิร์นของพฤติกรรมที่ได้จากข้อมูลหลาย ๆ คน เขาเคยทำให้คนเลือกหรือไม่เลือกทรัมป์ โดยใช้วิธียิงข่าว (Ad-tarketing) ออกไปให้กระทบใจหรืออารมณ์ของคน เพื่อกระตุ้นความเชื่ออะไรบางอย่าง ในที่สุดแล้วคนที่เก่งมากที่สุดในโลกก็คือคนที่มีข้อมูล ซึ่งเป็นยุคใหม่ที่น่ากลัวนะ

©Unsplash/ROBIN WORRALL

ถามว่ารับมือยังไง ผมว่ายาก ผมเองก็ติดโซเชียลมีเดียทุกประเภท แต่เราต้องหาทางทำให้เราฉุกคิดและมีสติ เช่น เราต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เราเห็นในเฟซบุ๊กทั้งหมดคือคนที่คล้าย ๆ กับเรา ถ้าเราสายการเมือง คนเสื้อเหลืองเสื้อแดงก็จะเห็นแต่โพสต์ของกลุ่มเดียวกัน แล้วเราก็จะเห็นคนที่มีชีวิตดีเกินจริงอยู่เยอะ ทุกคนดูมีความสุขกันหมด อย่างน้อยถ้าเราเตือนสติตัวเองว่า เวลาเราทำงานตอนค่ำ ๆ แล้วเห็นเพื่อนลงรูปโอมากาเสะ มันอาจจะเป็นรูปเมื่อสามเดือนที่แล้วก็ได้ จริงไหม

ผมเคยทดลองเปิดเฟซบุ๊กอีกแอคเคานท์หนึ่ง แล้วไปตามกลุ่มประหลาด ๆ ซึ่งไม่ใช่กลุ่มที่เราคุ้นเคย เราจะเห็นอีกโลกหนึ่งเลย ถ้าเราทดลองคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคยบ้าง หรือไปที่ที่เราไม่ชิน ทำอะไรที่มันไม่สะดวกใจบ้าง เราอาจจะมีภูมิคุ้มกันเพิ่ม

โดยส่วนตัวแล้ว คุณมีความคิดความเชื่อแบบไหนในการทำงานหรือการใช้ชีวิต
ตอนที่ผมลาออกจาก DTAC มาอยู่กับลูก ผมอยากจะใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์บ้าง ผมนึกว่าเป็นความเชื่อของทุกคน ว่าเราควรจะสโลว์ไลฟ์ แต่มันน่าเบื่อ เหมือนเราขาดอะไรบางอย่าง ซึ่งผมเพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้เอง ตอนแม่ผมอายุ 60 ซึ่งแม่ก็เหมือนคนอายุ 60 ทั่วไปที่อารมณ์ไม่ดี แต่เขาก็อยากไปเรียนปริญญาตรี และจบตอน 60 กว่า แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นผู้ช่วยศาลตัดสินคดีเยาวชน ตอนนี้กลายเป็นคนอายุ 70 ปีที่ทำงานยุ่งมาก และสาวขึ้นแบบมหัศจรรย์

ผมมาทำงานที่ SCB ก็ได้เป็นที่ปรึกษา และก่อตั้งกองทุน Digital Venture สำหรับฟินเทค ไปทำโครงการบ่มเพาะ Accelerator ทำอะไรที่ผมไม่เคยทำเลย และทำหลักสูตรการเรียน ABC ของผมเองด้วย ซึ่งสนุกมาก รู้สึกเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น มันเป็นยาอายุวัฒนะ ผมเชื่อในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น เราจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า มันคือ Ikigai ผมว่านี่คือเคล็ดลับการทำงาน ถ้าเราทำงานกินเงินเดือนมากแค่ไหน แต่ไม่มีประโยชน์เลย ก็หงอย

คุณเป็นคนที่มีไฟตลอดเวลา มีคำแนะนำให้กับคนวัยทำงานที่มีอาการ burnout บ้างไหม
ผมว่ามีหลายวิธี อย่างแรกคือการมีหัวหน้าที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญมากในช่วงแรก ๆ ของการทำงาน เพราะเราจะเรียนรู้อะไรจากเขาได้เยอะ โคตรสำคัญ และลองทำงานที่ยากลำบาก เพื่อฝึกสะสมทักษะไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าคุณรู้สึก burnout ตอนอายุ 30 กว่าเหรอ จริง ๆ แล้วผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องความภักดีต่อองค์กร (loyalty) ผมว่ามันเป็นเรื่องเฟค คนรุ่นผมถูกล้างสมองมาแบบนั้น ตอนที่ผมไปทำงานที่หนึ่งแล้วไม่ชอบ พ่อผมจะบอกว่าให้อดทนอีก 3-4 ปี แต่ผมไม่เชื่อ ถ้าเราผลิตไม่ได้ตามแบบที่เขาอยากได้ หรือเงินเดือนแพงกว่าเด็กรุ่นใหม่ เขาก็อยาก layoff เราทั้งนั้นแหละ

©Unsplash/Adam Mccoid

ถ้าถามผมนะ คุณลองเปลี่ยนงาน แต่ถ้าเปลี่ยนงานไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง ถ้าเปลี่ยนงานไปทำสิ่งที่ชอบได้ก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเปลี่ยนตัวเอง มันมีหลายวิธี สิ่งแรกที่อยากแนะนำคือเรื่องการออกกำลังกาย ผมเชื่อเรื่องนี้มาก โลกมันเปลี่ยนไปเลย พอร่างกายดี เราจะเหนื่อยช้าลง กระบวนการคิดก็จะเปลี่ยนไปด้วย

เรื่องที่สองคือ โซเชียลมีเดีย คนส่วนใหญ่ burnout เพราะความคาดหวังทั้งนั้น ยิ่งเราคาดหวังสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เปิดเฟซบุ๊กแล้วเห็นเพื่อนกินโอมากาเสะอยู่ หรือบางคนไม่ต้องทำงาน เพราะมี passive income พอไปอ่านพันทิปยิ่งแล้วใหญ่เลย ทำไมเราเงินเดือนแค่นี้

ผมเคยสัมภาษณ์ พี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์ ว่า “เป้าหมายของพี่จิกคืออะไร” แกตอบคมมาก แกตอบว่า “เป้าหมายตอนอายุ 50 กว่า คือการลดเป้าหมาย” คมไหม (หัวเราะ)

แต่ในขณะเดียวกัน มันปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าคนเราต้องมีเงินกับคอนเน็กชัน ดังนั้นหาทางทำยังไงให้เรามีเงินได้ตามสมควร ถ้าไม่มีเงิน ยังไงก็ทุกข์ทรมาน ส่วนคอนเน็กชันก็มีวิธีหาหลายรูปแบบ ผมว่ามันเป็นเรื่องการปลูกต้นไม้ เวลาเราเริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ ให้ปลูกต้นไม้เยอะ ๆ พอตอนอายุมากขึ้น จะรู้เลยว่าไอ้ต้นไม้ที่เราปลูกหลายต้นมันงอกงาม บางทีเราไปช่วยคนตัวเล็ก ๆ พูดจาดี ๆ กับคนนี้ หรือทำงานเต็มที่ให้กับบางคน ช่วยปกป้องประโยชน์ของบริษัท พอผมลาออก อีกฝ่ายก็ชวนผมไปทำงาน เพราะเห็นว่าผมโหดดี ดูเป็นคนตรง ๆ เพราะฉะนั้นมันต้องหากระบวนการ 

©Unsplash/Marion Michele

แต่สุดท้ายมันจะถอยกลับมาเรื่อง “สุขภาพไม่ดี ทำอะไรก็ไม่เจริญ” คือร่างกายเราต้องมาก่อน แล้วสิ่งที่เราอยากทำจะตามมาเอง ถ้าร่างกายไม่ดี ยังไงก็ burnout ผมพูดในฐานะคนอายุ 50 ที่เคยอ้วนร้อยโล เข้าโรงพยาบาลมาแล้ว ก็จะรู้เลยว่าสุขภาพคือสารตั้งต้นของทุกเรื่องครับ

ที่มาภาพ : Unsplash/Francisco Moreno

เรื่อง : ปิยพร อรุณเกรียงไกร